|

Social Network หรือ สังคมออนไลน์ ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว มีจำนวนประชากรบนโลกออนไลน์นี้ในระดับ 400 ล้านคนทั่วโลก กระจายไปยังผู้ให้บริการอย่าง Facebook, Hi5, Twitter, Blog, Space และอื่นๆ ในประเทศไทยเราถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของผู้ใช้เฟสบุ๊ก (Facebook) รวดเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก ชนะประเทศอื่นๆในแถบอาเซียน เครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นเป็นดาบสองคม เหรียญสองด้าน ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษพอๆ กัน หากไม่ระมัดระวังเพียงพอ โทษที่เราได้รับนั้นอาจถึงขั้นต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเลยทีเดียว
หลังจากที่มีผู้พยายามจะส่งเสริมให้นำเอาสังคมออนไลน์มาใช้ในทางการศึกษา โดยบอกเล่าถึงแต่สิ่งดีๆ ไม่บอกถึงผลกระทบที่อาจตามมาในภายหลังซึ่งเป็นการสูญเสียที่มากมายยากจะคาดถึง อาจเป็นเพราะไม่รู้ว่ามันมีโทษหรือรู้แต่ไม่บอก (กลัวอย่างแรกล่ะมากกว่า) วันนี้เลยต้องนำมาถกประเด็นให้ขยายความคิด รับรู้ถึงภัยที่จะตามมาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์กัน รู้ไว้เพื่อป้องกันตัว ไม่ได้ห้ามใช้งานนะครับ...
แต่ถามว่าในบรรดาชาวเฟสบุ๊กนับล้านของไทยที่เพลิดเพลินกับการอัปโหลดรูปภาพ และข้อความ คอมเมนท์โต้ตอบในหมู่เพื่อน จะมีสักกี่คนที่รับรู้ว่าจะต้องเล่นเฟสบุ๊กอย่างไร? จึงจะไม่ต้องปวดหัวกับพิษภัยที่อาจตามมา ซึ่งในต่างประเทศเคยมีกรณีแล้วว่า เหยื่อฆาตกรรมรายหนึ่งถูกคร่าชีวิตสำเร็จเพราะเฟสบุ๊กเป็นเหตุ
เมื่อคำตอบคือ "น้อยมาก" ผู้ที่ถูกมองว่าควรจะต้องรับหน้าสางปมนี้อย่างจริงจังก็คือรัฐบาล

นี่ไม่ใช่การโยนภาระหน้าที่ให้รัฐบาลแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เพราะในประเทศใหญ่ๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา หรือ สหราชอาณาจักรฯ นั้นต่างมีรัฐบาลเป็นแม่งานรณรงค์อย่างเป็นขั้นตอนและจริงจัง เนื่องจากฝรั่งนั้นมองว่า หากจัดระเบียบความปลอดภัยบนเครือข่ายสังคมได้ ปัญหาความมั่นคงของชาติก็จะหมดไปด้วย หลายคนแย้งว่า "เฟสบุ๊กที่พวกเราโพสต์ข้อมูลส่วนตัวแบบไก่กาฮาเฮมันไปเกี่ยวอะไรกับความมั่นคงระดับชาติ" ตรงนี้อาจารย์ปริญญา หอมเอนก หัวเรือใหญ่สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศหรือ Thailand Information Security Association (TISA) ไขข้อสงสัยว่า "หากรัฐบาลไทยตื่นตัว และมีมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยของการใช้งานเครือข่ายสังคมอย่างจริงจัง รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ และฆ่าตัดตอน การปล่อยข่าวลวงทางทหารได้" อาจารย์ยกตัวอย่างว่า "ความไม่รู้ของชาวออนไลน์ทั่วโลกทำให้เฟสบุ๊กกลายเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยม ของแฮกเกอร์จอมขโมยตัวตนในขณะนี้ วิธีการคือแฮกเกอร์จะเข้าไปศึกษาข้อมูลประวัติส่วนตัวของเหยื่อในเฟสบุ๊ก หรือเครือข่ายสังคมค่ายอื่นๆ จากนั้นจึงใช้ข้อมูลที่ได้มาในการตอบคำถามซึ่งเหยื่อตั้งไว้กรณีลืมรหัสผ่าน ทำให้ผู้ที่ตั้งคำถามง่ายๆ ประเภท ชื่อโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา หรือชื่อกลาง บิดรมารดา ถูกสวมรอยว่าลืมรหัสผ่าน และถูกขโมยรหัสผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งแฮกเกอร์สามารถปู้ยี่ปู้ยำตัวตนของเหยื่อได้ด้วยรหัสผ่านที่ได้มา เช่นการสวมรอยเข้าไปโพสต์ข้อความหมิ่นฯ หรือการปล่อยข่าวลวงที่สร้างความปั่นป่วน อาจารย์บอกเลยว่า "รัฐบาลควรเข้ามารีเสิร์ชหรือวิจัยคนไทยที่ เล่นเฟสบุ๊กอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แล้วจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบแบบในมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ที่ภาครัฐตื่นตัวและเตรียมบุคลากรระดับด็อกเตอร์ พร้อมเงินทุนไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และให้ความรู้แก่ประชาชน ถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรทำบนเฟสบุ๊กหรือเครือข่ายสังคมค่ายใดก็ตาม" "คนใช้เครือข่ายสังคมในไทยยังมีความรู้เรื่องนี้ระดับเบบี๋มาก ถ้าเทียบกับแคมเปญ "ให้เหล้าเท่ากับแช่ง" ที่ สสส .เคยทำมา เชื่อเด็กไทย 9 ใน 10 ไม่รู้ถึงโทษในเฟสบุ๊ก มันไม่มีสอนในโรงเรียนหรือการปฐมนิเทศแบบเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งน่าเป็นห่วง"
ความน่าเป็นห่วงของเด็กวัยรุ่นสาวกเครือข่ายสังคมทั่วโลกที่เกิดขึ้น ความไม่รู้ถึงโอกาสถูกติดตามและถูกคุกคามในโลกความจริง เพียงแค่รูปถ่ายหนึ่งใบที่โพสต์เข้าไปอวดเพื่อนก็สามารถเป็นข้อมูลติดตามตัวได้ง่ายดาย เช่น รูปถ่ายที่มีชื่ออพาร์ทเมนท์ หรือเลขที่บ้านปรากฏอยู่ ขณะที่อีเมล์แอดเดรสธรรมดา ก็สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาเบอร์โทรศัพท์บนโลกออนไลน์ได้ "ในสหรัฐฯ นั้นมองว่าเรื่องความปลอดภัยบนเครือข่ายสังคมเป็น Culture หรือวัฒนธรรมที่ต้องแก้ไข เช่นเดียวกับในอังกฤษที่เค้ามองว่าต้องให้ความรู้พลเมืองที่เป็นเจเนอเรชัน Y หรือพวกที่ใจร้อนคลิกเร็ว โดยไม่ระวังภัยที่อาจเกิดขึ้น ของเราเองก็ควรทำให้คนไทยระวังตัวเรื่องขโมยตัวตน ซึ่งหากถูกแอบอ้างก็จะมีความผิดได้ ต้องให้เด็กไทยรู้เป็นเรื่องเป็นราวว่ามันเป็นดาบ 2 คม ไม่ใช่ไม่ดีแต่ควรเล่นอย่างไรให้เกิดประโยชน์และปลอดภัย ทำไมต้องจำกัดเฟสบุ๊ก แต่ไม่ต้องจำกัดทวิตเตอร์" ลองค้นหาข้อมูลกันดูจาก Google
เจ็ดสิ่งที่ควรหยุดทำทันทีใน Facebook
บท ความนี้เรียบเรียงจาก 7 Things to Stop Doing Now on Facebook by Consumer Reports Magazine Wednesday, May 12, 2010
- ใช้รหัสผ่านแบบง่าย ๆ
หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อธรรมดา หรือคำทั่วไปที่สามารถหาพบได้ในพจนานุกรม หรือแม้แต่ตัวเลขที่ลงท้ายรหัสผ่านดังกล่าว ควรใช้การผสมระหว่างด้านหน้า ด้านหลังตัวอักษร ด้วยตัวเลข หรือสัญลักษณ์ รหัสผ่านควรมีแปดตัวอักษรเป็นอย่างน้อย เทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ระหว่างกลางรหัสผ่าน เช่นตัวอย่าง รหัสผ่าน houses เป็น hO27usEs! หรือใช้คำไทยพิมพ์บนแป้นอักษรภาษาอังกฤษ จะจดจำได้ง่ายกว่า เช่น กูไม่บอก เมื่อพิมพ์จะได้ d^w,j[vd
- ระบุวันเดือนปีเกิดในข้อมูลสาธารณะ
โจรภัยทางข้อมูลแบบเบื้องต้น ผู้ไม่หวังดีมักจะใช้ในการค้นหาข้อมูลเพิ่ม เติมเกี่ยวกับตัวคุณ เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงข้อมูล ธนาคารหรือบัตรเครดิต ถ้าคุณได้ระบุวันเกิด ให้กลับไปที่ข้อมูลส่วนตัว เข้าไปแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ระบุข้อมูลพื้นฐานคือ ไม่แสดงวันเกิดในข้อมูลส่วนตัว หรือแสดงเฉพาะวันและเดือนเกิดในหน้า ข้อมูลส่วนตัว (การติดต่อสอบถามเกี่ยวกับบัตรเครดิต มักจะต้องตอบข้อมูลเรื่องนี้ด้วย)
- ตรวจสอบการใช้งานของข้อมูลส่วนตัว
ข้อมูล ทั้งหมดใน Facebook คุณควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงของเพื่อน หรือเพื่อนของเพี่อน หรือตัวคุณเอง เช่น การเข้าชมรูปภาพ วันเกิด ศาสนา และข้อมูลของครอบครัว หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณเอง เช่น ข้อมูลในการติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่ ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะ บุคคลหรือกลุ่มที่สามารถจะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว หรือจัดการ บล็อก (ห้าม) บุคคลบางคน หรือไม่ให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
- ระบุชื่อบุตรหลาน โดยมีข้อความที่อธิบายหรือตำบรรยายใต้ภาพประกอบ
ใม่ควรระบุชื่อบุตร หลานหรือป้ายกำกับ (tags) หรือ มีคำอธิบาย/บรรยายรายละเอียดใต้ภาพ และ ถ้าได้มีคนอื่นหรือเพื่อนคุณทำเช่นว่านั้น ก็ขอให้ช่วยแก้ไขหรือลบออก พร้อมกับป้ายกำกับด้วย แต่ถ้าชื่อบุตรหลานของคุณไม่ได้อยู่ใน Facebook แต่ได้มีบางคนได้ระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ใน ป้ายกำกับ (tags) หรือ หรือมีคำอธิบายหรือบรรยายรายละเอียดใต้ภาพก็ขอให้เจ้าของข้อมูล ดังกล่าวแก้ไข/ลบออกด้วย (เป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีใช้ข้อมูล ดังกล่าว ในการก่ออาชญากรรมบางเรื่องได้ง่าย เพราะรู้ว่าเป็นลูกหลาน ของใครมีฐานะการเงินเป็นเช่นไร)
- การบอกว่า กำลังออกจากบ้าน
เป็นนัยที่ สื่อความหมายว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้าน หรือคล้ายเป็นการปิดป้ายว่า “ไม่ อยู่” ไว้ที่หน้าบ้านเช่นกัน ให้รอจนคุณกลับถึงบ้านแล้ว ค่อยบอกถึงการผจญภัยหรือความสนุกสนานในการเดินทางหรือการใช้วันหยุดพัก ผ่อน โดยอาจจะไม่ต้องระบุวันเดือนปีที่เดินทางก็ได้ หรือระบุวันเดือนปีที่เดินทางให้คลุมเครือไม่ชัดเจน
- การปล่อยให้ Facebook ค้นหา พบคุณ
เพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้าถึงหน้าข้อมูลของคุณ ให้ไปที่การค้นหาของ Facebook ข้อมูลส่วนตัว และเลือกเฉพาะเพื่อนเท่านั้นของ Facebook ที่จะค้นพบข้อมูลดังกล่าว และให้มั่นใจว่ากล่องข้อมูลสาธารณะไม่ได้ระบุ ให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
- อย่าให้เด็กใช้ Facebook โดยไม่ตรวจสอบควบคุม
แม้ว่า Facebook จะไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่าสิบสามขวบ หรือยังไม่ถึงเกณฑ์ใช้งาน แต่หลายคนก็ทำการปลอมอายุเข้าไปใช้ได้ ถ้าคุณมีเด็กหรือวัยรุ่นในความปกครองใช้ Facebook วิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจสอบและควบคุม คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม เพี่อนของเขา หรือให้ใช้ email ของคุณแทนในการติดต่อระหว่างบัญชีของเขา เพื่อที่คุณจะได้รับข้อความหรือตรวจสอบการใช้งานของเขา “เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่เป็นไร ไม่มีอะไร กลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างง่ายดาย” เป็น คำกล่าวของ Charles Pavelites, ผู้ชำนาญการพิเศษของหน่วยงาน ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากอาชญากรรมทางอินเตอร์เนต
ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กคนหนึ่งมักจะบอกว่า "แม่กำลังจะกลับบ้านแล้ว ฉันต้องไปล้างจาน" มักจะบอกทุกๆ วัน ในเวลาเดิมเสมอ มันเป็นการบอกเวลาที่ชัดเจนมาก เกี่ยวกับการเดินทางไปกลับของพ่อแม่ (บอก ช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้าน คนร้ายอาจกะระยะเวลาก่อกรรมทำชั่ว ได้ง่ายขึ้น)
ใน Tweeter นั้นเป็นสังคมอีกแบบหนึ่งคืออยู่ในลักษณะของการพูดคุย ตะโกนออกไปให้คนอื่นรู้ ข้อมูลของผู้ใช้งานเมื่อเทียบกับ Facebook แล้วจะน้อยกว่า แต่ก็มีผลเสียที่ตามมาได้เช่นกัน ในกรณีที่การบอกกล่าวออกไปนั้นมีผลกระทบต่อบุคคลที่สาม หรือสังคมรอบข้าง เป็นการสร้างความตื่นตระหนกหรือทำตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ สื่อออกไปให้ผู้อื่นวิตก หวาดระแวง สังคมออนไลน์ทุกชนิดจึงต้องใช้กันอย่างระทัดระวังมากขึ้นกว่านี้
อย่าคิดเพียงแค่สนุก อยากอวด อยากโชว์ เพราะไม่มีอะไรจะปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราได้ดีเท่ากับ การไม่บอกข้อมูลที่ชัดเจนอีกแล้ว...
รายงานล่าสุดของต่างประเทศ
สำนักงานตำรวจของออสเตรเลีย ได้เรียกร้องให้ Facebook จ้างพนักงานประสานงาน (compliance officer) ไปประจำอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อร่วมมือกับตำรวจในการแก้ปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นบน Facebook
นอกจากนี้ ตำรวจออสเตรเลียยังต้องการให้ Facebook เพิ่มปุ่ม "รายงานตำรวจ" ลงใน Facebook เวอร์ชันออสเตรเลียด้วย
Facebook ยังไม่ตอบรับในเรื่องนี้ แต่นี่แสดงให้เห็นว่าองค์กรที่ทำงานด้านกฎหมายและอาชญากรรม เริ่มหันมาเห็นความสำคัญของ Facebook แล้ว
แต่เมืองไทยจะมีคนรู้สึกหรือรับรู้ถึงอันตรายเหล่านี้หรือไม่? โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในบ้านเมืองของเรา อาจต้องรอให้มีเรื่องร้ายๆ เสียก่อนค่อยคิดล้อมคอกก็เป็นได้...
ที่มา - ReadWriteWeb
|
คอมเมนต์
อ่านดูหน่อย จะได้กระจ่างแจ้ งแดงแจ๋ (ของฟรีไม่มีในโ ลก ต้องลงทุน ลงแรงกันหน่อย)
www.blognone.com/topics/ning
ต้นฉบับภาษาอังกฤษ (ไม่ได้โม้)
about.ning.com/announcement/?xg_source=www.ning.com
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds