"...คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ..." พระบรมราโชวาท |
| โรคร้ายรุมเร้า... ประเทศไทย |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2009 เวลา 19:27 น. |
ประเทศไทย... กำลังตกเป็นเป้าโจมตีจากภัยร้ายในวันนี้คงต้องกล่าวถึงภัยร้ายมากมายที่กำลังรุมเร้าประเทศไทย ในแวดวงการศึกษาของเราจะต้องระมัดระวังมากที่สุดเพราะอาจจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของโรคร้าย "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ" หลังพบการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย และ องค์การอนามัยโลก ประกาศยกระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดเป็นระดับ 6 ในประเทศไทยจนถึงขณะนี้ (16 มิถุนายน 2552) มีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) จำนวน 310 ราย มีการสั่งปิดโรงเรียนที่พบเด็กนักเรียนมีไข้สูงจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด และเด็กๆ ยังขาดภูมิต้านทาน เสี่ยงต่อการติดต่ออย่างรวดเร็วด้วยก็ขอให้เพื่อนครูทุกท่านได้เฝ้าระวัง และติดตามข่าวสาร นำความรู้ต่างๆ จากเว็บไซต์ที่ผมได้นำเอาแบนเนอร์มาทำลิงก์ไว้ด้านบนไปบอกกล่าวเล่าถึงภัยอันตรายเหล่านี้แก่เพื่อนครู นักเรียน และชุมชนใกล้เคียงด้วยครับ โรคร้ายที่ร้ายกว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯโรคร้ายไข้หวัดใหญ่ฯ นั้นจะมีทางออกในการป้องกันรักษาให้หายขาดได้เห็นในเร็ววัน แต่โรคร้ายที่รุมกัดกินประเทศชาติของไทยเรานั้น คือ "โรคขาดคุณธรรมและจริยธรรม" ซึ่งรุมกัดกินประเทศของเราอย่างช้าๆ ยั่งยืน หาทางรักษายาก ถ้าเราไม่เริ่มกันเสียแต่วันนี้ เหลียวมองไปรอบข้างท่านซิครับถ้าไม่เชื่อผม ท่านจะต้องได้พบด้วยสายตาของท่านเอง แต่ท่านไม่อยากพูด ไม่กล้าพูด ธุระไม่ใช่ และอีกหลายๆ สาเหตุที่น่าจะรู้อยู่แก่ใจ ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังเพราะประสบกับตนเองเมื่อไม่นานมานี้
เรื่องที่ 1 "โครงการยกย่องเชิดชูครูดีของไทย" ชื่อทำนองนี้แหละเพราะผมฉีกเอกสารนั้นลงถังขยะไปแล้ว ผมได้รับจดหมายเชิญ ซองขาวมีหัวเครื่องหมายสมาคมที่อ้างเป็นตัวแทนครูแห่งประเทศไทย (อย่าไปสนใจชื่อเหล่านี้ เพราะมีมากมายที่ตั้งขึ้นมาแล้วเหมารวมทึกทักเอาเองว่าเป็นตัวแทนของพวกเรา เคยรับรู้หรือเปล่าครับ เขาอ้างชื่อพวกเราทำมาหากินเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่กำลังจะเสียไปเท่านั้นแหละ) จ่าหน้าถึงผมส่งไปที่อยู่เป็นที่โรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ ด้วยความสงสัยก็เปิดดูมีหนังสือนำจากนายกสมาคมที่อ้าง แบบกรอกประวัติ ใบกำหนดการงานรับใบประกาศ โล่เชิดชูเกียรติ และสุดท้ายแบบฟอร์มกรอกโอนเงินเข้าสมาคม เอ๊ะชักยังไงแล้วนี่ ผมเริ่มอ่านจดหมายนำ มีอารัมภบทกล่าวถึงว่า ได้ทราบว่า ...ท่านเป็นคนดีสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ... ยาวครับ (นึกในใจว่า... อันคุณความดีที่เรากระทำมีคนมองเห็นมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?) แต่มาชะงักตรงย่อหน้าสุดท้ายที่บอกว่า ท่านจะได้รับการคัดเลือกและประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติหากโอนเงินจำนวน ... พันบาท (ไม่ใส่ให้เดาเอา) ให้สมาคมเพื่อเป็นค่าบำรุงสมาคม ค่าจัดทำโล่ และค่าอาหารในงานเลี้ยงรับรอง ณ โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา... แค่นั้นแหละครับ ผมโยนซองและเอกสารทั้งหมดลงเครื่องย่อยกระดาษเป็นที่เรียบร้อยไปเลย เพราะเขากำลังดูถูกผมอย่างแรง คิดว่าผมคงกระหายอยากได้รับการยกย่องเชิดชูเป็นข่าวเสียเต็มประดา ถ้าใครสักคนจะชมผมว่าผมทำดี เป็นคนดี แค่นั้นก็เรียกรอยยิ้มของผมได้แล้ว ผมไม่ต้องการโล่ ใบประกาศเกียรติคุณที่แลกมาด้วยเงิน แม้มันอาจจะไม่มากนักสำหรับใครบางคน แต่สำหรับผมเงินจำนวนกว่าครึ่งหมื่นผมสามารถใช้ทำประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้างได้มากมายนัก ทำให้ผมตระหนักในทันทีว่า สังคมไทยทุกวันนี้ต้องการเยียวยาทางใจด้วยการยกย่องชมเชยกันแบบจอมปลอมอย่างนี้หรือ? คนไทยเราไร้สิ้นซึ่งคนดีที่คนอื่นๆ จะมองเห็นและยกย่องด้วยใจ จนต้องมีการตั้งสมาคมมายกย่องเชิดชู ได้มาแล้วได้อะไร? ใครเห็นว่าคุณดีเด่ นอกจากจะมองอย่างขบขัน เป็นตัวตลกไร้ค่า ถูกหลอกให้เสียทรัพย์ไปเท่านั้นเอง ผมคิดว่าน่าจะมีหลายๆ คนได้รับจดหมายอย่างผม บางท่านอาจจะพอใจทำตามที่เขาแนะนำ หรือบางท่านจะโยนลงถังขยะอย่างผมก็อาจเป็นได้ ทางแก้ของเราในวันนี้ คือ นอกจากจะสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนเก่งแล้ว ต้องสอนให้เขาเป็นคนดี รับผิดชอบต่อสังคมและบ้านเมือง มีคุณธรรม มีน้ำใจต่อผู้อื่น ประเทศเรามีคนเก่งเยอะ แต่เราขาดแคลนคนดี ขาดคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมในจิตใจ (มิใช่แต่เปลือกนอก) ประเทศของเรามักจะยกย่องคนที่ทรัพย์สมบัติ ว่าเป็นคนเก่งคนดี ทั้งๆ ที่ไม่ทราบที่มาว่า ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเขาได้มาด้วยวิธีการอย่างไร? เราจึงได้เห็นการคดโกง คอรัปชั่น แทรกอยู่ในทุกอณูของสังคมไทย จะเห็นได้ว่า มีหลายๆ คนที่มีเงิน ร่ำรวย (ไม่ต้องกล่าวถึงที่มาว่ามาจากไหน) มีบริวารที่ซื้อหาได้ด้วยเงินจำนวนมาก แต่ขาดเกียรติยศ จึงพยายามหาทางให้ได้สายสะพายด้วยการบริจาคมหาศาล หรือใช้ทางลัดคือเล่นการเมือง (เพราะง่ายกว่า เป็นท่านผู้ทรงเกียรติได้เร็ว) จากการเมืองท้องถิ่น ระดับตำบล (อ.บ.ต. แถวๆ บ้านผมเขาเรียก อมทุกบาททุกสตางค์) เทศบาล จังหวัด ระดับประเทศ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น? ก็เห็นๆ กันอยู่แล้วในข่าวคราวทางวิทยุ-โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เรามีท่านผู้ทรงเกียรติระดับนักมวยอาชีพ ระดับนักกรีฑา (วิ่งหางบประมาณมาให้บริษัทลูกเมียประมูล) ระดับนักพูดโวหาร (พาลทะเลาะ ไม่มีเหตุผลขอให้ลูกพี่ชนะ) แล้วลามมาถึงประชาชนเดินดินที่มาทะเลาะกันเองเพราะใส่สีเสื้อต่างกัน
เรื่องที่ 2 "ครูเรามีคุณธรรม จริยธรรมเพียงใด?" ผมต้องกราบขออภัยหากสิ่งที่ผมกล่าวถึงนี้ ไปกระทบกับจิตใจของเพื่อนๆ บางคน แต่ผมขอพูดหน่อยเถอะครับ ยอมถูกด่าเพราะไม่มีคนอื่นกล้าพูดออกมาให้สังคมรับรู้บ้าง ทุกเรื่องเป็นความจริงที่พบด้วยตนเอง แต่ขอสมมุตินามและสถานที่แทนนะครับ เมื่อมีคนในสังคมถามคำถามอย่างที่ผมยกมานี้ คุณมีความรู้สึกอย่างไร? สำหรับผม เจ็บครับ เพราะผมก็เป็นครู เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบอาชีพนี้ ประเด็นที่หนึ่ง การเลือกตั้งผู้แทนครู ในทุกระดับการเลือกตั้งที่ผ่านมาคุณคงเคยได้ยิน หรือบางท่านได้เห็น ว่ามีการหาเสียงที่เลียนแบบนักการเมืองน้ำเน่า ถ้าไอ้เกล้ากระผมได้เป็นตัวแทนของท่านจะช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของพวกท่านตามช่องทางและบทบาทหน้าที่ที่พึงกระทำได้ พบปะพูดคุยกับผมได้ทุกเมื่อ แต่... ทั้งๆ ที่เรานั้นอยู่ในวิชาชีพที่มีเกียรติ แต่ก็กระทำการที่ดูน่ารังเกียจมากมาย ตั้งแต่การซื้อเสียงด้วยการให้ของกำนัล ชักจูง เลี้ยงสังสรรค์ ให้ค่าน้ำมันรถนำเพื่อนครูในหน่วยมาลงคะแนนให้ สารพัด แล้วผลที่ได้กลับมานั้นตรงกันข้ามกับการหาเสียงในวันก่อน เช่น การย้ายสถานที่ทำงานต้องจ่ายตามระยะทาง (กิโลเมตรละเท่าไหร่คูณมาได้หลักหมื่นหลักแสนเหมือนกัน) เรื่องความดีความชอบนี่ก็เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาก (จำได้ไหม สมุดบันทึกความดี ทำไปเถอะ หนาชั่งกิโลได้ก็ไร้ประโยชน์) เพราะหลักการพิจารณาคือ ดูว่าชอบก่อนหรือไม่? เขาคือใคร คนของใคร ชอบหรือไม่ชอบ? ถ้าชอบเท่ากันค่อยมาดูความดี (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ดูเพราะครบโควต้าแล้ว) เชื่อหรือไม่? ประเด็นที่สอง นี่สดๆ ร้อนๆ เลย ท่านเป็นครูท่านรู้จักวิธีการวัดและประเมินผลหรือไม่? วิธีการสอบ กฏและระเบียบในการสอบ ท่านรู้ดีมิใช่หรือ? เวลาทำการสอบนักเรียนในโรงเรียน นักเรียนต้องไม่นำเครื่องมือสื่อสารเข้าห้องสอบ นั่งที่โต๊ะสอบตามที่กรรมการกำหนด ตั้งใจทำข้อสอบด้วยตนเอง ไม่รบกวนผู้อื่น มีปัญหาให้ยกมือเพื่อให้กรรมการคุมสอบแก้ไขปัญหาให้ ไม่คัดลอกข้อสอบด้วยวิธีการใดๆ ทำข้อสอบเสร็จออกจากห้องสอบและไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น ใช่หรือไม่ครับ? แล้วทำไมเมื่อทำการสอบเยียวยาที่ผ่านมา ครูจึงไม่ทำตามกติกาของการสอบ มีผู้มานั่งช่วยสอบให้ มีติวเตอร์นั่งวิเคราะห์โจทย์และบอกคำตอบ ส่งเสียงรบกวนโห่ฮาด้วยความพึงพอใจเหมือนตอนที่ถูกล็อตเตอรี่ก็ไม่ปาน ที่อื่นผมไม่รู้นะ แต่สนามสอบที่ผมเห็นกับตาและเดินผ่านไปมาเห็นเป็นอย่างนั้น ผมยกเอาข้อความนี้มาจากเว็บกูรูออนไลน์นะครับ "*** ขณะนี้มีผู้ที่หลอกลวง คุณครู เพื่อหวังผลต่างๆ เช่น มีการติวข้อสอบ หรือการรับจ้างทำผลงาน กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย*** อย่าหลงเชื่อ...พวกที่หากินกับครู โดยเด็ดขาด.... หากทุกท่านทำงานด้วยความตั้งใจและเสียสละ ผลที่เกิดขึ้นมีต่อผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ ก็เชื่อมั่นได้ว่าท่านเป็นคนที่มีคุณภาพ....."
ผมไม่ตอบประเด็นเรื่องที่สองนี้นะครับ ท่านไปคิดต่อกันเอาเอง ถ้าพวกเราแม่ปูยังเป็นอย่างนี้ ลูกปูของเราจะเป็นอย่างไร? ไม่ยากต่อการคาดเดาจริงๆ... ยังมีอีกหลายโรค รอสักหน่อยจะเล่าสู่กันฟัง...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:15 น. |