" . . . เป็นไปได้ยากยิ่ง ที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำงานตรงกับวิชาที่เรียนมา หรือพอดีกับคุณวุฒิที่มีอยู่ บางคนอาจต้องทำงานต่ำกว่าระดับวิทยฐานะ บางคนอาจต้องทำงานคนละแนวทางกับที่ศึกษา จะเป็นอย่างใดก็ตาม ก็ควรยินดีและเต็มใจทำ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานการศึกษาเพียงพออยู่แล้ว ที่จะคิดหาแนวปฏิบัติงานทั้งนั้นให้ดีได้ ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะต้องตั้งใจทำงานให้จริง ด้วยความคิด ด้วยความพยายาม ด้วยความพอเหมาะพอดี และด้วยความรู้จักสังเกตศึกษา เพื่อให้สามารถทำงานได้เสร็จสมบูรณ์ทุกสิ่ง พร้อมทั้งได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับด้วย . . ." พระบรมราโชวาท |
| สอนตามหลักสูตรหรือสอนเพื่อการแข่งขัน |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน 2011 เวลา 00:00 น. |
|
วันเสาร์ที่แล้ว (19 พฤศจิกายน 2554) เขาตั้งให้ผมเป็นประธานกรรมการตัดสินการแข่งขันอัจฉริยะไอที (งานศิลปหัตกรรมระดับสหวิทยาเขต) เลยมีเรื่องที่ต้องบันทึกไว้สักหน่อย แม้ข้อมูลที่ได้จะน้อยโรงเรียนเพราะแข่งขันกลุ่มย่อยไม่ใช่ระดับจังหวัดและระดับภาค แต่มันก็สะท้อนให้เห็นได้ในระดับหนึ่ง เลยนำมาเสนอเป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนต่างๆ ให้ตรงกับมาตรฐานหลักสูตรแกนกลาง เป็นเพียงความคิดเห็นที่ได้จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนเท่านั้น ท่านอาจมีความเห็นต่างได้ครับ ในการแข่งขันกิจกรรมที่เขาตั้งชื่อมาว่า "อัจฉริยะไอที" นี้หลายๆ คนก็งงๆ อยู่ว่าคืออะไร ถ้าไม่ไปอ่านเกณฑ์ก่อนว่า วัดความอัจริยะจากอะไรกัน ในเกณฑ์การแข่งขันเขาแบ่งออกเป็นสองส่วนดังนี้
ข้อสอบปรนัย 30 ข้อ อัตนัย 4 ข้อ ก็เป็นการถามความรู้ทั่วไปตามหลักสูตรแกนกลาง สสวท. นั่นแหละครับ แต่ก็มีโรงเรียนที่ตอบได้สูงสุดคือ 40 คะแนน ต่ำสุด 11 คะแนน เป็นที่น่าสังเกตว่า มีเพียงโรงเรียนเดียวที่สามารถเขียนผังงาน (Flowchart) ได้ แม้จะไม่ถูกทั้งหมดแต่ก็ยังสามารถสื่อด้วยสัญลักษณ์การดำเนินการได้จาก Start > End มีเงื่อนไขชัดเจน ทั้งๆ ที่มีกำหนดให้สอนในหลักสูตรตั้งแต่ ม.ต้น ทีเดียว มีอยู่ข้อหนึ่งที่ให้นักเรียนบอกชื่อ Browser มา 5 ชื่อ (5 คะแนน) มีตอบได้สูงสุด 4 ชื่อ บางโรงเรียนบอกไม่ได้เลย ใส่ชื่ออะไรมาก็สุดจะคาดเดา (ไม่เข้าใจความหมายของบราวเซอร์) เอ๊ะ... ยังไงกัน ก็เห็นเล่นเฟซบุ๊ค ค้นหาจาก Google กันอยู่ทุกวัน ครูเราไม่ได้บอกหรอกหรือว่าที่เราท่องโลกกว้างนั้นผ่านทางบราวเซอร์ คนใช้วินโดว์ส่วนใหญ่ก็จะมี Internet Explorer (IE) กันเป็นหลักอยู่แล้ว หรือครูจะบอกเพียงว่าคลิกที่สัญรูปตัว e สีน้ำเงินเท่านั้น จริงๆ แล้วมันก็ถูกพูดถึงกันอยู่ทั่วไปนั่นแหละเพราะหลายๆ บราวเซอร์ก็สามารถใช้ได้หลายระบบปฏิบัติการอยู่อย่าง Firefox, Google Chrome, Safari, Opera ก็ใช้บนวินโดว์ได้ด้วย การสอนในหลักสูตรเรื่องประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ตก็จะกล่าวถึง Netscape ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบบราวเซอร์ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นบราวเซอร์ยอดนิยมอื่นๆ ซึ่งครูผู้สอนสามารถดูเพิ่มเติมได้จากที่นี่ คลิก
ก็เลยมีความรู้สึกชักจะเป็นห่วงต่อการที่เรากำลังจะส่งเสริมให้นักเรียนใช้อุปกรณ์พกพาในการเรียน (Tablet) มันจะเหนือกว่ากระดานชนวนจริงหรือสำหรับเด็กวัยประถมศึกษา? ผมยังคิดว่า เด็กในวัยนี้น่าจะส่งเสริมการฝึกหัดขีดเขียนให้สวยตามอักขระวิธี อ่านให้ได้ใจความ ท่องสำนวนบทอาขยานให้ขึ้นใจ จะทำให้ภาษาไทยของเราคงอยู่ และฝังในความทรงจำอย่างยั่งยืน การเขียนบรรยายความรู้ บรรยายความรู้สึกของตนเองต่อผู้อื่นจะทำได้ดียิ่งขึ้น ผมยังเชื่อเช่นนี้...
มีคำถามตามมาว่า สาเหตุที่ไม่มีการสอนตามมาตรฐานหลักสูตรเพราะอะไร? คำตอบมีได้หลายคำตอบตามบริบทของโรงเรียน เช่น ไม่มีครูสายตรงในรายวิชานั้นๆ (ขอพูดเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์นะครับ) เอาครูวิชาอื่นๆ ที่มีความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์มาสอน ซึ่งก็จะสอนตามที่ครูถนัดอย่างใช้โปรแกรมประมวลผลคำได้ดีก็สอนแต่นักเรียนพิมพ์งาน รู้จักการนำเสนอดีก็สอนแต่สร้างงานนำเสนอ จะโทษครูก็ใช่ที่นะครับ ต้องโทษฝ่ายบริหารที่ไม่ดูแลเรื่องหลักสูตรการศึกษา และโทษศึกษานิเทศก์ด้วยที่ไม่แนะนำเรื่องการจัดการหลักสูตร เอกสาร คู่มือให้กับทางโรงเรียน มีเพื่อนครูในโรงเรียนเล็กๆ ห่างไกลออกไปเมื่อนำนักเรียนมาแข่งขันเจอหนังสือแบบเรียนและคู่มือครูของ สสวท. ยังถามเลยว่า เอามาจากไหน มีขายด้วยหรือ? เขาขาดโอกาสที่จะมารับความรู้ รับการอบรมในเรื่องการจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน ผมยังเสียดายที่ สสวท. งดการจัดฝึกอบรมขยายผลการใช้หลักสูตรคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนไปแล้วหลายปี (ผมเคยเป็นหน่วยจัดอบรมให้กับ สสวท. มาตั้งแต่ปี 2538 -2551) ซึ่งมีครูจากโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา เข้ารับการอบรมปีละประมาณ 100 โรงเรียน/ศูนย์ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงอยู่ดี และที่สำคัญเราขาดแม่ไก่ (ศน.) ที่เข้าใจในการจัดการหลักสูตรไปเสริมเพิ่มเติมให้กับโรงเรียนต่างๆ หลักสูตรการศึกษาไทยใช้ไม่ได้ผล เพราะกิจกรรมการแข่งขันนานาที่หลายๆ หน่วยงานจัดขึ้นนั้น ไม่ได้จัดเพื่อวัดทักษะกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียน แต่แข่งขันด้วยเรื่องราวนอกหลักสูตรที่กรรมการคิด (เอาเอง) ว่า มันจะวัดความสามารถของนักเรียนได้ หลายๆ โรงเรียนจึงลืมหลักการและมาตรฐานของหลักสูตร มุ่งเน้นแต่จะสอน (ฝึกอย่างเข้มข้น) ในสิ่งที่จะใช้ (ซอฟท์แวร์) ไปร่วมการแข่งขันเท่านั้น
เห็นไหมล่ะครับมันกระทบกันมาเป็นลูกโซ่ จากระดับนโยบายซัดลงมาเป็นทอดๆ แต่พอผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนรู้ระดับชาติออกมา มันตกกราวรูดแล้วจะโทษใครดี... คิดว่าท่านคงจะมีคำตอบในใจแล้วล่ะ แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2011 เวลา 10:06 น. |
Comments
RSS feed for comments to this post