" . . . คนทำงานดีคือคนมีระเบียบ ได้แก่ระเบียบในการคิดและในการทำ ผู้ไม่ฝึกระเบียบไว้ ถึงจะมีวิชา มีเรี่ยวแรง มีความกระตือรือร้นอยู่เพียงไร ก็มักทำงานให้สำเร็จดีไม่ได้ เพราะความคิดอ่านสับสนว้าวุ่น ทำอะไรก็ไม่ถูกลำดับขั้นตอน มีแต่ความลังเลและขัดแย้ง ทั้งในความคิด ทั้งในการปฏิบัติงาน . . ." พระบรมราโชวาท |
| เปิดเทอมใหม่หัวใจว้าวุ่น |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2010 เวลา 17:14 น. |
ทำไมผมถึงได้เอาการจัดการศึกษาให้กับบุตรหลานไปเปรียบเทียบกับการซื้อหวย คำตอบคือ... ทุ่มเงินมากมายก็มีโอกาสที่จะไม่สำเร็จในการศึกษา อาจจะเกเรเสียหลักระหว่างทาง ถ้าโชคดีก็สำเร็จดังใจปองซึ่งเปรียบเหมือนถูกรางวัลใหญ่ การเข้าเรียนโรงเรียนดังมีชื่อเสียงก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะพบกับความสำเร็จ เพราะการแข่งขันสูง ผู้เรียนที่ตั้งใจทำคะแนนได้ดี แต่ถ้าไปเรียนตามใจพ่อ-แม่ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความฝันก็อาจจะล้มเหลวได้ นอกจากนั้น สถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายสับสน ฅนไทยแยกสีแยกเหล่า แยกความเชื่อ และไม่ฟังใคร ก็ทำให้การศึกษาได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานครตามข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อในทุกวันนี้ ยังเปิดเทอมกันไม่ได้หลายโรงเรียน ผู้ใหญ่ทะเลาะกันแต่เด็กดันรับผลกระทบไปตรงๆ ยุ่งมาตั้งแต่ตอนเปิดรับสมัครนักเรียนไม่พอ นี่ต้องต่อเวลาเปิดเทอมไปอีก อีกนานไหม?
ทดสอบสมรรถนะครูไปแล้ว คนที่สอบผ่านก็มีเฮ ที่ไม่ผ่านบ้างก็หน้าจ๋อย (ผมล่ะเฉยๆ มันเป็นเรื่องของการหาทางผลาญเงินโดยแท้) ที่ผ่านดีใจไม่ทันไรก็ถูกส่งเข้ารับการอบและรม จนหน้าดำคร่ำเครียด บ่นให้ผมได้ยินอีกต่างหากทางโทรศัพท์ "ไหนว่าสอบผ่านแล้วจะได้เป็นมาสเตอร์ทีชเชอร์ อุบ๊ะ.. ส่งมาอบรมก่อนใครนี่มันนรกชัดๆ ปรีเทสโพสเทสทุกชั่วโมง ไอ้เรื่องที่ให้ไปอบรมนั่นมันก็ไม่รู้จะไปช่วยคนที่สอบไม่ผ่านได้ยังไง เพราะวิทยากรก็ไม่รู้จะเอาอะไรกันแน่ เพาเวอร์พอยท์ก็เตรียมกัน ณ บัดนั้น เอกสารยิ่งแล้วใหญ่ ถ่ายเอกสารมาจากชีทคำสอนในชั้นเรียน ผสมปนเป เหมือนจับไปเข้าชั้นเรียนปริญญาตรีใหม่อีกรอบ ฮ่วย!" การอบรมพัฒนา (จะขึ้นหรือลงยังไม่แน่ชัด) นั้นใช้เงินงบประมาณที่พวกเราต้องเป็นหนี้ร่วมกันทั้งประเทศ (ก็เงินยืมหลายแสนล้านนั่นแหละ เอาชัดๆ เงิน SP2) เพราะฉะนั้นทุกคนต้องได้ใช้เงินนี้แน่ๆ แต่ใช้ได้นิดหน่อยเท่านั้น ที่เหลือน่าจะไปอยู่ที่ฝ่ายดำเนินการเสียล่ะมาก จงทำใจ เตรียมใจไว้เสียเถอะ ถามจริงๆ จะอบรมพัฒนาให้ครูได้อะไรกันแน่? ยกตัวอย่างครูคอมพิวเตอร์ที่ผมมีส่วนอยู่ในการสอบนั่นแหละ จะสอนให้เด็กทุกคนในประเทศนี้เป็นโปรแกรมเมอร์ ไปร่วมการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการทุกคนหรือไร? จะใช้คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องรู้ Math for Computer, C Programing อย่างยอดเยี่ยมเชียวหรือ? นั่นคือข้อสอบที่ใช้ในการสอบ และได้ยินข่าวว่า Master Teacher (เซ่อ) ต้องเข้ารับการอบรมในเวลาอันจำกัด ทั้งๆ ที่เด็กเรียนสายคอมฯ ต้องเรียนกันเป็นเทอมหรือสองเทอม ก็ยังต้องเตรียมตัวแทบตายจึงสอบผ่าน พอออกมาเป็นครูก็ไม่ได้ใช้สอนเลย และโทษทีไอ้ที่สอนๆ อยู่นั่นมีสักกี่คนเรียนมาตรงสายวิชา
เหมือนคนขับรถที่รู้เพียงวิธีการสตาร์ทเครื่องยนต์ การเดินรถ หยุดรถและกฎจราจร รวมทั้งการดูแลรักษาเบื้องต้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นพอ ถ้าเครื่องยนต์มันพังเสียหายก็ให้คนที่เขาเรียนด้านซ่อมแซมมาดูแลไป ถ้าตัวถังผุ สีแตกลายงา ก็ให้ช่างในอู่ทำสีซ่อมให้ ไม่ใช่คนขับรถต้องทำเป็นทุกเรื่องสักหน่อย ถ้าต้องรู้ทุกเรื่องทำมันเองทุกเรื่อง อาชีพอื่นคงไม่มีเพราะทุกคนทำกันเป็นหมดแล้ว หรือว่าไง? เรื่องหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสู่สากลนั่นก็อีกเรื่อง บ้ากันแท้ๆ เชียว คำว่า "สากล" นะคืออะไร? เข้าใจกันหรือเปล่า บางโรงเรียนตีความไปโน่นเลย ต้องเน้นให้นักเรียนได้เรียนภาษาอื่น ต้องจ้างครูที่เป็น Native Language (เจ้าของภาษามาสอน) เอาเข้าไป ถ้าทำได้ไม่ใช่ปัญหาเมื่อมีเงินมากพอ ส่วนเด็กจะได้อะไรมันอีกเรื่องหนึ่ง ถามจริงๆ คนไทยทุกคนสอนวิชาภาษาไทยได้ไหม? แน่หล่ะเราพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาไทยได้ แต่การจะสอนให้ได้หลักวิชาภาษาไทยนี่ไม่ใช่ทุกคนทำได้หรอกนะ จ้างครูเจ้าของภาษามาสอนจึงเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะ เจ้าของภาษาเหล่านั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่ร่ำเรียนมาทางภาษาและวรรณคดี บางคนอาจจะเรียนทางบริหารธุรกิจ เกษตรกรรม การเงิน ธนาคารมา (ไม่พูดถึงที่เขาเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เพราะบ้านเขาก็ขาดแคลนเหมือนกัน) บางคนก็เป็นฝรั่งซำเหมามาเที่ยวหมดเงินก็หันมาสมัครงาน บ้างก็สมัครเป็นเขยไทยอยู่บ้านเฉยๆ มาสอนได้เงินเดือนสองสามหมื่นดีกว่าอยู่เปล่าๆ (ส่วนคนไทยเก่งๆ พูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาเหล่านั้นได้ไม่จ้าง ถ้าจ้างก็ตามวุฒิ น่าสงสารเสียจริง) ที่หนักหนาไปกว่านั้นคือเราได้พวกที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาตัวจริง เช่น ตากาล็อก (ฟิลิปปินโน) อินเดีย อัฟริกัน หรืออื่นๆ ซึ่งสำเนียงผิดเพี้ยนที่แม้แต่เจ้าของภาษาก็ยังงงๆ
ความจริงแล้วการทำโรงเรียนมาตรฐานสู่สากลนั้นหมายความว่า สอนให้เด็กรู้จักคิด ไตร่ตรอง สื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ พูดง่ายๆ ว่าขอให้มีที่ยืนทัดเทียมกับชนชาติอื่นบนเวทีโลกนี้ นั่นคือความเป็นสากล เราต้องยอมรับว่า ในอดีตเราสอนให้ลูกศิษย์ของเราเป็นนกแก้วนกขุนทอง ท่องไปตามคำบอกหรือไม่ก็ลอกในกระดานดำ แต่ใน พ.ศ. นี้ เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้าไปมาก เรื่องเกิดที่ซีกโลกหนึ่งกระเทือนมาถึงอีกซีกโลกหนึ่ง การเรียนรู้จึงไม่สามารถขีดวงให้แคบแค่หน้ากระดานดำถึงหลังห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องให้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในซีกโลกเหนือ ซีกโลกใต้ หรือในทวีปอื่นๆ ใครตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้โลกร้อน ก็ไม่ต้องไปสอนมันแล้ว รู้แล้ว ก็ที่ร้อนตับแตกอยู่ทุกวันนี่ไง สอนแต่เพียงเราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างไร? สมัยนี้ เขาไม่ได้อัศจรรย์ใจไปกับคนที่มีความรู้มากมายหรอก (ท่องจำมาจนความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด) เพราะพวกนี้รู้แต่อดีต แต่ไม่รู้จะเอาไปใช้ในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร? ผู้คนจะยกย่องคนที่สามารถแก้ปัญหาได้ ประยุกต์ความรู้ที่มีไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ สื่อสารและบอกเล่าให้คนอื่นเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ช่วยให้ชีวิตรอดปลอดภัยมากกว่า เรียกว่า เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องสอนคนอื่นให้เก่งตามได้ด้วย อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรก็บอกเล่าสู่กันฟังบ้างนะ อย่ามัวแต่อบรมจนหัวหมุนต้อนรับเปิดเทอมใหม่เสียล่ะ อบรมมาแล้วก็เอามาคิดว่าจะมาประยุกต์ใช้ให้เด็กน้อยตาดำๆ ได้ประโยชน์ ได้คิดสร้างสรรค์มีจินตนาการ ก้าวอย่างมั่นคงสู่สากล...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2010 เวลา 21:19 น. |
คอมเมนต์
อย่านิ่งดูดาย มือไม่พายก็ช่วย กันยันให้มันเคล ื่อนที่
บ้านเมืองเราก็ย ังงี้ รู้ทั้งรู้แล้วย ังช่วยกันปิดบัง ไม่แก้ไข
ถ้าเราไม่ลงมือก ่อน รอเทวดา ชาติหน้าบ่ายๆ ก็เหมือนเดิม
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds