 | แบตเตอรี่ทนทานคู่บุญ ในปัจจุบันนี้ อุปกรณ์เครื่องใช้หลายๆ ชิ้นรอบข้างเรามักมีส่วนประกอบที่สำคัญในการจ่ายพลังงานคือ แบตเตอรี่ จึงมักจะมีคำถามติดตามมาว่าจะทำอย่างไรให้ใช้ได้นาน อึดและทนที่สุด โดยเฉพาะพวกที่สามารถชาร์ทไฟใหม่ได้ อย่างแบตเตอรี่โน๊ตบุ้ค โทรศัพท์ กล้องดิจิตอล เรามาดูวิธีการง่ายๆ กันเลยดีกว่า ใครๆ ก็ทำได้แน่นอน |
การดูแลเบื้องต้นสำหรับแบตเตอรี่ชนิดชาร์ทไฟใหม่ได้- ใช้คั้งแรกต้องชาร์ทไฟให้เต็มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ้ค โทรศัพท์มือถือ หรือกล้องดิจิตอล เพื่อให้วงจรชาร์ทไฟภายในตัวเครื่องได้ประจุกำลังไฟให้เต็มที่และสามารถคำนวณระยะเวลาการตัดการประจุ (การชาร์ท) เมื่อแบตเตอรี่เต็มแล้ว แม้ว่าคุณจะเห็นว่าวงจรประจุแสดงว่าได้ชาร์ทไฟจนเต็มแล้วก่อนถึงระยะ 8 ชั่วโมงก็ตาม ก็ควรจะชาร์ททิ้งไว้จนถึง 8 ชั่วโมง (ชาร์ทไปใช้งานไปก็ได้นะ)
- อย่าใช้งานเพลินจนแบตเตอรี่หมดไปโดยสิ้นเชิง โดยปกติวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะเตือนเสมอเมื่อมีกำลังไฟจากแบตเตอรี่เหลือต่ำประมาณ 10% ให้คุณรีบทำการประจุไฟใหม่ได้แล้ว อย่าเผลอใช้ไปจนเกลี้ยงกระทั่งเครื่องดับไปเอง เพราะจะเกิดอันตรายต่อเซลแบตเตอรี่จนถึงขั้นไม่อาจประจุไฟใหม่ได้
- ในการประจุไฟครั้งต่อมาให้ประจุจนเต็มแล้วยกเลิกการประจุในทันที ไม่ควรประจุทิ้งไว้ข้ามคืนข้ามวัน ถ้าเครื่องประจุของคุณไม่มีวงจรตัดกระแสเมื่อประจุเต็ม การประจุด้วยเครื่องที่ไม่ได้ทำไว้เพื่อแบตเตอรี่ชนิดนั้นๆ โดยตรงก็ควรระวังเช่นกัน เพราะอาจจะทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้จากการประจุด้วยกระแสที่มากเกินไป (ปกติจะประจุด้วยขนาด 1/10 ของกระแสแบตเตอรี่) จนเกิดความร้อนสูง
- อย่าเก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่มีอุณภูมิสูงเกินไป ปกติแบตเตอรี่จะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิห้อง (ประมาณ 27-40 องศาเซลเซียส) ควรหลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในรถยนต์ที่จอดกลางแดด แม้มันจะบรรจุอยู่ในกระเป๋าก็ตาม ถ้าคิดว่าจะจอดรถทิ้งไว้นานๆ หอบเอาเครื่องมือหรืออุปกรณ์เหล่านั้นไปด้วยดีกว่า
- ถ้าจะไม่ใช้เครื่องหรืออุปกรณ์นั้นนานๆ ให้ชาร์ทไฟแบตเตอรี่ให้เต็ม ถอดออกจากตัวเครื่อง วางไว้ในที่อากาศถ่ายเทและเย็น จะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้มาก เมื่อจะกลับมาใช้งานอีกก็เพียงแต่ชาร์ทไฟให้เต็มอีกครั้งเท่านั้นเอง
การยืดอายุและทะนุถนอมแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คตัวเก่ง คำถามจากเพื่อนๆ ที่กำลังเห่อมากๆ เมื่อได้ (ซื้อ) โน๊ตบุ้คเครื่องใหม่มา ก็คือ แบตเตอรี่ของใครใช้ได้นานสุดๆ และจะดูแลรักษาให้มันอยู่ทน อยู่นานได้อย่างไร? ก็คงตอบได้ว่า ทำตามคำแนะนำที่กล่าวมาแล้วได้เลย และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ใช้ได้นานขึ้นก็ขอแนะนำเพิ่มเติมดังนี้ - เปิดใช้ฟังก์ชั่น Power Options เพื่อเสริมการประหยัดกระแสไฟในแบตเตอรี่ เช่น ให้ปิดหน้าจอถ้าไม่ได้ใช้งานภายใน 5 นาที หยุดการหมุนของฮาร์ดดิสก์ภายในเวลา 10 นาที รวมทั้งบรรดา Screen Saver สวยๆ ด้วยนะ มันไม่ได้กินแค่ไฟหรอกบั่นทอนอายุการใช้งานของฮาร์ดดิสก์ไปด้วย
- ลดความสว่างของจอ LCD ให้เหมาะสม เพราะจอ LCD คืออุปกรณ์ที่กินไฟมากที่สุดในโน๊ตบุ้ค ยิ่งเราปรับให้สว่างมากก็ยิ่งกินแบตเตอรี่มากขึ้น
- ปรับลดระดับสีลง (Color Depth) คุณอาจใช้เพียงระดับ Medium 16 bit แทนที่จะเป็น Highest 32 bit ก็พอแล้ว ซึ่งจะช่วบลดมิติของสีที่แสดงผลบนหน้าจอ ลดการทำงานของซีพียูลงอันจะทำให้กินพลังงานไฟน้อยลงตามไปด้วย
- ปิดการทำงานในอุปกรณ์ที่คุณไม่ได้ใช้ขณะนั้น เช่น wireless, bluetooth ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้จะกินไฟตลอดเวลาในการค้นหาอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ (อย่าคิดว่าเท่ห์ โน๊ตบุ้คฉันล้ำสมัยนะขอบอก เปลืองแบตเปล่าๆ เพราะละแวกนั้นไม่มีไวร์เลส บลูธูทให้ใช้งานเชื่อมต่อกะใครสักหน่อย)
- ปิดโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งานไปเสียบ้าง (บางคนเถียงว่าก็เปิดเท่าที่ทำงานนี่แหละ ไม่จริงมั๊ง) ลองดูที่ Taskbar ล่างทางขวามือดูซิ มีสัญลักษณ์ WinAmp หรือรูปกล้องถ่ายรูปของโปรแกรม ACDSee หรือโปรแกรม Winzip อยู่บ้างหรือเปล่า? นั่นแหละมันรอให้คุณเรียกใช้ ถ้าไม่ใช้มันก็เตรียมตัวอยู่ (กินไฟรอ) ปิดมันไปจาก Taskbar เสียเลย
| ก็หวังว่าคงจะช่วยให้ท่านได้ดูแลรักษา ทะนุถนอมแบตเตอรี่ในอุปกรณ์พกพาของท่านได้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นนะครับ... ไปอ่านเจอมาจากเว็บชุมชนชาวแม็ค ThaiMacClub.net มา เห็นว่าน่าสนใจเลยเอามาบอกต่อครับ อาจจะเป็นวิธีที่สามารถยืดอายุของแบตเตอรี่ในเครื่องโน้ตบุ๊คของคุณได้ "เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา PB G4 ของผมมีอาการ Charge ไฟไม่เข้า กอปรกับบางคราเข้าได้เล็กน้อย แลไม่เก็บไฟ
ผมเลยทำใจว่า Battery ถึงแก่กรรมด้วยความสงบแล้ว จึงได้โทรไป Maccenter เพื่อสอบถามราคา Battery รุ่นนี้ ทราบราคามาที่ 6,xxx บาท ต้นๆ ผมเลยยังไม่กล้าซื้อ น้องบางคนได้แนะนำร้านเปลี่ยนไส้ Battery มาก็พิจารณาอยู่ |
จึงได้ Search เรื่อง "Battery" ใน TMC นี่แล จึงได้พบว่ามีสิ่งนึง ที่ผมไม่เคยทำเลยคือการ Calibrate Battery ด้วยวิธีการ - ปล่อยให้เครื่อง Sleep / ดับไปเองจน Battery หมด
- แล้ว Charge ใหม่ จนเต็มใช้งานตามปกติ
เพื่อให้วงจรฤาระบบ เครื่องในของ Batery ได้มีการคลายประจุ ฯลฯ
ผลตอบรับ ครั้งแรกผมได้ Battery กลับมา Charge ไฟเข้าได้ที่ 5% และผมก็ปล่อยให้มันหมด Charge ใหม่ทำอย่างนี้มาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าสามารถเพิ่มความสามารถในการเก็บไฟได้เฉลี่ยนวันละ 5% - 8% จนถึงวันนี้ สามารถเก็บไฟได้ที่ 73% และใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีอาการ Battery หมดไว ฤาผลข้างเคียง" บันทึกโดย คุณ hans Wed Jul 18, 2007 | 15:21:07 ที่มา http://www.thaimacclub.net/forum/topicview.php?no=10034 (ต้องเป็นสมาชิกนะถึงจะเข้าไปอ่านได้) เพิ่มเติมอันนี้ผมไปอ่านมาจากเว็บไซต์ของ Apple เรื่องการ Calibrate Battery เลยนำมาฝาก แปลให้เป็นภาษาไทยแล้วครับ มีความสงสัยกันมากในหมู่ผู้ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีพลังงานไฟฟ้า จากแบตเตอรี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลง MP3 กล้องถ่ายรูป และอื่นๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้แบตเตอรี่ชนิดประจุไฟได้ที่มาพร้อมเครื่องมีอายุยืนยาว เพราะเมื่อเสื่อมสภาพแล้วจะซื้อใหม่ราคาช่างเจ็บปวดหัวใจเสียเหลือเกิน
บาง คนก็บอกว่า ให้ถอดแบตเตอรี่ออกใช้การเสียบอะแดปเตอร์แทน วิธีการนี้อายุของแบตยิ่งจะไปเร็วเพราะไม่มีการกระตุ้นด้วยการใช้งานเลย บางคนก็บอกว่า เสียบอะแดปเตอร์ไว้ตลอดเวลาจะได้ชาร์ทให้เต็มตลอดเวลา นี่ก็ไม่เหมาะอีกเพราะยังไม่ได้คลายประจุออกมาก็อัดคืนเข้าไปแล้ว แล้วจะทำอย่างไรดี?
นี่คือคำตอบ ที่ได้มาจากฝ่ายสนับสนุนฮาร์ดแวร์ของบริษัท แอบเปิ้ล ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ Mac ชื่อดัง และโทรศัพท์ iPhone เครื่องเล่นเพลงอย่าง iPod แนะนำมาอย่างนี้ครับ
การปรับแต่ง แบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อยืดอายุให้นานวันและมีพลังเพียงพอในการทำงานเสมอ (โดยเฉพาะแบตเตอรี่ยุคใหม่ที่เป็น Lithion) ควรจะทำการ calibrate ตามขั้นตอนดังนี้
1. เสียบปลั๊กเพาเวอร์อะแดปเตอร์ให้ชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็ม จนกระทั่งไฟแสดงการชาร์ท หรือไอค่อนแสดงการชาร์ทในอุปกรณ์นั้นแสดงว่าเต็ม 100%. 2. ปล่อยให้มีการชาร์ทต่อไปอีกสัก 2 ชั่วโมง ซึ่งในระหว่างการชาร์ทนี้คุณยังสามารถทำงานกับเครื่องอุปกรณ์ได้ตามปกติ. 3. ถอดปลั๊กเพาเวอร์อะแดปเตอร์ แล้วใช้งานไปตามปกติจนกระทั่งแบตเตอรี่หมด (ถ้าทำงานสำคัญให้หมั่นเซฟงานไว้ด้วย) จนกระทั่งแบตเตอรี่จ่ายไฟจนหมด ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์จะมีกรอบหน้าต่างเตือน หรือเสียงเตือน (ถ้าตั้งค่าไว้) ก็แค่กดปุ่มปิดกรอบแจ้งเตือนนั้น แต่ทำงานต่อไป. 4. จนกระทั่งแบตเตอรี่หมดจริงๆ และเครื่องเข้าสู่ภาวะหลับ (sleep) อย่าลืมเซฟงานสำคัญไว้ก่อนเมื่อมีการเตือนก่อนที่เครื่องจะหลับไป. 5. ปิดเครื่องหรือปล่อยให้มันหลับไป ทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมงหรือมากกว่า ถ้ามีงานต้องทำอาจจะถอดแบตเตอรี่ออกแล้วใช้กำลังไฟจากเพาเวอร์อแด็ปเตอร์แทน ได้ (ถ้าเครื่องนั้นทำได้ เพราะมีบางเครื่องถ้าถอดแบตเตอรี่ออกจะเปิดไม่ได้ก็มี กรณีนี้ก็นอนหลับพักผ่อนเถอะ). 6. ครบ 5 ชั่วโมงแล้วเชื่อมต่อเพาเวอร์อะแดปเตอร์อีกครั้ง ทำการชาร์ทไฟให้เต็มที่อีกครั้ง แบตเตอรี่ของคุณจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง.
Tip: วิธีการนี้ผมลองทดสอบกับเครื่องโน้ตบุ๊คที่ใช้งานมาประมาณปีเศษ จากที่เคยใช้งานได้นานสามชั่วโมงก็จะเหลือเพียงชั่วโมงเศษๆ แบตเตอรี่ก็หมดประจุแล้ว เลยใช้วิธีการนี้ดูบ้าง ปรากฏว่าทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้เกือบสองชั่วโมง เลยทำการ calibrate ซ้ำไปสี่ห้าครั้ง เรื่องไม่น่าเชื่อก็บังเกิด แบตเตอรี่ก้อนนั้นสามารถกลับมาจ่ายประจุได้สามชั่วโมงอีกครั้งหนึ่ง ทดลองดูซิครับ อาจจะไม่ต้องเสียเงินห้าหกพันสำหรับแบตเตอรี่ก้อนใหม่ก็ได้นะครับ  เพิ่มเติมมีบทความทางวิชาการดีๆ มาฝากครับตามไปอ่านกันได้เลย http://www.techxcite.com/content.php/3/1426/%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%AF+Lithium+%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87+%28%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%AF+Notebook%2C%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A5%2C%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD+%E0%B8%AF%E0%B8%A5%E0%B8%AF%29/  |