KruMontree.com

ป้ายโฆษณา

Moral Principle

"   . . . ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือ และความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม . . ."

พระบรมราโชวาท
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐

Home บทความของเรา การประกวดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้
การประกวดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันพุธที่ 30 กันยายน 2009 เวลา 20:54 น.

Digital Learning Contest 2th

โครงการ ประกวดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ (Digital Learning Contest) ครั้งที่ 2 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา พร้อมของรางวัลมากมาย เริ่มรับสมัครแล้ว

งานนี้รางวัลมากมายและผลงานที่สร้างยังจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไทยเป็นอย่างมาก ผู้ชนะยังได้รับรางวัลเกียรติยศถ้วยพระราชทานอีกด้วย ผมร่วมเป็นกรรมการตัดสินอีกครั้ง ปีที่แล้วถกเถียงกัน 5วัน 5 คืน เพื่อการคัดเลือกผลงานที่เด่นที่สุด ตรวจสอบข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นที่น่าพอใจ อยากให้ทุกโรงเรียนได้ส่งผลงานเข้าประกวดกันมากๆ รายละเอียดดูได้ที่เว็บไทยกู๊ดวิว ของครูพูนศักดิ์ เพื่อนผมนี่แหละ คลิกที่แบนเนอร์ได้เลยครับ ถ้าเอาแบบย่อๆ ก็คลิกอ่านตรงนี้เลย

การปฏิรูปการศึกษา

ที่ผ่านมาเราอยู่ในวงเล็บมาเกือบสิบปีครับ และดูเหมือนมันจะย่ำเท้าอยู่กับที่หรือใส่เกียร์ถอยหลังเสียด้วยซ้ำนะ จากการอ่านข่าวในช่วงเดือนที่ผ่านก็พบข่าวคราวเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษารอบสอง ซึ่งมีแนวคิดหลายเรื่องที่ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยถ้าทำได้จริง เอาที่ข่าวแรกที่ผมขอยกตัวอย่างมาจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสท์ ฉบับวันที่ 29 กันยายน 2552

การสัมมนาของคณะกรรมาธิการการศึกษาเรื่อง "ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา:ปัญหาและทางออก"  ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษา นายกอภิสิทธิ์ได้กล่าวว่า  "การจัดเรียนฟรี  15  ปีอย่างมีคุณภาพ  ยังไม่สามารถทำได้  100%  ซึ่งพบความเป็นจริงว่าค่าใช้จ่ายที่มีการเก็บเพิ่มเติม  เช่น  การจัดการสอนภาษาต่างประเทศโดยดึงช่าวต่างชาติมาสอน  การจัดการศึกษาคอมพิวเตอร์  ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ท้าทายต่อไป..."

เรื่องค่าใช้จ่ายนี่พูดกันไม่จบหรอกครับ นโยบายแบบการเมืองคิดอะไรตื้นๆ เพื่อการหาเสียง สั่งโครมโดยไม่รู้ว่าบริบทเดิมเขาเป็นอย่างไร ผมไม่ได้คัดค้านนโยบายการเรียนฟรี 15 ปีนะครับ แต่ผมมองว่า การศึกษารัฐจะแบกรับเพียงอย่างเดียวคงไปไม่รอดและไม่ทั่วถึง ควรช่วยในส่วนที่ขาด ควรให้สังคมช่วยกันรับในสิ่งที่จะช่วยอุ้มชูให้โรงเรียนพัฒนาและก้าวหน้าไปได้ ใครจะไม่อยากให้ลูกของตนได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อมีกำลังก็ต้องช่วยกัน ลำพังเงินรายหัวนั้นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ ก็แทบจะไม่เหลือแล้ว ยังมีค่าอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ ที่โรงเรียนจะต้องจัดเตรียมอีกไม่ใช่น้อย

ส่วนเรื่องจ้างครูต่างชาตินี่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเลย เพราะอะไรรู้ไหมครับ ทำไมเรามีความเชื่อว่า "ถ้าเป็นฝรั่งแล้วจะสอนภาษาฝรั่งได้ทุกคน ลองคิดในทางกลับกันคนไทยทุกคนสอนภาษาไทยได้หรือ?" ไม่จริงใช่ไหม แม้เราจะพูดภาษาไทยได้แต่ให้สอนการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ถูกหลักภาษา ก็ใช่จะทำได้ทุกคน ในทำนองเดียวกันฝรั่งก็พูดภาษาเขาได้ (และแน่นอนแต่ละชาติ หรือในชาติเดียวกัน ก็ยังมีสำเนียงแตกต่างกันด้วย อังกฤษในลอนดอนก็พูดอย่าง ทางสก๊อตก็พูดอีกอย่าง อเมริกาไปอีกทาง ออสซี่ก็อีกแบบ) แล้วที่จ้างๆ กันอยู่นะสำเนียงก็ไม่ได้ดีกว่าคนไทยหลายๆ คนที่เขาใช้จนชำนาญ ยิ่งมาจากฟิลิปิโนที่มีภาษากาตาล็อกเป็นภาษาถิ่น อังกฤษแบบอาณานิคมก็งั้นๆ แต่จ้างแพงมาก

และยิ่งเป็นสัญชาติ เชื้อชาติอินเดียนี่ผมกุมขมับเลยฟังไม่ทัน ที่เห็นหลายๆ โรงเรียนในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี่ จ้างพวกลูกเขยฝรั่ง (แก่ๆ มีเมียสาวไทย) รายได้มากมายก็ได้งั้นๆ เขาเรียกฝรั่งขี้นก ถ้าเป็นการจ้างในรูปบริษัทก็หมุนเวียน ปีนี้ไปสอนจังหวัดโน้นแย่เขาไม่จ้างก็สลับไปจังหวัดอื่น สอนภาษานี่ไม่เท่าไหร่ พวกโครงการ English Program นี่หนักเลย จ้างฝรั่งมาสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไม่ได้เรื่องเลยครับ เตรียมการสอนล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง เข้าไปถามเพื่อนกู (Google) ลอกออกมาวางในเวิร์ดเสร็จ สั่งพิมพ์แล้วถือไปสอน วันไหนอินเทอร์เน็ตล่มฝรั่งก็หมดท่าเหมือนกัน ก็ขนาดในบ้านเขาก็ขาดครูด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แล้วจะรอดเหลือมาบ้านเราหรือ?

นายกฯ กล่าวถึงปัญหาการสอบเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยว่า  "เราเปลี่ยนระบบใหญ่ไม่ได้  เพราะสังคมยังติดยึดในเรื่องของการสอบเข้าระดับอุดมศึกษาที่ให้ทุกคนแย่งกันเรียนปริญญา  โดยไม่ดูว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจสังคมหรือไม่  ซึ่งตนได้ให้นโยบายกับ  ศธ.ร่วมกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ  ว่าควรเปลี่ยนแปลงนโยบาย  และอย่าเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย  แม้อาจไม่มีผลทันที  แต่ให้รื้อใหญ่และวางระบบระยะยาว  ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องทำเรื่องนี้  ไม่เช่นนั้นจะเหมือนคอขวดของการศึกษา  ส่วนที่สองคือครูยุคใหม่คงต้องมีความหลากหลายในกระบวนการผลิตครู  ส่วนที่สามเรื่องของสถานศึกษายุคใหม่เป็นสิ่งที่เร่งทำคือการเพิ่มพื้นที่เยาวชน"

ไอ้เรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี่ผมบอกได้เลยว่า กรรมของนักเรียนและผู้ปกครองใน พ.ศ.นี้ ถ้าไม่มีทุนพอให้ลูกตระเวนสอบตรงทั่วประเทศแล้ว รอแอดมิชชั่นกลางนี่น้ำตาเช็ดหัวแม่เท้าแน่ครับ บางคณะรับตรง 100 เปอร์เซนต์ไปแล้ว ที่สอบไม่ได้ไปไหน? ไปเรียนราชภัฏไง? เรียนครูหรือ? ผมว่าประเทศนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่แล้วนะครับ คนจะเป็นครูต้องมีความรู้รอบด้าน เป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรมและจริยธรรม และจะต้องมีความตั้งใจแน่วแน่สำหรับการประกอบอาชีพนี้จริงจัง ไม่ใช่เพราะไม่มีที่เรียน หรือคณะที่ปรารถนานั้นฉันสอบไม่ได้ สุดท้ายเรียนครูด้วยความจำใจ...

ถ้าเป็นดังย่อหน้าข้างต้น การปฏิรูปการศึกษาคงต้องมีรอบสาม สี่ ห้า อีกแน่ ปัญหาครูใจร้อนประเคนเท้า เข่า ศอก ถอดรองเท้าส้นสูงทุบหัวนักเรียน ครูทำร้ายเด็กในลักษณะต่างๆ ก็ล้วนมาจากสาเหตุข้างต้นนั่นเอง... เฮ้ยนี่อาชีพฉันเป็นทางเลือกสุดท้ายในชีวิตแล้วหรือ?

local_child_05

ถ้าจะพัฒนาหรือปฏิรูปการศึกษาต้องพัฒนาครูเป็นอันดับแรก "สมศ.เสนอไอเดีย  คัดเด็กหัวกะทิเรียนครู  จูงใจเต็มเหนี่ยวทั้งให้ทุนพร้อมประกันงาน  แถมนับอายุราชการตั้งแต่เรียนปี  1  ศธ.ต้องเร่งทำในการปฏิรูปรอบ  2  แก้ปัญหาครูด้อยคุณภาพ พราะทุกวันนี้ที่ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นครู  การจะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เห็นผลจึงต้องหาคนที่อยากเป็นครูจริงๆ  มาสอนเด็กเพื่อยกระดับการสอน  และเชื่อว่าจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กดีขึ้นอย่างแน่นอน"

ความคิดนี้ผมเห็นด้วยอยู่แล้ว และเคยเขียนเป็นบทความไว้หลายครั้งหลายหนลองค้นๆ ดูจากบทความเก่าๆ ได้ครับ หลายคนมักพูดกับผมว่า "ครูไม่พัฒนาได้อย่างไร เขาได้ คศ.3 เต็มบ้านเต็มเมือง" ผมเลยต้องย้อนถามเพื่อนไปด้วยคำถามเดิมๆ ว่า "มันมีนัยสำคัญทางสถิติไหมล่ะ โรงเรียนแห่งหนึ่งมีครู 8 คนรวมทั้งผู้บริหารโรงเรียน เป็น คศ.3 เสีย 6 คศ.2 อยู่หนึ่ง มีนักเรียนทั้งโรงเรียน 76 คน จบออกมาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พัฒนาตรงไหน? ยิ่งไปดูสภาพแล้ว 9 โมงเช้าครูมาถึงโรงเรียนไม่ถึงครึ่ง ยังไม่บ่ายสามครูกลับไปเกือบหมด ประทานโทษโรงเรียนนี้ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 15 กิโลเมตร" นี่หรือคือคุณภาพการศึกษาไทย? นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกให้เห็น ยังมีอีกหลายร้อยโรงเรียนที่เราจ่ายภาษีเป็นค่าจ้างครูเงินเดือนสามหมื่นขึ้น แต่ทำงานสู้ลูกจ้างเดือนละแปดพันไม่ได้ หรือคุณว่าไม่จริง...

ถ้าเราไม่กล้าพูด มัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ ลูบหน้าปะจมูก เขียนแต่รายงานเท็จ ภาคภูมิใจเหลือเกินกับรายงานเท็จ แล้ววันหนึ่ง ความจริงก็เปิดออกมาว่าที่นั่งทับไว้นั้นมันขี้ทั้งนั้น เต็มก้น เต็มเก้าอี้ คุณครูมีความภาคภูมิใจหน้าบานกันได้หรือ จำได้ไหมยุคขจัดให้สิ้นคนอ่านหนังสือไม่ออก มีศาลาอ่านหนังสือพิมพ์ในหมู่บ้าน (เอาไปมวนยาสูบมากกว่า) ศาลาที่ว่านี้กลายเป็นที่อาศัยของปลวกมานานปี แล้วก็รายงานกันคนไทยอ่านออกเขียนได้ร้อยเปอร์เซนต์ เราไม่โง่อีกแล้ว ยังไม่ถึงสามเดือนมีเลือกตั้ง คนไปใช้สิทธิที่ยังต้องแปะหัวแม่โป้งแทนการลงลายมือชื่อยังมีบานตะเกียงเลยพี่น้อง ได้เอาปิ๊บคลุมหัวกันจนถึงระดับอธิบดีทีเดียวเชียว นี่ก็ผ่านมานับสิบปีแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ก็ยังมีอยู่...

รู้จักโรงเรียนเพลินพัฒนาไหมครับ ลองค้นหาจากเพื่อนกูดูได้ ผมอยากให้เราลองมองคนที่คิดต่างสักหน่อย นี่คือความรู้สึกของผู้ปกครองโรงเรียนดังกล่าวได้แสดงความคิดเห็นไว้ "ทำไมลูกผู้ปกครองจึงไม่รู้ว่าอาชีพข้างหน้ามีตัวเลขเท่าไหร่  ทำไมรัฐไม่สะท้อนตัวเลขที่ชัดเจน   ครูสอนตามนโยบายรัฐเชิงจากข้างบนลงมาสู่ข้างล่าง  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้การศึกษาบ้านเรายังคงไปไม่ถึงไหน  เกิดความฟุ่มเฟือยทางความคิด  ลองผิดลองถูกไม่จบสิ้น  ทำให้คนไทยไม่เก่งอะไรสักอย่าง  ในฐานะผู้ปกครองจึงคิดว่าเราคงต้องอุดช่องโหว่หลายอย่าง  คือ  ทำให้เด็กมีความรู้ความสามารถและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้  ต้องฝึกนิสัยให้ลูกเราไม่ทำอะไรครึ่งๆ  กลางๆ  และทิ้งไปทั้งๆ  ที่ยังทำไม่จบ  ซึ่งปัจจุบันผู้ใหญ่จะมีนิสัยแบบนี้เยอะมาก" สนใจอยากรู้จักโรงเรียนนี้ลองไปเยี่ยมชมทางเว็บไซต์ดูนะครับ ถ้าสนใจหรืออยากศึกษาดูงานก็ลองติดต่อดู นี่คือกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ คลิก

คิดกันสักนิดนะครับ ถ้าในหัวใจและจิตวิญญาณของคุณยังเป็นครูอยู่ เราต้องไม่ปฏิลูบ แต่จะเปลี่ยนแปลงให้ลูกหลานไทยได้ดีไม่แพ้ใครในโลกนี้ เป็นกำลังใจให้ครูคนดีทุกท่านนะครับ...

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 27 มกราคม 2010 เวลา 09:33 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page