" . . . คนทำงานดีคือคนมีระเบียบ ได้แก่ระเบียบในการคิดและในการทำ ผู้ไม่ฝึกระเบียบไว้ ถึงจะมีวิชา มีเรี่ยวแรง มีความกระตือรือร้นอยู่เพียงไร ก็มักทำงานให้สำเร็จดีไม่ได้ เพราะความคิดอ่านสับสนว้าวุ่น ทำอะไรก็ไม่ถูกลำดับขั้นตอน มีแต่ความลังเลและขัดแย้ง ทั้งในความคิด ทั้งในการปฏิบัติงาน . . ." พระบรมราโชวาท |
| ถึงเวลาต้องปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 2 จริงหรือไร? |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 12:55 น. |
|
ก็แล้วแต่ใครจะมองอย่างไร วันนี้ที่ต้องหยิบเอามาเขียนถึงอีกครั้งก็เพราะข่าวคราวที่ได้รับจากสื่อ และได้รับจากสองหูมานี่แหละ ด้วยความบังเอิญที่วันนี้ (เสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2553 ก่อนวันวาเลนไทน์และตรุษจีน) มีการจัดสอบวัดคุณภาพครูผู้สอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์กัน (ดูเหมือนจะเป็นระดับ ม.ต้น) ส่วนระดับอื่นๆ วิชาอื่นๆ จะมีการสอบตามวันเวลาในตาราง
การประเมินสมรรถนะครู เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ (Upgrading Teacher Qualification Through the Whole System: UTQ) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพตามนโยบายของรัฐบาลในการที่จะพัฒนาครู เป็นครูดี มีคุณธรรม และมีวิทยฐานะสูงขึ้น
ปุจฉา : สอบทำไม? ทำไมต้องสอบแค่ทำงานก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด เปลืองงบประมาณ... วิสัชนา : ไม่อยากจะเรียกว่านี่คือการสอบเลย เป็นการตอบแบบสอบถามประเมินตนเองว่ามีความรู้ในด้านต่างๆ เพียงใด เพราะผลที่ได้จะเอาไปใช้เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนา ตรวจสอบจำแนกกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้เอาไปเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการ ปุจฉา : รับราชการมาตั้งนานนับสิบปี จะไม่มีความรู้ความสามารถเชียวหรือ ถึงต้องมาวัด มาประเมิน ให้อบรมโน่นนี่ เสียทั้งเงินงบประมาณและเวลา วิสัชนา : อันนี้ตอบได้ครับท่านมีความสามารถครับ แต่ความสามารถนั้นก้าวทันกับโลกที่หมุนไปหรือเปล่า? หรือท่านมีความสามารถพัฒนาตนเองมากมาย แต่เพื่อนข้างๆ ท่านล่ะ? ลองมองให้รอบด้านก่อนดีไหม? ผมกล้ายืนยันได้ว่า ในจำนวนครูของเราทั้งหมดนั้นยังมีส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่สอนหนังสือ สอนจริงๆ ไม่ออกนอกเหนือหนังสือเล่มนั้น ถ้าหนังสือเล่มนั้นมันพิมพ์ปีนี้ก็ไม่น่าห่วง แต่นี่มันพิมพ์เมื่อสิบยี่สิบปีที่แล้ว จนกระดาษเหลืองพลิกรุนแรงเป็นขาด นี่ต่างหากที่เราเป็นห่วง มีหลายคนตั้งแต่บรรจุเป็นครูมานานนับสิบปี ไม่เคยไปเข้ารับการอบรมนอกรั้วโรงเรียนเลย (ในโรงเรียนนะมันไฟต์บังคับต้องไปลงเวลาหรอกถึงได้ไปอบรม) จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้ แต่ต้องยอมรับว่ามีอยู่จริงๆ การได้เข้ารับการอบรม เพิ่มพูนความรู้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปคิดถึงเวลาและเงินทองที่เสียไปนะครับ เพราะนั่นคือโอกาสที่เราจะได้พัฒนาศักยภาพ เอาแค่ได้พบกับเพื่อนต่างโรงเรียน ต่างพื้นที่ ต่างจังหวัด ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอน การทำงานกันสัก 30 นาที ระหว่างการพักเบรก หรือรับประทานอาหารกลางวันก็คุ้มค่าแล้วครับ ไม่อยากอบรม ไม่อยากได้ความรู้ แต่อยากได้ใบประกาศเอาไปแนบแบบประเมิน เอ๊ะ... มันยังไงกัน อย่างนี้ก็มีด้วยและมีเป็นจำนวนมาก จึงเป็นช่องทางให้บรรดาเหล่าเหลือบวงการศึกษาได้ออกประกาศเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม จ่ายนิดหน่อยก็ได้ใบประกาศเกียรติคุณ ภาพถ่ายการรับรางวัล ทีอย่างนี้ล่ะก็ไม่น่าเชื่อยังมีคนหลงเชื่อมากมาย (ลองอ่านดูเรื่องเก่าๆ ได้ที่นี่) ปุจฉา : งานนี้ผลาญงบประมาณกันเละแน่ งบไทยเข้มแข็ง SP2 แต่ประชาชนชีช้ำด้วยหนี้ เอามาช่วยแก้หนี้ครูดีกว่าไหม? วิสัชนา : นั่นไง.. บ๊ะแหล่ว... คิดได้แค่นี้หรือไงครับ? การทำสิ่งใดมันก็ต้องใช้งบประมาณทั้งนั้นแหละ จะมากบ้างน้อยบ้างตามกิจกรรม ส่วนจะผลาญงบหรือไม่? มันต้องช่วยกันดูแลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ สิ่งที่ไม่ควรก็ต้องสอบถามให้แจ้ง แถลงให้ชัด ช่วยกันดูแลงบประมาณของแผ่นดิน มันเป็นหนี้ร่วมของคนทั้งชาติ (รวมผมด้วย) นั่นแหละ
ส่วนประเด็นต่อท้ายนั่น... ไม่ควรครับ ผมล่ะอายแทบแทรกแผ่นดินทุกทีต่อปัญหานี้ ไม่ใช่ทุกคนที่มีปัญหาหนี้แต่... ด้วยคำว่า "ครู" ที่ถูกตราหน้าว่ามีหนี้มากที่สุดในกลุ่มข้าราชการของประเทศนี้ ผมก็มีหนี้นะแต่ไม่ได้เดือดร้อนเพราะหนี้นอกระบบ เป็นหนี้ที่ผมชดใช้ได้และไม่เดือดร้อนอะไร ทำมาหากิน ส่งลูกเรียนหนังสือ หาความสุขใส่ตนพอประมาณ มีเหลือก็เก็บบ้างไว้ยามฉุกเฉินเจ็บป่วย คงต้องบอกว่า "พ่อหลวงของเราสอนให้เราอยู่อย่างพอเพียง" ถ้าเรามองตนเองเปรียบเทียบกับคนที่สถานะต่ำกว่า เราจะพบว่า เรามีความสุขพอสมควรตามอัตถภาพ มีชีวิตที่ดีกว่าหลายๆ คน รอบข้างเรา แต่เมื่อไหร่ที่เราแหงนมองแต่ฟ้าที่สูงกว่า เราก็จะด้อยค่าต่ำต้อยเพียงดิน การทำตัวให้สูงขึ้นต้องไม่ใช่สร้างด้วยการกู้หนี้ยืมสิน มาทำตัวรวยโอ้อวด เพราะมันไม่จีรังและมีแต่จะทำให้ทุกข์ยิ่งขึ้น เราต้องทำตัวให้จมได้บ้าง อย่าลอยอย่างไร้คุณค่าแบบสวะบนน้ำ ความสุขเล็กๆ ในครอบครัวของเราเอง ไม่จำเป็นจะต้องให้ใครมาชื่นชม ยกย่องเพราะมีรถใหม่ป้ายแดง ผมยังภูมิใจกับรถเก๋งคันเก่าๆ ที่ซื้อจากน้ำพักน้ำแรงเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนี้ก็ยังคงรับใช้อย่างซื่อสัตย์ (ทั้งที่ใจอยากมี Benz, BMW รุ่นใหม่ขับ แต่ก็อดใจไว้ก่อน ยังมีเงินดาวน์ไม่พอ นี่ยังไม่ได้คิดหาค่างวดนะ เพราะตอนนี้ยังส่งงวดรถแมคโฮที่ กทม. สองคันไม่หมดเลย (ฮา)) วันหยุดพักผ่อน วันสำคัญก็ทำให้มีรสชาดสักหน่อยในครอบครัวกันเองเท่านี้ก็เป็นสุขแล้วครับ
อนาคตของชาติที่แสนจะมืดมนนี่ก็ใกล้จะปิดภาคเรียนแล้วมีนักเรียนจำนวนมากทั้งในระดับ ม. 3 และ ม. 6 ที่กำลังจะจบการศึกษา แต่ดูท่าอนาคตหลายๆ คนแสนจะมืดมน จะไม่จบพร้อมๆ เพื่อน หรือไม่มีที่จะเรียนต่อ ด้วยสาเหตุที่นโยบายของประเทศเราในด้านการศึกษารวนเร เซไปเซมาทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลหรือรัฐมนตรี ทำไมทิศทางการศึกษาชาติของเราจึงไม่มีแผนล่วงหน้า 5 ปี 10 ปี เหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจบ้างนะ ทำไมเราต้องมุ่งที่การเรียนสายสามัญ เรียนไปสู่ปริญญาบัตร (ที่ไม่มีวันจบสิ้น) ทำไมเราไม่มุ่งสู่การเรียนเพื่อการทำงานด้วยอาชีพที่มั่นคงตามศักยภาพ ตามความสามารถและกำลังทรัพย์ที่มีอยู่ เรามักจะจินตนาการไปเองว่าเราขาดโอกาสเพราะไม่มีทุน แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ทุนแล้วใช้โอกาสนั้นอย่างคุ้มค่า เราเห็นผู้เรียนที่กู้ยืมเงินทุนจาก กยศ. ประสบผลสำเร็จสักกี่คนกัน (เมื่อเทียบกับเปอร์เซนต์ของผู้กู้ยืมทั้งหมด) มีมากมายที่ได้มาเพื่อความฟุ้งเฟ้อซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อเครื่องประดับ ซื้อมอเตอร์ไซค์ซิ่งไปมา และใช้จ่ายเพื่อการเที่ยวเตร่ และไม่จบการศึกษา ผมเคยบ่นเรื่องทุนที่ควรให้กับทุกคนที่ควรได้และใช้คืนได้ด้วย จะดีกว่าการตั้งเกณฑ์โดยเอารายได้ของมนุษย์เงินเดือนเป็นที่ตั้ง คนที่ไม่มีบัญชีเงินเดือน (แม้จะมีรายได้มากกว่านับสิบเท่า) กลับเข้าหลักเกณฑ์การกู้ยืมและยืมได้ด้วย ส่วนลูกข้าราชการผู้น้อย ลูกจ้างที่มีสลิปเงินเดือนหมดโอกาสไปเลยเพราะดันมีบัญชีเงินเดือน มาที่เรื่องการศึกษาต่อ ตอนนี้ดูเหมือนผู้ปกครองส่วนใหญ่จะฝังจิตฝังใจกับการที่จะให้ลูกได้เรียนต่อในสายสามัญกันมากมายเหลือเกิน ไม่สนใจสายอาชีพกันเลย ทั้งๆ ที่เมื่อเรียนจบมีลู่ทางในการทำงานมากกว่า แม้ว่างานจะหนักเหนื่อยและไม่มีเกียรติในสายตาของสังคมปัจจุบัน แต่เชื่อเถอะอาชีพเหล่านั้นกลับมั่นคงกว่ามากนัก ผิดกันกับผู้ที่ไปเรียนสายสามัญหางานยากเมื่อจบการศึกษาเพราะการแข่งขันสูง และเราไม่เก่งจริง สุดท้ายก็ได้งานใช้กำลังเท่ากับผู้ที่เรียนสายอาชีพ และก็มักจะทำไม่ได้เพราะหยิบโย่ง หรือดูถูกงานว่าหนักหนา สุดท้ายก็วิจัยฝุ่นไปวันๆ เลี้ยงไม่รู้จักโตแบมือขอพ่อแม่ต่อไป... สำหรับนักเรียน ม. 6 นี่ ต้องบอกกันเลยเป็นความทุกข์ของผู้ปกครองทั้งหลาย ที่ต้องขวานขวายหาทุนรอนให้ลูกวิ่งรอก สอบโควต้ารับตรงของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย จนนี่ใกล้จะถึงฤดูกาลแอดมิชชั่นแล้ว ความหวังของลูกหลานยิ่งมืดมน เพราะเหลือที่นั่งในคณะต่างๆ ของ มหาวิทยาลัยไม่ถึง 20% สำหรับการแข่งขันของนักเรียนนับแสน สว่นอีก 80% ที่หายไปนั้น เหล่าบรรดามหาวิทยาลัยพากันรับตรงได้หัวกะทิไปหมดแล้ว ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรียังต้องออกปากว่าเป็นห่วงในระบบแอดมิชชั่น "เรื่องแอดมิชชั่นเป็นเรื่องที่ที่ประชุมของอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอที่จะประเมินกันอีก 1 ปี แต่เราเป็นห่วงค่อนข้างมาก เพราะขณะนี้ระบบแอดมิชชั่นแทบจะหมดความสำคัญไปเพราะจะกลายเป็นระบบที่ มหาวิทยาลัยรับตรงเกือบหมด ตอนนี้สัดส่วนอาจจะเหลือแค่ร้อยละ 20 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของระบบแอดมิตชั่น" ก็ปัญหามันโจ่งแจ้งขนาดนี้ว่า แอดมิชชั่น มหาวิทยาลัยมองแล้วไม่สามารถคัดเลือกผู้เรียนได้ตรงสายเท่ากับการสอบคัดเลือกเอง
จากผลการวิจัยที่ทำในมหาวิทยาลัย ที่เปิดสอนด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์พบว่า นักเรียนที่สอบเข้าศึกษาโดยวิธีรับตรงแม้จะมีเกรดเฉลี่ยการเรียนมัธยมปลายต่ำกว่า 3.00 ก็ยังสามารถเรียนในคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ได้ผลการเรียนในระดับมากกว่า 3.00 แต่นักเรียนที่เข้าเรียนโดยผ่านกระบวนการแอดมิชชั่นมานั้นแม้จะมีผลการเรียนระดับมัธยมปลายสูงระหว่าง 3.00-4.00 แต่ผลการเรียนในมหาวิทยาลัยกลับทำได้ต่ำกว่า 3.00 ชี้ให้เห็นว่า การคัดเลือกผ่านแอดมิชชั่นนั้นคัดจากความรู้ทั่วไปทุกกลุ่มวิชาโดยเฉลี่ย ซึ่งไม่ตรงกับสายวิชาที่เรียน ต่างจากการสอบตรงที่ทางคณะและมหาวิทยาลัยที่รับ ออกข้อสอบเพื่อคัดเลือกคนโดยมุ่งที่ความรู้ที่ตรงกับสาขาที่เรียนมากกว่า จึงมีผลการเรียนชี้ชัดอย่างที่เห็นนั่นเอง ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนหรือยกเลิกแอดมิชชั่นได้หรือยัง? และหาทางลดค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนในการสอบคัดเลือกเข้าเรียนให้น้อยลง โดยมีการสอบรวมตามสาขาวิชาต่างๆ เป็นรายวิชา แล้วนำคะแนนที่ได้ไปคิดเทียบเพื่อเข้าเรียนในคณะ/สาขาวิชาต่างๆ สอบทีเดียวนำไปใช้ได้ทุกมหาวิทยาลัยทีเถอะ ผู้ปกครองที่มีเงินน้อยไม่เพียงพอที่จะส่งลูกไปสอบทุกมหาวิทยาลัย จะได้มีโอกาส มีความหวังให้กับลูกทัดเทียมกันบ้าง... หรือว่าไง????
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 13:00 น. |