"...คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ..." พระบรมราโชวาท |
| แนวทางแก้วิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย (2) |
|
|
|
| เขียนโดย ผศ. บรรเทิง ศิลป์สกุลสุข |
| วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2011 เวลา 06:53 น. |
|
โดย ผศ. บรรเทิง ศิลป์สกุลสุข บทนำ
สาเหตุอันคลุมเครือมีคำกล่าวว่า การรู้สาเหตุของปัญหาเท่ากับแก้ปัญหาไปแล้วครึ่งหนึ่ง สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการปฏิรูปการศึกษารอบสองก็คือ การหาสาเหตุของปัญหาให้เจอนั่นเอง แม้ว่าตลอดช่วงทศวรรษของการการปฏิรูปการศึกษารอบแรกผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนตกต่ำลงตามลำดับโดยตลอด น่าประหลาดใจว่าเราแทบไม่มีงานวิจัยที่ทำขึ้นเพื่อหาสาเหตุการตกต่ำนี้เลย ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2545 เพื่อแก้ปัญหาความเครียดของเด็ก และให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนหนึ่งที่ทำคือ ลดเนื้อหาของวิชาลง ซึ่งเมื่อดำเนินการไป 1-2 ปี ก็กลับพบว่า ความสามารถในเชิงวิชาการของเด็กญี่ปุ่นตกต่ำลง ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มเนื้อหาของวิชากลับคืนจากที่ตัดออก ซึ่งเห็นได้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีการประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาอยู่ตลอดเวลา และพร้อมที่จะแก้ไขในทันที ไม่ใช่ประเมินเมื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาครบ 10 ปี
สาเหตุความล้มเหลวที่หลายๆ ฝ่ายมักฟันธงลงไปก็คือ ครูไม่มีคุณภาพ โดยคิดง่ายๆ ว่า เมื่อผลการเรียนของนักเรียนไม่ดี ก็ต้องมีสาเหตุจากครูสอนไม่ดีหรือครูไม่มีคุณภาพ จริงอยู่ที่อาจมีครูจำนวนหนึ่งไม่มีคุณภาพ แต่มันไม่สมเหตุผลเลยที่ครูเหล่านี้จะไม่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นทุกปี เฉพาะเจาะจงในช่วงเวลาของการปฏิรูปการศึกษา แต่เมื่อพิจารณาถึงงบประมาณ มาตรการต่างๆ ที่ทุ่มเทลงไปในการปฏิรูปการศึกษา เราจะเห็นได้ว่า ผลที่ออกมาคือคุณภาพการศึกษาที่ต่ำลงโดยตลอดชนิดที่สวนทางกัน ลักษณะเช่นนี้อธิบายได้ด้วยสมมุติฐานว่า เรากำลังมีการปฏิรูปการศึกษาที่เดินผิดทิศทาง โดยเดินในทิศทางตรงกันข้ามกับเป้าหมาย นั่นคือยิ่งทำก็จะยิ่งเป็นการทำลายคุณภาพการศึกษา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องอันตรายถ้าหากว่า การปฏิรูปการศึกษารอบที่สองจะยังคงเดินผิดทางเช่นเดียวกับการปฏิรูปการศึกษารอบแรก โดยคณะผู้ดำเนินการไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาหรือสาเหตุของความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษารอบแรกเลย ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่อง "แนวทางแก้วิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย" ตอนแรก ขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยมีแนวคิดว่าระบบประเมินคุณภาพการศึกษาแบบผิดๆ ภายใต้การปฏิรูปการศึกษารอบแรกเป็นตัวทำลายคุณภาพการศึกษาไทย ซึ่งแม้แนวคิดนี้จะไม่มีงานวิจัยสนับสนุน แต่ก็มีความจริงเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์จากการสอบถาม ครู/อาจารย์ ทั่วประเทศได้ นอกจากนี้ยังมีบทความที่เสนอแนวคิดทำนองเดียวกันคือ บทความเรื่อง "คำให้การของครู เออร์ลี่รีไทร์" โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน บทความเรื่อง "การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ก็น่าจะล้มเหลวเหมือนครั้งที่แล้ว" โดย บุญมี พันธุ์ไทย บทความเรื่อง "การศึกษาไทยจะไปทางไหน?" โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ และบทความเรื่อง "ครูต้องทำหน้าที่สอน" โดย ตุลย์ ณ ราชดำเนิน
น่ายินดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชีวะ ได้มีการตระหนักรู้ถึงภาระงานเอกสารที่ครู/อาจารย์ต้องจัดทำขึ้นสำหรับงานประเมินคุณภาพการศึกษาว่า เป็นภาระการประเมินที่มากเกินไป และสมควรลดลง โดยท่านนายกได้สร้างคำสำคัญขึ้นคือคำว่า "ลดภาระการประเมิน" และได้ดำเนินการสองประการคือ หนึ่งได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณภาพการศึกษาทำการลดภาระการประเมิน สองให้มีโครงการคืนครูให้นักเรียน ทั้งสองเรื่องมีการดำเนินการแล้วแต่ยังไม่ได้ผลนัก โดยเรื่องแรกมีความคืบหน้าคือเมื่อเดือน กันยายน 2553 หน่วยงาน 3 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพสถานศึกษาคือ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้ลงนามความร่วมมือกัน โดยจัดระบบการประเมินผลของสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นเอกภาพโดยลดความซ้ำซ้อนในการประเมินลง และให้มีการลดตัวบ่งชี้ลงอันจะเป็นการลดภาระการประเมิน แต่อย่างไรก็ตามจนถึงบัดนี้ภาระการจัดเอกสารประกันคุณภาพก็ไม่ได้ลดลงสักเท่าไร เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ดำเนินการจริงจัง และยังได้ประกาศใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระงานเอกสารประกันคุณภาพขึ้นมาอีกชุดใหญ่ ส่วนโครงการคืนครูให้นักเรียน ซึ่งเป็นการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการเพื่อช่วยครูทำงานธุรกา รทำให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น แต่เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่มีน้อยเกินไป (เจ้าหน้าที่ ธุรการ 1 คน ต้องวิ่งลอกปฏิบัติงาน 1-3 โรงเรียน) อัตราการลาออกสูงมากจึงยังช่วยงานอะไรไม่ได้นัก แม้รัฐบาลจะตระหนักรู้ถึงการ "ลดภาระการประเมิน" แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ โดยเรื่องดังกล่าวไม่ได้บรรจุอยู่ในวาระสำคัญของการปฏิรูปการศึกษารอบสองเลย
รูปแบบที่ล้มเหลวคณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ได้ประกาศเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษารอบสอง 4 ด้าน ดังนี้
โดยมีคำสำคัญคือ เน้นคุณภาพที่ตัวผู้เรียน ส่วนการปฏิรูปการศึกษารอบแรก มีเป้าหมายที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในกระแสโลกาภิวัตน์ ควบคู่กับการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีคำสำคัญคือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ดูเหมือนรูปแบบปกติตายตัวของการปฏิรูปการศึกษาจะประกอบด้วย การตั้งคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา ตั้งอนุกรรมการ ตั้งคณะทำงาน ตามด้วยการประชุมสร้างนโยบายแผนงาน และคำสั่ง แล้วส่งไปยังหน่วยใต้บังคับบัญชาเป็นทอดๆ จนไปถึงหน่วยใต้บังคับบัญชา สุดท้ายซึ่งได้แก่สถานศึกษา และผู้ที่รับสนองการทำงานก็คือครู/อาจารย์นั่นเอง โดยไม่เคยมีการศึกษาผลกระทบ หรือวิเคราะห์การทำงาน (task analysis) เลยว่าครู/อาจารย์แต่ละคนจะต้องใช้เวลาเท่าไรในการจัดทำเอกสาร เพื่อตอบสนองแผนเหล่านั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรงานทำเอกสารอันไม่จบสิ้น ซึ่งในขณะนี้คณะกรรมการเหล่านี้มีการสร้างแผนบูรณาการสำหรับการปฏิรูปการศึกษารอบสองไว้แล้วถึง 44 แผน ซึ่ง ดร. รุ่ง แก้วแดง ได้วิพากษ์ถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษารอบแรกว่าเป็นการทำผิดที่มีเรื่องที่ทำมากเกินไป จนไม่ได้ทำที่หัวใจของการศึกษา ตรงนี้เมื่อพิจารณาแนวโน้มแล้วแผนบูรณาการทั้ง 44 แผนสำหรับการปฏิรูปการศึกษารอบสองจะกลายเป็นส่วนเรื่องที่ "ทำมากเกินไป" อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้จัดทำไม่ได้มีทีท่าการจะจัดลำดับความสำคัญของแผนได้เลย ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าส่วนใหญ่ของแผนจึงเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน แก้ปัญหาไม่ตรงจุด และเป็นงานประจำธรรมดาได้ โดยไม่ต้องไปยกลำดับความสำคัญให้เป็นแผน ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพื่อขยายความให้เห็นว่าการ "ทำมากเกินไป" โดยไปยกกิจกรรมที่ไม่สำคัญให้กลายเป็นแผนขึ้นมาแล้วจะส่งผลเสียอย่างไร สมมุติว่าแผนทั้ง 44 แผน มีแผนที่สำคัญที่สุดถือเป็น "หัวใจ" และต้องทำก่อนอย่างอื่น 4 แผน ส่วนแผนที่เหลือ 40 แผน เป็นแผนที่ไม่สำคัญ หรือเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นงานประจำอยู่แล้ว ในกรณีที่ผู้บริหารรู้จักแยกแยะลำดับความสำคัญก็จะนำทั้ง 4 แผนที่สำคัญนั้นมาทำก่อน และทุ่มเททรัพยากรให้อย่างเต็มที่ เช่น ให้กำลังคนร้อยละ 80 ของหน่วยงานเข้าทำงานดังกล่าว ให้จัดทำเอกสารรองรับครบตามรูปแบบ PDCA ส่วนอีก 40 แผนที่เหลือก็ลดความสำคัญไม่ต้องทำเป็นแผน ดังนั้นไม่มีการจัดเอกสารรองรับแบบแผน ให้ทำเป็นคำสั่ง และกิจกรรมประจำตามปกติ ใช้กำลังคนร้อยละ 20 ดำเนินงานได้ทั้ง 40 กิจกรรม ลักษณะเช่นนี้งานก็จะสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเป็นกรณีผู้บริหารไม่รู้จักแยกแยะลำดับความสำคัญ ทั้ง 44 แผนจะสำคัญเท่ากัน แผนสำคัญที่สุดทั้ง 4 เดิมต้องใช้กำลังคนช่วยทำร้อยละ 80 คราวนี้จะได้รับการจัดกำลังคนให้เพียงร้อยละ (100/44)x4 = 9.1 ของกำลังคนในหน่วยงาน ดังนี้ทำให้แผนสำคัญทั้งสี่ล้มเหลวตามมาด้วย กิจกรรมหรือแผนที่เหลืออีก 40 แผนก็ล้มเหลวตามไปด้วย แต่ข้อสังเกตจากบทเรียนในอดีตคือ เมื่อเนื้องานหลักจริงๆ ทำไม่สำเร็จ แต่เอกสารของแผนทั้ง 44 แผนจะทำสำเร็จโดยได้รับการจัดทำอย่างครบถ้วน นับเป็นการเน้นความสำเร็จของเอกสารโดยแท้ ลักษณะความล้มเหลวดังกล่าวหาได้จำกัดวงอยู่เฉพาะในกระทรวงศึกษาธิการไม่ แต่ได้รับการส่งต่อ และขยายผลไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งรับแผน และนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการอีกทีหนึ่ง ส่งผลให้ครู/อาจารย์ทำงานล้มเหลวในงานหลักคือ งานสอนและงานวิจัย เพราะมัวแต่ไปทำงานอย่างอื่น ซึ่งผลสุดท้ายก็ได้แต่งานเอกสารที่ครบถ้วนดูดีเช่นเดียวกับหน่วยงานต้นทาง ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงประกอบจากการประกาศของ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเดือนตุลาคม 2553 ว่า จะใช้จุดเน้นคุณภาพผู้เรียนในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง สิ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการคือ ได้ระบุคุณลักษณะต่างๆ ที่ต้องการของผู้เรียนแล้ว สุดท้ายก็กำหนดให้สถานศึกษา (ซึ่งได้แก่ ครู/อาจารย์) จัดทำสิ่งต่อไปนี้
ด้วยกลไกเช่นนี้ ทำให้เราทราบได้ถึงมาตรการ หรือนโยบายต่างๆ จาก กระทรวงศึกษาธิการ ว่า สุดท้ายจะกลายเป็นงานสร้างกิจกรรม และเอกสารอันไปซ้ำเติมเพิ่มภาระงานเอกสารให้แก่ ครู/อาจารย์ได้อย่างไร และในช่วงเวลาหลายปีของการปฏิรูปการศึกษา สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหาจุดจบไม่ได้
การนำระบบจัดการศึกษาจากประเทศตะวันตก เข้ามาใช้กับประเทศไทยโดยขาดความเข้าใจ และขาดการคัดเลือกส่วนที่เหมาะสมมาใช้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด และสร้างความเสียหายกับการศึกษาของประเทศไทยมาโดยตลอดเช่นกัน บางทีเราอาจจะต้องการความคิดนอกกรอบ และความกล้าหาญบ้างว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากมายใหญ่โต ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบต่างประเทศ (โดยขาดความเข้าใจ) ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล เพียงแต่ใช้วิธี "ทำด้วยการไม่กระทำ" นั่นคือ ให้ยกเลิกสิ่งที่ทำผิดไว้ในการปฏิรูปการศึกษารอบแรก และเปลี่ยนวิธีการทำงาน (ให้มีประสิทธิภาพ) เท่านั้น ไม่ต้องทำงานเพิ่ม ขณะนี้การปฏิรูปการศึกษาของเราเปรียบเสมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน ซึ่งตอนนี้เราขึ้นมานั่งบนหลังช้างแล้วกว่าสิบปี และยังจับตั๊กแตนไม่ได้ (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนปีล่าสุดยังคงต่ำลงอย่างต่อเนื่อง) น่าจะถึงเวลาที่จะเปลี่ยนวิธีการได้แล้ว การทำให้น้อยลงนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่นชื่อ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ผู้คิดวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติขึ้น โดยใช้หลักปรัชญาการทำด้วยการไม่กระทำ ได้กล่าวไว้ว่า บางครั้งคนเราทำงานเกินจำเป็นเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาปรารถนา และบางสิ่งที่เขาปรารถนาก็เป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับเขา...... ตามปกติเมื่อเราคิดจะพัฒนาวิธีการอะไรสักอย่าง เรามักจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า "ลองวิธีนี้ดีไหม" หรือ "ลองวิธีนั้นดีไหม" ผมทำตรงกันข้าม.... ซึ่งส่งผลให้งานง่ายขึ้น ยิ่งกว่าหนักขึ้น วิธีคิดของผมก็คือ "ลองไม่ทำสิ่งนี้ดู ลองไม่ทำสิ่งนั้นดูซิ" การที่เราจะยกเลิกหรือลด กิจกรรม แผนต่างๆ ที่เป็นส่วนเกินออกไปได้นั้น ขอให้เรามาพิจารณาลักษณะการเกิดของมันก่อน เมื่อสืบสาวไปยังต้นเหตุแล้วเราจะพบว่า กิจกรรมส่วนเกินเหล่านี้ถูกคิดทำขึ้นจากนักวิชาการส่วนหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ตามตำรับตำราแต่ไม่เคยเชื่อมโยงกับความจริงเลย ผู้เขียนขอเรียกนักวิชาการเหล่านี้ว่า "นักปริยัติทางการศึกษา" นักวิชาการเหล่านี้ได้คิดนโยบาย แผน คำสั่ง ตัวบ่งชี้ ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรม และเอกสารเฟ้อขึ้นมาอย่างมากมาย
รูปแบบเช่นนี้ใช้ไม่ได้ เพราะสถานศึกษาไม่ใช่นักเรียน แต่เป็นสถานประกอบการหรือองค์กรที่เป็นมืออาชีพแล้ว ขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ พนักงานขายของบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับการประเมินผลการทำงานจากยอดขายสินค้าที่พนักงานนั้นทำได้ ซึ่งก็เป็นปกติ ต่อมาบริษัทปรับปรุงวิธีการประเมิน โดยเชิญนักวิชาการมาช่วยประเมิน ซึ่งนักวิชาการดังกล่าวก็เป็นนักวิชาการที่ติดนิสัย "ครูตรวจงานนักเรียน" ดังนั้นจึงมาพร้อมกับ รายการตัวบ่งชี้หลายรายการ เช่น บุคคลิกภาพ ภาษาที่ใช้ การแต่งกาย โดยมียอดขายสินค้าเป็นหนึ่งในหลายรายการตัวบ่งชี้นั้น ซึ่งเมื่อคิดคะแนนประเมินออกมาแล้ว พนักงานขายที่เคยได้คะแนนการประเมินดีจากการคิดคะแนนจากยอดขายอย่างเดียวกลับได้คะแนนต่ำลง แน่นอนที่เจ้าของบริษัทที่มีวิจารณญาณอยู่ย่อมต้องกลับไปเลือกวิธีประเมินแบบเดิมคือ จากยอดขายอย่างเดียวซึ่งเป็นผลลัพธ์ (out put) ที่ชี้ขาด ก่อนที่จะสูญเสียพนักงานขายดีๆ ไป ตัวอย่างข้างบนชี้ให้เห็นว่า ในการประเมินบุคคลหรือองค์กรที่เป็นมืออาชีพแล้ว เราต้องประเมินที่ผลลัพธ์เป็นหลัก การประเมินกระบวนการ (process) อาจทำให้ผิดพลาดได้เพราะในสภาพจริงจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงานมากกว่าในสภาพจำลองซึ่งใช้ในการเรียนการสอน ในทางกลับกัน จะเป็นการถูกต้องที่เราจะประเมินนักเรียนซึ่งยังไม่ได้เป็นมืออาชีพด้วยการประเมิน กระบวนการ เพราะถือว่าขั้นตอนกระบวนการเป็นสิ่งที่ครูต้องฝึก ต้องสอนให้นักเรียนทำให้ได้เป็นขั้นๆ ไปจนถึงขั้นสุดท้ายได้เป็นผลลัพธ์ (โดยจัดสภาวะการเรียนจำลองให้คล้ายสถานการณ์จริงที่สุด) หรือสรุปได้ว่า การประเมินการทำงานของมืออาชีพเน้นประเมินจากผลลัพธ์ โดยมีความเชื่อว่าผู้ถูกประเมินมีความสามารถอยู่แล้ว เพียงแต่การประเมินจะช่วยให้เขาทำตามเกณฑ์ แต่กรณีประเมินนักเรียนซึ่งเป็นการประเมินผู้ที่อยู่ระหว่างการเรียน เป็นการประเมินเพื่อเน้นการสอนหรือการพัฒนาเพิ่มเติม จึงเน้นการวัดทั้งกระบวนการ และผลลัพธ์ ซึ่งแม้ว่าถ้าให้น้ำหนักแก่คะแนนกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ ก็ไม่มีความเสียหายอะไร เพราะทุกอย่างยังไม่ใช่ของจริง (เป็นเพียงสิ่งที่จำลองขึ้นจากการเรียนการสอน) การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการรับผิดชอบอยู่โดยเน้นการประเมินตัวบ่งชี้กระบวนการ จึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อสถานศึกษาเลย นอกจากจะทำให้ผลลัพธ์การประเมินผิดจากความจริง เพราะการให้น้ำหนักคะแนนผิดแล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างภาระการประเมินที่สูงสุดเท่าที่ทำกับสถานศึกษาในขณะนี้
หัวข้อต่อไปนี้เกิดจากการที่ "นักปริยัติทางการศึกษา" ไม่รับรู้หรือไม่เชื่อมโยงตำรากับความจริงจึงได้บัญญัติกติกาที่ทำให้เกิดการสร้างเอกสารเท็จ หรือกิจกรรมแปลกๆ ผิดที่ผิดทาง ดังนี้ 1. ทำกิจกรรมประจำให้กลายเป็นแผนกิจกรรมประจำที่สถานศึกษาทำอยู่เป็นประจำ เช่น งานไหว้ครู งานกีฬาสี ฯลฯ ซึ่งเดิมสามารถจัดทำได้โดยแทบจะไม่ต้องมีเอกสารกำกับ แต่พอมีการประเมินคุณภาพการศึกษา กิจกรรมประจำเหล่านี้ต้องจัดให้อยู่ในรูปของแผนหรือโครงการที่มีเอกสาร PDCA ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างในงานประกันคุณภาพการศึกษาได้ นับเป็นการสร้างเอกสารเท็จเพราะเกินไปจากการรองรับงานจริง และเพิ่มภาระงานเอกสาร 2. กิจกรรมในวิชาเรียนจับมาไว้นอกวิชาเรียนการพัฒนา นักเรียน/นักศึกษา ด้วยกิจกรรม วิธีที่มีประสิทธิภาพคือให้กิจกรรมนั้นอยู่ในหลักสูตรหรือวิชาที่สอน แต่เนื่องจากระบบประกันคุณภาพการศึกษาเรียกร้องให้ทำแผนจำนวนมาก วิธีหนึ่งในการสร้างแผนก็คือการดึงกิจกรรมที่สอนอยู่ในวิชาใดวิชาหนึ่งอยู่แล้วออกมา แล้วทำการสวมแผนลงไป เช่น การดูงานหรือทัศนะศึกษา จะเห็นว่า นอกจากสร้างเอกสารเท็จโดยไม่จำเป็นแล้ว เมื่อกิจกรรมเหล่านี้มาอยู่นอกชั้นเรียนยังสร้างภาระแก่ ครู/อาจารย์ ที่จะต้องสร้างสถานการณ์ตัดริบบิ้น ถ่ายรูปขึ้นมาอีก 3. สมุดพกความดี เกราะเหล็กคุณภาพการที่มีการใช้ระบบประเมินคุณภาพการศึกษาไทยแบบผิดๆ มาได้อย่างยาวนาน โดยไร้การโต้แย้ง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะระบบดังกล่าวมีเกราะเหล็กอันแข็งแกร่งสำหรับป้องกันตนเอง ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อไวรัสโรคเอดส์ที่ประสบความสำเร็จในการอยู่รอดโดยใช้วิธีโจมตีที่จุดยุทธศาสตร์คือ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เกราะดังกล่าวได้แก่ การบัญญัติให้ทำสิ่งดีๆ คือ คุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น การเสนอสิ่งเหล่านี้ในที่ประชุมมักจะไร้การโต้แย้งคัดค้าน เพราะใครที่คัดค้านก็เหมือนผู้ร้ายในองค์กรที่คัดค้านสิ่งดีๆ แม้ว่าโดยวิธีการแล้วจะไม่มีทางสำเร็จเลยก็ตาม โดยเฉพาะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีค่านิยมเรื่องหน้าตาเป็นสิ่งสำคัญ ระบบที่ผิดๆ นี้จึงงอกงามเป็นพิเศษ
ความจริงการส่งเสริมให้คนทำดี มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นสิ่งถูกต้องแน่นอน แต่วิธีการใช้สมุดพกความดีไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะการวัดความดีซึ่งเป็นนามธรรมให้เป็นคะแนนเป็นสิ่งที่ทำยาก ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการเอาคะแนนที่วัดได้ไปตัดสินอนาคตหรือความอยู่รอดของผู้คน ผลที่ได้คือ ทำให้ครู และนักเรียนทั่วประเทศต้องสร้างเอกสารเท็จขึ้นมา เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและสถาบัน บางท่านอาจไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็ขอให้พิจารณากรณีที่คล้ายกันคือ กรณีการรวมคะแนนค่า GPA ของนักเรียนเข้ากับคะแนนสอบแอดมิชชัน ซึ่งมีเสียงโต้แย้งแต่แรกแล้วว่า จะทำให้มีการปล่อยเกรดให้นักเรียนของตนเองจากโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ เกิดการปล่อยเกรดค่า GPA ของโรงเรียนทั่วประเทศจริง ที่จริงทุกคนอยากเป็นคนดี (โดยเฉพาะครูบาอาจารย์) แต่การสร้างเงื่อนไข "ไม่โกงอยู่ไม่ได้" ขึ้นมาของนักปริยัติทางการศึกษา ส่งผลให้แทนที่จะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กลับทำให้ครู และนักเรียนต้องสร้างหลักฐานเท็จ มีข้อสังเกตว่ากติกาที่สร้างเงื่อนไข "ไม่โกงอยู่ไม่ได้" ที่พบได้ทั่วไปในเอกสารประกันคุณภาพ อันนำไปสู่การสร้างหลักฐานเท็จมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ (1) มีตัวบ่งชี้ที่คลุมเครือวัดค่ายากหรือเกินกำลังที่จะทำได้ (2) คะแนนจากตัวบ่งชี้ไปผูกกับความอยู่รอดของผู้ถูกประเมิน (3) ผู้ถูกประเมินเป็นผู้เตรียมเอกสาร 4. การจัดการความรู้ (knowledge management, KM) เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนการจัดการความรู้เป็นหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งภายใต้ศาสตร์บริหารจัดการ ส่วนระบบประกันคุณภาพก็เป็นเรื่องที่มาจากศาสตร์บริหารจัดการเช่นกัน การนำระบบประกันคุณภาพมาใช้กับสถานศึกษาจึงมีการพ่วงหัวข้อการจัดการความรู้เข้ามาด้วย
การนำหัวข้อการจัดการความรู้มาใช้ในการประเมินคุณภาพสถานศึกษาเป็นการทำผิดแบบ "เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน" ทั้งนี้เพราะสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็มีการจัดการความรู้อยู่ก่อนแล้ว และทำเป็นอาชีพไม่ใช่ทำเป็นส่วนเสริม สถานศึกษามีการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจโดยธรรมชาติ ชั้นของสายบังคับบัญชามีน้อย ครู/อาจารย์ ได้รับบทบาทของผู้มีปัญญา สามารถมีอำนาจตัดสินใจการจัดการเรียนการสอนของตนเองได้ค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็นวิธีการสอน การจัดกิจกรรม การคิดคะแนน การตัดเกรด อีกทั้งสถานศึกษาก็เป็นมืออาชีพทางการจัดการความรู้อยู่แล้ว โดยมีการจัดการสอนวิชาต่างๆ หลายหลากวิชา แก่ผู้เรียนจำนวนมาก มีการจัดการผู้สอน สถานที่และอุปกรณ์ (จัดตารางสอน) สำหรับความรู้ที่สร้างขึ้นใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ ก็ได้มีการจัดการงานวิจัยที่มีการดำเนินการและพัฒนาการมายาวนานนับพันปี ตามพัฒนาการของมหาวิทยาลัย ปัญหาคือสิ่งเหล่านี้คนในวงการศึกษาเองไม่รู้ว่าคือสิ่งเดียวกับการจัดการความรู้ของศาสตร์บริหารจัดการ เมื่อคิดว่า การจัดการความรู้ที่นำมาใช้ เป็นส่วนเสริมที่มาจากศาสตร์อื่นจำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ จึงกลายเป็นภาระแก่สถานศึกษาที่จะสร้างการจัดการความรู้ใหม่ขึ้นมา ไม่ให้ซ้อนกับสิ่งที่สถานศึกษาทำอยู่แล้ว จัดเป็นภาระหนักเพราะเป็นความพยายามที่จะคิดสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมา 5. บริหารความเสี่ยง เสี่ยงจริงหรือหัวข้อบริหารความเสี่ยงมีลักษณะเช่นเดียวกับกรณีของหัวข้อการจัดการความรู้ ในแง่ที่เป็นหัวข้อที่ติดมากับศาสตร์บริหารจัดการ และไม่สมควรที่จะนำมาใช้เพื่อประเมินคุณภาพสถานศึกษา แต่เมื่อนำมาใช้จึงทำให้เกิดอาการฝืนและมีนงงแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ไม่แพ้กรณีการจัดการความรู้
การประเมินเรื่องบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่สมควรจะทำกับเจ้าของ หรือผู้บริหารที่กำลังจะลงทุนหรือขยายธุรกิจ ซึ่งถ้าเทียบเป็นสถานศึกษาแล้วกรณีเป็นโรงเรียนก็ควรจะประเมินคนของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอำนาจตั้งโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่ไปใช้เรื่องบริหารความเสี่ยงไปประเมินโรงเรียนที่ตั้งไปแล้วทุกปีๆ ส่วนกรณีมหาวิทยาลัยก็ทำนองเดียวกัน การประเมินเรื่องบริหารความเสี่ยงต้องทำกับผู้มีอำนาจในการวางแผนหรือลงทุนตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ ตั้งวิทยาเขตใหม่ ตั้งคณะใหม่ ซึ่งได้แก่ กรรมการสภามหาวิทยาลัย และนายทุนเจ้าของมหาวิทยาลัย เมื่อหน่วยงาน เช่น มหาวิทยาลัยใหม่ หรือคณะต่างๆ ตั้งไปแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปประเมินความเสี่ยงกันทุกปีอีกแล้ว การประเมินความเสี่ยงที่ดำเนินการกับสถานศึกษาที่สร้างเสร็จแล้วทุกปี ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ การพยายามประเมินเช่นนี้ทำให้สถาบันต้องสร้างหลักฐานขึ้น โดยไปประเมินความเสี่ยงในเรื่องสัพเพเหระที่ไม่ได้มีมูลค่าถึงกับต้องประเมินเลย 6. บูรณาการ เท่าไหร่จึงจะพอดูเหมือนนักปริยัติทางการศึกษาจะไม่สามารถประมาณสิ่งต่างๆ ได้ถูกต้องเลย มาตรการต่างๆ จะใช้มากหรือน้อย หนักหรือเบา เร็วหรือช้า ดูจะมีปัญหาไปทั้งสิ้น โดยเฉพาะคำเฉพาะทางศึกษาศาสตร์ เช่น บูรณาการ ความต่อเนื่อง หรือ พัฒนาการ ซึ่งหลายครั้งที่คำเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการตั้งกติกา ทำตัวบ่งชี้ หรือแม้แต่การออกข้อสอบโดยการประมาณใช้ที่ผิดๆ แล้วทำให้เกิดเป็นเรื่องตลกที่ก่อผลร้ายระดับชาติ ตัวอย่างเช่นที่เกิดกับข้อสอบโอเน็ตในบางปี สำหรับในระดับมหาวิทยาลัย ทางกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังระบุให้มหาวิทยาลัยบริการวิชาการแล้ว ให้นำกลับมาบูรณาการกับงานวิจัย หรืองานสอนอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินจำเป็น และฝืนธรรมชาติของการให้บริการวิชาการตามปกติ ขอยกตัวอย่าง เปรียบเหมือนพรานที่ออกล่าสัตว์โดยใช้ธนู การที่พรานยิงธนูออกไปแล้ว หากมีการเก็บลูกธนูกลับคืนมาเพื่อใช้ใหม่ได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นหรือสำคัญอะไร เมื่อเทียบกับภารกิจหลักคือการล่าสัตว์ให้ได้ การตั้งกฏเกณฑ์ให้พรานเก็บลูกธนูที่ยิงไปแล้วกลับคืนให้ได้ รังแต่จะสร้างภาระจนไม่เป็นอันทำภารกิจหลักคือ การล่าสัตว์ 7. อาจารย์มหาวิทยาลัยสลับร่างกับครูโรงเรียนจากการปฏิรูปการศึกษารอบแรก มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของ กระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่ ได้มีการรวมเอาทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีหน้าที่ดูแลการศึกษาระดับอุดมศึกษา เข้าไปสังกัดใต้ร่มของ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานคณะกรรมการอุดดมศึกษา (สกอ.)
สิ่งที่เกิดขึ้นกับระดับอุดมศึกษาคือ กิจกรรมต่างๆ มากมายที่เดิมพบเห็นในโรงเรียน ก็มาเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยจะต้องเกณฑ์ (กวาดต้อน) นักศึกษามาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ประกวดเด็กดี ทำบอร์ดวันสำคัญประจำปี ฯลฯ นอกจากนี้อาจารย์ยังต้องพยายามทำงานวิจัยในชั้นเรียน (แทนที่จะไปทำงานวิจัยในสาขาวิชาหลักของตนเอง) ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นการบั่นทอนพัฒนาการของอุดมศึกษาโดยแท้ จริงอยู่กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนทางด้านต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ชนิดของกิจกรรม ความถี่ของกิจกรรมที่ใช้ย่อมแตกต่างกันไปตามวัยของผู้เรียนซึ่งมีพัฒนาการที่ช่วงวัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน การพัฒนาการของเด็กในวัยโรงเรียนย่อมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และทั้งทางร่างกาย และจิตใจ จำเป็นต้องให้ความสำคัญแก่กิจกรรมที่รองรับพัฒนาการเหล่านั้น ซึ่งต้องมีมากหลากหลายไปด้วย แต่เมื่อผู้เรียนอยู่ในวัยอุดมศึกษา การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาการค่อนข้างคงที่ เปรียบเสมือนไม้แก่ ดังนั้นกิจกรรมที่รองรับกับผู้เรียนในวัยนี้จึงควรจะน้อยลง และเน้นกิจกรรมรองรับวิชาชีพต่างๆ มากกว่า ส่วนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูที่ต้องการขอเลื่อนวิทยฐานะก็จะต้องทำผลงานวิชาการ ซึ่งแทบจะเลียนแบบการทำงานวิจัยเพื่อขอตำแหน่งวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ซึ่งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่จำเป็นถึงกับต้องทำงานวิจัยขนาดนั้นเลย การทำผลงานวิชาการเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะของครู เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูไม่ทุ่มเทเวลาให้แก่งานสอน และเกิดการจ้างทำผลงานวิชาการขึ้นอย่างมากมาย จึงมีผู้เสนอไว้อย่างน่าสนใจคือ ให้แก้ไขโดยให้ประเมินเลื่อนวิทยฐานะของครูจากผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียน ตามบทความเรื่อง "ให้ตำแหน่ง คศ. 3 แก่ครูอย่างไร : คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง" โดย บุญมี พันธุ์ไทย ข้อเสนอแนะแม้ว่าจะมีการพูดจากหลายฝ่ายว่า การปฏิรูปการศึกษารอบปัจจุบันให้มีการเน้นที่คุณภาพผู้เรียน (คล้ายว่าผู้นำ หรือหัวหน้าหน่วยงานจะทราบแล้วว่าไม่ต้องไปเน้นวัดอย่างอื่น) แต่อย่างไรก็ตามในทัศนะของผู้เขียนแล้ว การกล่าวเช่นนี้ยังเจาะจงสาเหตุไม่ชัด และอาจไม่มีความแตกต่างจากการเน้นคำว่าผู้เรียนเป็นสำคัญจากการปฏิรูปการศึกษารอบแรกเลย โดยเฉพาะเมื่อยังดำเนินการในรูปแบบเดิมที่ล้มเหลว ข้อความดังกล่าวย่อมถูกตีความเฉไฉเป็นอย่างอื่นไปได้ ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นต้องระบุว่า เน้นคุณภาพผู้เรียนก็คือ เน้นผลสัมฤทธิ์ในการทำข้อสอบ และจะมีผลสัมฤทธิ์การทำข้อสอบได้ก็ต้องไปแก้ปัญหาให้ครูมีเวลาให้กับการสอนเต็มที่ ซึ่งจะมีเวลาสอนเต็มที่ก็ต้องไปลดภาระการประเมิน (คุณภาพการศึกษา)
ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นที่จะต้องกล้ายอมรับความจริงที่ว่า สาเหตุของคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำมาตลอดในช่วงการปฏิรูปการศึกษา มีสาเหตุจากระบบประเมินคุณภาพการศึกษาแบบผิดๆ ไม่ใช่สาเหตุอื่น แล้วให้ดำเนินการปฏิรูปวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษาเสียใหม่โดยยึดหลักการ "การประเมินที่ดีย่อมไม่สร้างภาระการประเมินแก่ผู้ถูกประเมิน" และให้มีวาระแห่งชาติ (ทางการศึกษา) ว่าด้วยการลดภาระการประเมิน อาจรณรงค์ด้วยคำสำคัญว่า "ครูต้องทำหน้าที่สอน" หลังจากทำตามมาตรการแล้วประเมินผลโดยให้ทำโพลล์สำรวจดัชนี "ภาระการประเมิน" ของ ครู/อาจารย์ ทุกสามเดือน สำหรับมาตรการที่จะต้องทำมีดังนี้
โดย ผศ. บรรเทิง ศิลป์สกุลสุข ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ บทความนี้ผมได้รับมาจากผู้เขียนโดยตรง ซึ่งมีความปรารถนาต้องการจะเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 นี้ประสบผลสำเร็จ ท่านใดต้องการนำไปเผยแพร่ต่อก็ขอขอบพระคุณยิ่ง และโปรดได้กรุณาอ้างอิงเนื้อหาบทความตามที่ได้แจ้งในที่มาด้านบนด้วยครับ ช่วยกันเพื่อให้การศึกษาของประเทศไทยเราขยับไปยืนเทียบเคียงในแถวหน้าได้ ด้วยความขอบคุณ |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 22 มิถุนายน 2011 เวลา 17:27 น. |
Comments
RSS feed for comments to this post