"...ผู้มีปัญญาและความรู้ดี เพราะมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนมามากว่าผู้อื่น ย่อมมีหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพิเศษ ที่จะต้องทำตัวทำงานให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน. การที่จะกระทำให้ได้ผลประโยชน์ดังนั้น จำเป็นที่แต่ละคนจะต้องรู้ซึ้งถึงประโยชน์ที่แท้เป็นเบื้องต้นก่อน. ประโยชน์ที่แท้นั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ประโยชน์ส่วนตัว ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะแสวงหาและได้รับ แต่ต้องด้วยวิถีทางที่สุจริตและเป็นธรรม กับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นประโยชน์ของชาติที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอยู่. การทำงานทุกอย่างจะต้องให้ได้ประโยชน์แท้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ประโยชน์นั้นจึงจะสมบูรณ์และมั่นคงถาวร เป็นผลดีแก่ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง..." พระบรมราโชวาท |
| ครูไทยกับการ (ตก) เป็นจำเลย |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2009 เวลา 14:10 น. |
|
ครับถูกต้อง ทฤษฎีนี้ใช่เลย แต่บริบทมันต่างกันครับ ผู้พูดข้อความข้างต้นสอนในมหาวิทยาลัย ปฏิบัติงานวิจัยกับโรงเรียนสาธิต อย่าถามถึงศักยภาพของเด็กว่าต่างจากบ้านโคกอีแร้งมากมายแค่ไหน พ่อแม่มีเงิน มีทรัพยากรและต้นทุนทางสังคมสูง อาหารหลักครบ 5 หมู่ (หรืออาจจะเจ็ด แปดหมู่ก็ได้) ต่างจากบ้านโคกอีแร้งที่มีข้าวกับน้ำพริก มีปลาชิ้นเล็กๆ เสริม เพิ่มด้วยผักเท่าที่หาได้ริมรั้วก็หรูแล้ว ประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เด็กพบเจอย่อมมากมาย ได้คิด ได้เรียนรู้ แต่.... เด็กบ้านนอกทั้งหลายนั้นมีที่มาพื้นฐานแตกต่างกันราวกับฟ้าและเหว... ผมเคยพูดถึงหลายครั้งแล้วเรื่องสอนให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ มันไม่สำเร็จเพราะอะไร มาจากพื้นฐานของครอบครัวและสังคมรอบข้างครับ ครูนั่นปลายเหตุมากเลย จะยกตัวอย่างให้ฟัง เด็กชายก้อนคำ พ่อทำงานก่อสร้าง (มีฝีมือฉาบปูนเยี่ยม) แม่ขายผักในตลาด (เรื่องบ่นด่า นี่กระจาย) รู้กันไปทั่ว ตอนเย็น เด็กชายก้อนคำกลับจากโรงเรียนต้องหุงข้าว ล้างจาน แล้วไปช่วยแม่เก็บข้าวของจากตลาดกลับบ้าน ถึงบ้านเวลาทานอาหารเย็นก้อนคำสงสัยอยากถามจึงเอ่ยปากว่า "..." (ยังไม่ได้พูด) พ่อตวาดด้วยฤทธิ์สุรา 40 ดีกรีว่า "อย่ามาพูดมาถามเวลากินข้าว" หลังทานอาหารเย็นเสร็จ พ่อเอนตัวลงนอน แม่บ่นเรื่องเงินไม่พอใช้จ่าย ก้อนคำอ้าปากจะถาม... แม่ตวาดสำทับ "ไม่ใช่เรื่องของเด็ก อย่ามาสอด"... แล้วคุณคิดว่า ก้อนคำ จะกล้าแสดงความคิดเห็นอะไรได้อีก ยังมีอีกหลายๆ ครอบครัวก็เป็นแบบนี้ พอมาถึงที่โรงเรียน ครูผู้มีจิตวิทยาการสอนล้ำเลิศ ได้ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางช่วยกันระดมความคิดเห็น ก้อนคำจะกล้าพูดหรือ... เพราะกลัวคนอื่นจะว่าเป็น ส เสือ ใส่เกือก เข้าให้ ทั้งห้องจึงมีแต่ความเงียบ เงียบ และเงียบ จนเวลาผ่านไปหมดชั่วโมง ไม่ได้อะไร ไม่มีคำตอบ เรื่องจึงลงเอยที่ครูสรุปและให้ลอกจากกระดานดำ ครูคนอื่นๆ ว่าไงครับ... ผมและคุณเป็นจำเลยแล้วนะ แก้อย่างไรดี....
เหมือนครอบครัวของก้อนคำ ถ้าพ่อเหนื่อยแล้วงดเหล้ากลับบ้านมานอนพักผ่อนเอาแรง ดูแลเอาใจใส่ลูกสักนิด แม่แม้จะเหน็ดเหนื่อยชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ก็มีข้าวสารกรอกหม้อ มีผัก ปลา พอได้เป็นอาหารของครอบครัว จะปลอบประโลมลูก ให้กำลังใจแทนการตวาด ถามสักคำว่า วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร มีการบ้านไหม ทำเสร็จหรือยังลูก เท่านี้ก็จะช่วยให้ก้อนคำยืนหยัดกล้าหาญ กล้าแสดงออกแล้ว ครอบครัวที่เราคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา ก็ยังมีปัญหาได้ พ่อเป็นทนายความ แม่เป็นครู มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน รักลูกมาก ส่งเสริมให้ลูกเป็นผู้ชายเข้มแข็ง ใครมาระรานจัดการมันเลย พ่อเอ็งเป็นทนายไม่ต้องกลัว ส่วนแม่ก็ทำนองเดียวกัน ครูคนไหนกดคะแนนบอกแม่ เดี๋ยวจะไปจัดการให้ ไม่ต้องให้บอกกระมังว่า ไอ้ลูกชายหัวแก้วมันกลายเป็นหัวไม้นักเลงโตไปแล้ว ครูทุกคนอยากสอนให้ลูกศิษย์ได้ดีกันทั้งนั้นแหละครับ ลูกศิษย์เติบใหญ่ มีอนาคตไกล อาชีพมั่นคง ครูก็มีความสุขใจเมื่อส่งเขาถึงฝั่งฝัน แต่เราเลือกลูกศิษย์ไม่ได้อย่างโรงเรียนสาธิต เรามีตัวป้อนที่แตกต่างกันมากมายหลายร้อยพันแบบ การที่จะหล่อหลอมให้ได้ดังงานวิจัยในมหาวิทยาลัยจึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่อย่างไรก็ขอบคุณที่ท่านคอยสะกิดเรา จะพยายามครับแม้จะพายเรือทวนน้ำเชี่ยวกรากก็เถอะ.... สารพัดจัดการสอบ อะไรคือ คุณภาพถ้าใครมีลูกที่เรียนอยู่ชั้น ม.5 ม.6 ปีนี้ จะเห็นถึงความโกลาหลของการจัดสอบคัดเลือกนานาชื่อ ปรากฏตามข่าววิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ O-NET, GAT, PAT, โควต้ารับตรง สารพัดแห่งที่ประกาศออกมา ควักกระเป๋ากันเป็นมันเพื่อให้ลูกได้ลงสนาม พ่อแม่ที่ติดตามข่าวสารหน่อยก็ดีสำหรับลูกที่ได้โอกาส ส่วนพ่อแม่ที่ไม่รู้เรื่อง หรือไม่ทันตั้งตัวพอลูกขอเงินจะไปสอบหาให้ไม่ได้ ก็แน่นอนว่า ท่านได้ลั่นดาลปิดประตูอนาคตของลูกไปเสียแล้ว นี่ขนาดผมอยู่ในวงการการศึกษาก็ยังช่วยหาคำตอบให้พ่อแม่ ผู้ปกครองนักเรียนเข้าใจได้ยาก มันอะไรกันนักหนา ค่าใช้จ่ายทางการศึกษามันมากมหาศาลจริงๆ ตอนนี้มีผู้เสนอเข้ามาอีกแล้ว ให้ใช้ข้อสอบโอเน็ตแทนสอบปลายภาคของนักเรียน ม.6 เอา... เอากันเข้าไป ประเทศไทยเรานี่แปลกครับ มาเป็นยุคๆ ตั้งแต่การปฏิรูปครั้งแรกก็บอกว่า เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนหลากหลาย ตามความถนัดและความสนใจ ก็ทำหลักสูตรกันไปตามความเข้าใจที่แตกต่าง บริบทของโรงเรียนที่ต่างกัน ศักยภาพในทางวิชาการที่แตกต่างกัน เกิดการลอกหลักสูตรและดัดแปลงกันมากมายนับพันหลักสูตร บางโรงเรียนก็จะถากขอนไม้ ต้นซุงให้กลมสวย ขัดด้วยกระดาษทรายดูดี บางโรงก็ชอบเสาเหลี่ยมเลื่อยซอยเป็นแท่ง ขัดมันชักเงาดูเด่น
พอได้ผลิตผลออกมาแล้ว มหาวิทยาลัยบอกว่า อยากได้เสาปูนหกเหลี่ยมไปต่อยอด ไม่สนใจใครจะถาก จะกลึง จะเลื่อย จะซอยมาอย่างไร ต้องมาผ่านเครื่องกรองฉันก่อน ตอนนี้เราถึงได้เห็นแต่ละมหาวิทยาลัยจัดแจงสอบรับตรงกันเป็นว่าเล่น เพื่อคัด คั้นเอาแต่หัวกระทิไปก่อนใคร ผู้ที่เดือดร้อนวุ่นวายจะเป็นใครถ้าไม่ใช่พ่อแม่เด็กยุคนี้ที่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองหลายหมื่นบาทเพื่ออนาคตให้ลูกได้ถึงฝั่งฝัน และแน่นอนว่า ถ้ามีการสอบโอเน็ตแทนการสอบวัดผลปลายภาคนักเรียน ม.6 คนที่จะกอบโกยรายได้มหาศาลคือ โรงเรียนกวดวิชา กวดเตรียมสอบโอเน็ตและปลายภาค ในโรงเรียนก็เป็นแค่ที่นั่งรอเรียนพิเศษในคาบเวลาปกติเท่านั้นเอง.... แจ่มจริงๆ ครับ พูดไปก็เหนื่อยครับ ผมโชคดีที่ลูกหลุดพ้นวงโคจรสอบอุตลุตไปก่อน นี่ก็รอเพียงให้เขามีการงานทำเป็นหลักแหล่ง มีรายได้มั่นคงเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนพ่อก็คงขอไปตามฝันของตัวเองอีกสักครา... พ่อยังรอวันนั้นวันความสำเร็จของลูกๆ อยู่อย่างจดจ่อ...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 27 มกราคม 2010 เวลา 09:34 น. |
คอมเมนต์
บริบทต่างกัน ผลที่ได้ก็ย่อมต ่างกัน
ครอบครัวสำคัญที ่สุด ผมอยากให้มี
การให้ความรู้คน เป็นพ่อแม่(สอนเ ลยน่ะครับ)
ในการช่วยปั้นทร ัพยากร(ลูก)ของช าติ
ทุกวันนี้ครูเรา เหนื๊อย...เหนื่อย...ครับ
โคยเฉพาะเอาเวลา ไปคอยดูแลปรับ
พฤติกรรม(จริยธร รมที่จะเน้นให้เ ขาดี)
แทนที่จะได้สอนว ิชาการมากกว่า
โดยเฉพาะเวลาสอน ก็ดีที่โรงเรียน
กลับบ้านก็เป็นอ ย่างอื่น ดีไม่ยั่งยืน
แต่อย่างไรก็สู้ ครับ...เพื่อลูกศิษย์ทุ กคน
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds