ปิดเทอมเสริมพลังกันหน่อย
ผมเขียนบทนำไว้ที่เว็บไซต์สหวิชาดอทคอมว่า "หลายๆ ท่านอาจจะปิดภาคเรียนไปแล้ว บางท่านกำลังจะปิดภาคแต่บางท่านกำลังจะเปิดภาคเรียนก็มี เอ.. ทำไมเราไม่ทำอะไรให้พร้อมเพรียงกันนะ คนละภาค คนละจังหวัดอาจจะพอเข้าใจได้ แต่นี่เขตพื้นที่การศึกษาเดียวกันแท้ๆ ดันปิด-เปิดไม่พร้อมกัน ทำให้หลายๆ ครอบครัวขาดโอกาสในการใช้ชีวิตเรียนรู้ร่วมกันไปได้
การศึกษาเรียนรู้ด้วยการเดินทางเพิ่มพูนประสบการณ์จะเป็นสิ่งที่ติดตรึงใจในวัยเด็กได้ดี ถ้าครอบครัวไหนมีเวลาว่างตรงกัน แม้จะไม่มากมายนักก็น่าจะเสริมประสบการณ์ตรง นี้ให้กับลูกหลานนะครับ ปีละครั้งก็ยังดี นอกจากเด็กได้เรียนรู้ พ่อแม่ก็จะได้พักผ่อน ชาร์ทไฟเสริมพลังชีวิตได้อีกครั้งน่ากระทำครับ"
ก็เลยอยากเอามาเล่าเสริมเติมเต็มในที่แห่งนี้อีกหน่อย เมื่อลูกผมยังเล็กทุกๆ ปิดภาคเรียนผมมีสัญญากับลูกไว้เสมอว่า ต้องได้ไปท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ตามแต่สถานการณ์ในขณะนั้นที่ไหนมีอะไรน่าสนใจ อาจจะ 5-7 วัน เรียกว่าสะสมเงินไว้สักก้อนเพื่อการนี้ เพื่อเสริมเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตให้กับลูกๆ ให้เขามีความรอบรู้และสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ผลดีทั้งการเรียน การพักผ่อนครับ ปิดเทอมนี้แม้ลูกๆ จะโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว แต่ผมก็ยังมีหลานๆ พร้อมที่จะร่วมเดินทางด้วยเสมอ

ปิดเทอมตุลาคมนี้ได้เดินทางไปที่จังหวัดชัยนาทพร้อมครอบครัวลูกชายและลูกสาว มีหลานสาวลูกหลงฝรั่งน้อย ชื่อ น้องนิโคล เป็นตัวชูรส ไป เที่ยวสวนนก เขื่อนเจ้าพระยา แวะสิงห์บุรี อยุธยาเพื่อหาอะไรอร่อยๆ รับประทานกัน สดชื่นได้พลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่มาหล่นหายตอนรถติดแหง็กอยู่ที่หน้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพราะผู้คนหลั่งไหลไปชม วิหคสายฟ้า ของกองทัพมะกัน รถติดนานแบบเคลื่อนที่ 100 เมตรต่อ 30 นาที เซ็งเป็ดจริงๆ วันนั้น 2 ชั่วโมงครึ่ง ทรมานมากเลย พอดีได้อ่านบันทึก เดินจังหวะลูก ของคุณธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น แล้วมีข้อคิดที่น่าสนใจตรงกับเรื่องชาร์ทแบตเตอรี่ชีวิตพอดี เลยคัดลอกมาให้อ่านกันครับ
"ผมมีลูกสาวตัวเล็กๆ น่ารักสองคน คนโตชื่อ โมเนต์ อายุห้าขวบกว่าๆ คนเล็กชื่อ เมนิ อายุสี่ขวบ กำลังอยู่ในวัยอ้อนพ่ออ้อนแม่ ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่ รู้แต่ว่าผมต้องพยายามกลับบ้านให้ทันก่อนสองสาวนอนหลับเกือบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ตัวติดกันตลอด
คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะนึกถึงแต่ว่าจะสอนลูกให้เป็นคนยังไง ให้มีน้ำใจ ไหว้สวย ไม่งอแง นึกอะไรออกก็พยายามสอน ก็ไม่ค่อยได้นึกว่าจะเรียนรู้อะไรจากลูกได้ เพราะลูกยังเด็กยังเล็กอยู่ แต่ด้วยความที่อยู่ด้วยกันตลอด มีบ่อยครั้งที่ลูกผมพูดหรือแสดงท่าทีอะไรที่ทำให้ผมต้องหยุดคิด และทบทวนตัวเองเป็นประจำ
เมื่อไม่นานมานี้ ผมพาเด็กๆ กับภรรยาไปเที่ยวอเมริกา ไปอยู่หลายเมือง สองอาทิตย์ที่ไปเที่ยว เป็นสองอาทิตย์ที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตผมได้มีโอกาสตะลอนๆ ไปทั้งครอบครัว ได้ผจญภัยเล็กๆ ตามที่ต่างๆ มีอุปสรรคบ้างนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้ม ได้เห็นตัวเล็กทั้งสองสนุกสนานกับของเล่นบ้าง ทิวทัศน์รอบทางบ้าง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่
ระหว่างทางในหลายๆ ครั้ง ผมกับภรรยาก็จะเดินดูโน่นดูนี่เป็นปกติในจังหวะก้าวย่างของเรา ก็จะได้ยินเสียงเมนิ ลูกสาวคนเล็กบ่นปวดขา เดินไม่ทัน เหนื่อย เวลาไปเดินในที่ที่คนเยอะ ก็มีเผลอไปจับมือคนอื่น คิดว่าเป็นพ่อแม่บ้าง เราก็ได้แต่ขำๆ ในตอนแรก
แต่พอใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลา มีจังหวะหนึ่งที่ลูกผมบ่นว่า เดินไม่ทันซึ่งปกติผมก็คงไม่ได้สนใจอะไร แต่จังหวะนั้นผมบอกลูกว่า เดี๋ยวจะลองเดินก้าวช้าๆ เท่าลูกดู ผมก็เลยลองเดินช้าๆ ช้ามาก เพราะลูกผมยังเล็กก้าวได้สั้นๆ และไม่ไกล ผมพยายามเดินในจังหวะของลูก
ช่วงแรกๆ ก็อึดอัดนิดหน่อย ต้องก้าวเท้าถี่ๆ สั้นๆ แต่พอลองบ่อยๆ เข้า ผมก็เริ่มมองเห็นมุมของเขาว่า ทำไมเขาถึงเดินไม่ทัน ปวดขา หรือเหนื่อย เวลาเดินจังหวะผู้ใหญ่ พอเริ่มเห็นมุมแปลกๆ ของเด็ก ผมก็เลยลองพยายามย่อตัวลงให้เท่าลูก ในมุมที่เรามองเงยหน้าขึ้นไป ทำให้รู้สึกว่าผู้ใหญ่ในสายตาเขาเหมือนยักษ์ที่อยู่สูง มองไม่ค่อยถนัด ถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงจับมือคนผิดอยู่เรื่อยเวลาคนเยอะๆ
หลังจากนั้น ผมก็พยายามเดินช้าลงให้ได้จังหวะของเขา พยายามย่อตัวเวลาคุยกับลูก ลูกผมก็ดูจะสนุกขึ้น อารมณ์ดีขึ้นและชอบมากเวลาพ่อย่อตัวคุยด้วย ลูกผมสอนให้ผมรู้จักสนใจจังหวะของคนอื่น ลองใช้จังหวะของคนอื่นในการดำเนินชีวิตบ้าง ชีวิตของ คนทำงานหลายๆ ครั้ง ก็พยายามบงการให้คนอื่นเดินจังหวะเรา ไม่ได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็จะพยายามลองสังเกตจังหวะคนอื่นดูทุกที
ที่ดิสนีย์แลนด์ ช่วงเที่ยงๆ ผมกับโมเนต์ ลูกสาวคนโตไปต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้ออาหารกลางวัน รอตั้งสิบกว่านาที อยู่ดีๆ ก็มีแม่ลูกตัวอ้วนๆ คู่หนึ่งทำเนียนมาแซงคิวเอาโค้งสุดท้ายข้างหน้าผม คงเห็นว่าเราหน้าเอเชียดูใจดี ก็เลยเบียดซะอย่างนั้น ผมก็เลือดขึ้นหน้า โมโหสุดๆ กำลังจะโวยวายด้วยความฉุน ก่อนจะโวย ก็บอกโมเนต์ เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าพ่อจะต้องโกรธเพราะอะไร
โมเนต์สะกิดแขนผม แล้วทำหน้าชิลล์มากๆ บอกผมว่า "พ่อขา เขาอาจจะรีบก็ได้นะพ่อนะ" ผมอึ้งไปพักใหญ่ ในหัวหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ดีใจที่ลูกมองโลกในแง่ดีแบบนี้ แถมรู้สึกตัวเองแย่มากๆ ที่ต้องให้ลูกสอนการมองโลก การให้อภัยระหว่างรอแถว ผมนึกถึงเพลง อื่นๆ อีกมากมาย ของวงเฉลียงอยู่ในหัว
"เด็กหนีไม่ยอมเรียน โดดเรียนเพราะเหตุใด ใครตอบได้ไหม เด็กไปเพราะใจเบ่ง แม่ให้ไปขายของ ครูสอนไม่ดีเอง เด็กรักเป็นนักเลง อื่นๆ อีกมากมาย..."
เมื่อวานก่อน ผมพาเด็กหญิงสองคนไปทำฟัน คุณหมอตรวจเจอว่าโมเนต์ฟันผุ ต้องอุดฟันน้ำนม คุณหมอก็เลยทำการอุดให้ เราก็คอยบอกโมเนต์ว่าถ้าเจ็บให้ยกมือขึ้น เพราะอุดฟันเด็กห้าขวบ โดนเหงือก โดนปาก เด็กคงต้องเจ็บน่าดู ตลอดการอุดฟัน ผมก็ถามเป็นระยะว่าเจ็บรึเปล่า โมเนต์ไม่ยกมือว่าเจ็บเลยซักครั้ง ผมก็นึกว่าคงไม่เป็นไร อุดเสร็จเรียบร้อยก็กลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็ถามลูกว่า "อุดฟันเจ็บมั้ย" โมเนต์บอกว่า "เจ็บมากเพราะโดนเหงือก" ผมก็ถามต่อด้วย ความสงสัยว่า "ทำไมไม่ยกมือ หรือร้องล่ะ" โมเนต์บอกสั้นๆ ยิ้มอายๆ "หนูอดทน อยากให้พ่อดีใจ"
หนูสอนพ่อเยอะเหลือเกิน... "

เห็นไหมล่ะครับว่า การใช้ชีวิตร่วมกันกับลูก ให้ความรักความอบอุ่นนั้น นอกจากลูกจะได้ประสบการณ์ต่างๆ แล้ว เรายังได้อะไรจากลูกๆ อย่างมากมายด้วย การเลี้ยงลูกอย่าสักเอาแต่ว่า "สอนมันแล้ว (ความจริง ด่า) ให้เงินมันไปเรียนหนังสือแล้ว มันไม่ดีเอง" อย่าเลี้ยงลูกด้วยกระดาษและยักษ์หน้าเหลี่ยมครับ ต้องเลี้ยงด้วยใจของคุณ แค่คำถามสั้นๆ ว่า "วันนี้มีการบ้านไหมลูก?" "เหนื่อยไหมลูก?" "มีปัญหาอะไรไหม?" แค่นี้ลูกก็อบอุ่นมากแล้วครับ
หมายเหตุ ภาพประกอบทั้งหมดเป็นกิจกรรมของหลานๆ ผมครับ
|