KruMontree.com

ป้ายโฆษณา

Moral Principle

"  . . . คนเราเมื่อมีความรู้ความสามารถที่ดีเป็นทุนรอนอยู่จะไม่มีวันอับจน ย่อมหาทางสร้างตัวสร้างฐานะให้ก้าวหน้าได้เสมอ ข้อสำคัญ ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ . . . "

พระบรมราโชวาท
๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๐

Home บทความของเรา จะเริ่มนับหนึ่งกันได้หรือยัง?
จะเริ่มนับหนึ่งกันได้หรือยัง? PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2009 เวลา 08:27 น.

10 ปีการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไม่ขยับ

แววตาของเยาวชนของชาติจากการใช้เวลาปฏิรูปการศึกษามาแล้วกว่า 10 ปี ผลสำเร็จที่ต้องการเห็นเด็กไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ก็ยังเป็นแค่ความฝันอยู่ ยิ่งเมื่อดูถึงคุณภาพชีวิตของเด็ก วัยรุ่นไทย ในยุคปัจจุบันหลายด้านกลับลดต่ำลงด้วยซ้ำไป ซึ่งจะเห็นได้จากผลการประเมินอย่างเป็นทางการของ สมศ. ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-Net) และการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (NT) หรือแม้แต่พฤติกรรมการแสดงออกของเด็กและเยาวชน ที่เห็นๆ กันอยู่ทั่วไป จากปัญหาคุณภาพการศึกษาของประเทศที่ก้าวเดินไปได้อย่างเชื่องช้านี้ คงจะไปโทษอยู่แค่ว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาล้มเหลว เพราะมัวไปยุ่งอยู่กับการปรับโครงสร้าง และตำแหน่งของหน่วยงานและข้าราชการก็คงไม่ถูกต้องไปทั้งหมด เพราะสิ่งที่หลายคนมักกล่าวอ้างกันนั้นก็ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยเข้าที่ไปนานแล้ว ที่สำคัญโรงเรียนเองก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างที่ว่านี้มากมายอะไรนัก แต่คุณภาพการศึกษาก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นเดิม

มีความเห็นแย้งมาว่า จากข่าวสารด้านการศึกษาที่เราได้รับทราบ เด็กไทยก็เก่ง พัฒนาไปได้ในระดับโลก ดูผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันในระดับนานาชาติ เราก็อยู่ในขั้นเหรียญทอง รับรางวัลระดับโลกกันมาแล้ว จะไม่ปฏิรูปได้อย่างไร?

อบรมสร้างเว็บไซต์ด้วย Joomla ปิดเทอมนี้

ถ้าดูจากผลสำเร็จตรงนี้ผมว่ามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการศึกษาของชาติ เราต้องมองในภาพกว้างของเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ที่ยังคงจมปลักอยู่ในวังวนเก่าๆ ไม่ได้รับองค์ความรู้ที่จะออกไปดำรงชีวิตในสังคมนี้ได้เลย ยังคงมีผลผลิตจำนวนมากที่จบการศึกษาภาคบังคับมาแบบอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เอาไปใช้ประโยชน์ในสัมมาอาชีพได้ และที่ซ้ำร้ายกลับทำให้เขากลายเป็นคนหยิบโหย่งทำอะไรไม่เป็น แค่การประกอบอาชีพสืบต่อจากบุพการีก็ยากเย็ญแสนเข็ญแล้ว

ลูกหลานจบ ป.6 ไม่เรียนต่อ ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ทำไร่ เป็นเกษตรกรได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่พอส่งไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษา แม้จะเป็นโรงเรียนขยายโอกาสใกล้บ้านก็เถอะ ทำไมถึงมาช่วยพ่อแม่ไม่ได้ หรือเป็นที่พ่อแม่บางคน ไม่อยากให้ลูกมันลำบาก ให้เรียนอย่างเดียว ครั้นเรียนไม่ประสบผลสำเร็จก็เลยพลอยทำให้กลับมาช่วยงานพ่อแม่ไม่สำเร็จไปได้ก็ไม่ทราบ... (ใครรู้... ช่วยตอบทีนะ)

 

ปัญหานี้อยู่ที่ไหน? จะแก้อย่างไร?

ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ปัจจัยหลักน่าจะมาจากตัว "ครู" มากกว่า ซึ่งในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ครูไทย ไม่เก่ง ไม่ดี ไม่มีความรู้ ความสามารถแต่อย่างใด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวครูในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามาไล่กันดูทีละประเด็น

ต้องยิ้มสู้ เพือนครูไทยปัญหาด้านคุณภาพครูขาดการพัฒนา เป็นการพัฒนาที่จะทำให้ครูก้าวได้ทันกับวิวัฒนาการของโลกยุคใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องยอมรับกันว่า ในปัจจุบันยังมีครูอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดการพัฒนา หรือไม่ยอมพัฒนาตนเองให้ก้าวทันองค์ความรู้และปัจจัยภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) หรือภาษาต่างประเทศที่เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตประจำวัน และเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นของเด็ก ซึ่งปัจจัยภายนอกหลายอย่างโดยเฉพาะด้าน IT ที่เด็กบางส่วนเข้าถึง แต่ครูบางคนกลับไม่มีทักษะเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง การใช้งานของเด็กจึงเป็นไปในลักษณะเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้สื่อทันสมัยเหล่านั้นแทนที่จะเกิดประโยชน์ก็กลับกลายเป็นโทษ เป็นการสร้างปัญหาให้แก่เด็กและสังคมเข้ามาแทนที่

ครูหลายคนเมื่อไม่สามารถพัฒนาและเข้าถึงได้ก็เลยโทษเทคโนโลยีที่สร้างความยุ่งยากให้กับการศึกษา สร้างปัญหาให้กับเด็ก แทนที่จะทำความเข้าใจกลับกลายเป็นสร้างกำแพงปิดกั้นตนเองไปเสีย ผลกระทบไม่ได้เกิดกับเด็กฝ่ายเดียวหรอก เกิดกับครูด้วยและสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้ตอนที่สอบเยียวยาออนไลน์นั่นไง จำได้ไหม? นี่แหละเทคโนโลยีที่มายืนอยู่ต่อหน้าท่านแล้ว

ปัญหาด้านเจตคติที่มีต่อการสอนของครูในยุคปฏิรูปการศึกษา ที่ผ่านมาครูเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการสอนให้เป็นไปตามหลักการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ในทิศทางเดียวกันได้ ทั้งนี้อาจจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างทั้งการขาดแคลนครู ขาดแคลนสื่อ ความไม่พร้อมของเด็กในด้านต่างๆ รวมถึงตัวครูส่วนหนึ่งไม่สนใจและไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนด้วย เหตุผลที่ว่า การสอนแบบเดิมก็สามารถทำให้เด็กเข้าเรียนต่อในระดับสูงขึ้นได้ทุกรุ่น หรือไม่ก็สอนตามใจลูกค้า คือผู้ปกครองส่วนมากที่ยังต้องการให้ลูกหลานเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอนาคตได้ การสอนของครูจึงมุ่งเน้นวิชาที่จะใช้กับการสอบเข้าเรียนต่อ หรือไม่ก็สอนตามประสบการณ์ของตนเองที่เคยสอนมา รวมไปถึงสอนตามเนื้อหาจากตำราที่สำนักพิมพ์ทั้งหลายจัดพิมพ์จำหน่าย โดยไม่สนใจถึงคุณลักษณะ จุดประสงค์ มาตรฐานการศึกษา เป้าหมายคุณภาพของเด็กที่ประเทศชาติต้องการ

หลายคนบอกผมว่า ครูไทยเราพัฒนาการจัดการสอนมากมาย ดูได้จากผลงานทางวิชาการที่จัดทำขึ้นเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น มีการเผยแพร่บทคัดย่อในบอร์ด ในกระดานข่าวของเว็บไซต์ เยอะแยะ ยุบยับ ได้เลื่อนขั้นมากมายเกือบจะทุกคนในโรงเรียน บางโรงครู 7 คน (ในจำนวนนี้มี ค.ศ.3 ตั้ง 5 คน) นักเรียน 68 คน แต่ผลผลิตที่ได้อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มันกำลังฟ้องมาตรฐานอะไรอยู่

พวกเรารอความหวังจากครูอยู่ครับ

ในผลงานการพัฒนาที่ว่านั้นมันส่งผลต่อนักเรียนในโรงเรียนมากน้อยเพียงใด ไม่ต้องถึงขนาดว่างานวิจัยทางวิชาการนี้จะส่งผลต่อนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ หรอก เอาแคบๆ แค่ในห้องที่ท่านสอนนั้นได้รับมรรคผลจากผลงานนี้สักคนบ้างไหม?

ปัญหาเรื่องภาระงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากงานสอน ภาระอันหนักอึ้งของครูที่ถูกยัดเยียดมาให้ดำเนินการอย่างมากมาย ก็ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพและเวลาที่จะทำการสอนของครูลดลง ซึ่งงานอื่นๆ ที่ว่านี้ปัจจุบันนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการคิดและสั่งการของหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง (เรียกกันง่ายๆ ว่างานโชว์วิสัยทัศน์ นโยบาย แบบฝันๆ) และงานฝากจากกระทรวง กรม และหน่วยงานนอกสังกัดอื่นๆ ที่ส่งมาให้ร่วมทดลอง นำร่อง ร่วมรณรงค์ สารพัดรูปแบบ พร้อมกับการให้เข้าร่วมอบรม สัมมนา เพื่อให้มีความรู้ เข้าใจกับวิธีการดำเนินงานในโครงการหรือกิจกรรมนั้นๆ และที่สำคัญสุดคือ ทุกงานจะต้องมีการเก็บข้อมูล ให้รายงานผลสำเร็จของการดำเนินการ ซึ่งภาระงานเหล่านี้ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลย ด้วยถือเป็นนโยบายและเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเด็ก (จริงหรือเปล่าไม่ทราบ)

แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการศึกษาของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่นอกจากจะไม่มีบุคลากรอื่นๆ ช่วยเหลืองานดังกล่าวแล้ว แม้แต่ครูที่จะใช้สอนเด็กก็ยังขาดแคลนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อภาระงานอื่นๆ เพิ่มเข้ามาด้วยจำนวนครูที่มีอยู่อย่างจำกัดก็จะต้องเสียเวลากับการทำงานอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งว่ากันตามความจริงแล้วภาระงานอื่นๆ หลายกิจกรรมและโครงการประโยชน์ที่จะตกกับเด็กจริงๆ ก็ไม่มากนัก เพราะจากข้อจำกัดดังกล่าว แค่การไปรับความรู้ การจัดทำรายงานข้อมูล การประเมินผล ในแต่ละกิจกรรมที่ถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็แทบไม่ทันกับเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ส่วนนี้ได้ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนซึ่งเป็นภาระงานหลักขาดประสิทธิภาพไปด้วย การที่จะจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้ครูจะต้องมีเวลาศึกษา เตรียมความพร้อมก่อนการสอนตามหลักการและทฤษฎีที่ว่ากันไว้ ดังนั้นหากจะให้ครูได้มีเวลาพัฒนาคุณภาพเด็กอย่างจริงจังครูจะต้องทำการสอนเป็นงานหลักๆ ส่วนงานฝากอื่น ๆ ควรจะต้องลดน้อยลงหรือจัดหาบุคลากรอื่นๆ มาดำเนินการแทน

ปัญหาด้านจำนวนของอัตราส่วนเด็กต่อครูของแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละห้องเรียน อัตราส่วนที่ไม่สมดุลกับการพัฒนาการศึกษา ปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยโรงเรียนขนาดใหญ่จะประสบปัญหาจำนวนนักเรียนที่มีมากจนล้น แต่ขาดอาคารสถานที่ และจำนวนครู ในแต่ละห้องเรียนจึงอัดเด็กเข้าไป 50-60 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เกินกว่ากำลังครูจะรับไหว ทั้งด้านการสอนและการจัดกิจกรรม เรื่องที่จะดูแลเด็กเป็นรายบุคคลนั้น ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กแม้จะมีเด็กน้อยแต่ด้วยจำนวนครูขาดแคลนไม่พอสอนครบชั้น ทำให้การสอนของบางโรงเรียนต้องรวมหลายชั้นจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ส่งผลให้การเรียนรู้ของเด็กไม่เป็นไปตามศักยภาพที่มีอยู่กับการเรียนรู้ในแต่ละระดับชั้น

ปัญหาด้านขวัญกำลังใจ ครูในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะกลุ่มครูที่รับราชการมานาน (อย่างผมนี่แหละ) ดูเหมือนจะตกต่ำลงค่อนข้างมาก ทั้งนี้นอกจากจะเกิดจากอุปสรรคปัญหาต่างๆ ในการปฏิบัติงานที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว เรื่องของความก้าวหน้าในอาชีพก็ถือเป็นที่ส่งผลต่อความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่อย่างยิ่ง ทั้งนี้ด้วยความเจริญก้าวหน้าของครูในปัจจุบันยังใช้วิธีการประเมินผลงานด้านวิชาการเป็นหลัก ซึ่งงานที่ว่านี้ครูส่วนใหญ่ไม่ค่อยถนัดเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลวิชาการ แต่สำหรับครูทั่วไปทักษะ ประสบการณ์ที่มีอยู่ก็ คือการสอนเด็ก แต่ต้องมาทำผลงานวิชาการที่ไม่มีความถนัดจึงนับเป็นการสร้างความทุกข์กาย ทุกข์ใจอย่างมาก และยิ่งผลงานไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินด้วยแล้ว ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานก็พลอยหมดไป ซึ่งจะเห็นได้จากเมื่อมีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเกิดขึ้นครั้งใด ข้าราชการครูนับเป็นกลุ่มที่มีผู้สมัครขอเข้าร่วมโครงการจนเกินโควตาที่ได้รับมาทุกครั้งไป

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ พูดกันมาไม่รู้ว่ากี่ครั้ง กี่เวทีของงานสัมมนาทางวิชาการ แต่ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข อันเนื่องมาจากนโยบายของฝ่ายการเมืองที่ปรับเปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรี และเมื่อการเมืองก้าวล่วงเข้าไปในวงการศึกษามากๆ ก็เกิดผลเสียติดตามมา ตั้งแต่การเป็นคนของใคร ได้ประโยชน์ตรงไหน? การโยกย้ายแต่งตั้งที่ไม่เป็นไปตามความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมในการทำงาน แต่เป็นการลากตั้งไปตามกระแสอิทธิพลของนักการเมืองเพื่อเข้าไปแย่งชิงฐานเสียง ผลประโยชน์ ไม่ต้องดูไกล เอาแค่การเลือกตั้งในระดับตัวแทนครูในจังหวัดก็มีการหาเสียงลงทุนมีของแลกแจกแถมกันเหมือนการเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ อย่าได้ออกมาบอกเลยว่า เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะสุดท้าย ก็ไปทำนาบนหลังครู "พวกเอ็งเลือกข้ามาเพราะข้าแจก ตอนนี้ข้าต้องถอนทุนคืนจะย้าย จะสับเปลี่ยน ต้องคิดตามระยะทางเป็นกิโลเมตรละ..."

จากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับครูทั้งหลายที่ได้นำมายกตัวอย่างในที่นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วเขตแคว้นแดนสยาม เมื่อครูซึ่งมีหน้าที่หลักกับการพัฒนาคุณภาพเด็กยังประสบปัญหามากมายก่ายกองขนาดนี้ หากผู้มีอำนาจในการกำกับนโยบายไม่รีบแก้ไข ให้ครูมีความพร้อมกับการทำหน้าที่การจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ เต็มใจ และเต็มกำลังความสามารถแล้ว แม้จะมีการปฏิรูปการศึกษากันอีกสักกี่ครั้ง กี่หน หรือมีการกำหนดหลักการ ยุทธศาสตร์สวยหรูขนาดไหน หากครูไม่นำไปสู่ตัวเด็ก ทุกอย่างที่ฝันไว้ก็จบอยู่แค่ตัวหนังสือบนกระดาษเท่านั้นเองแหละครับ

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 08 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:35 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page