"...ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์ และห่วงรายได้กันมากเข้ามากเข้าแล้ว จะเอาจิตใจที่ไหนมาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ บั่นทอน ทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรดีเหลือไว้พอที่ตัวเองจะภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพอีกต่อไป..." พระบรมราโชวาท |
| แป๊ะเจี๊ยะ เรื่องเล่าจากต้นตอ |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันพฤหัสบดีที่ 08 ธันวาคม 2011 เวลา 21:02 น. |
|
แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องเมืองจีนขอเล่าเรื่องเมืองไทยในสภาวะประสบอุทกภัยสักเล็กน้อย ความจริงใครๆ ก็ทราบกันแล้วล่ะว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จนใครๆ ก็เอาไม่อยู่ ที่ท่วมมิดหัวนานนับเดือน หลายเดือนก็มี ผมอาจจะโชคดีหน่อยที่บ้านใน กทม. น้ำไม่ท่วม แต่ที่อุบลฯ โดนไปสองรอบเสียหายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ทำให้คิดถึงความคิดเห็นของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่อนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครที่เคยพูดถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อคือ
ข้อสุดท้าย! อ่านแล้วอาจต้องแปะติดข้างฝาไว้เลย!! ก็ดีนะ โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่กำลังตื่นเต้นกับการเชื่อมโยงประชาคมอาเซียน กำลังเห่อโรงเรียนมาตรฐานสากล ถ้าท่านทำให้เยาวชนของชาติเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็งไม่ได้ คราวนี้เห็นทีจะแย่แน่แล้ว ส่วนข้ออื่นๆ เราที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นครู เป็นผู้บริหารจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนครับ จะทำตัวซื่อบื้ออยู่ไม่ได้แล้ว บทเรียนจากเมืองจีน
นั่งเรือข้ามฟากจากเชียงของข้ามมาที่ห้วยทราย สปป.ลาว มาที่เรื่องเล่าจากเมืองจีนกันต่อ การเดินทางครั้งนี้เหนื่อยจากการเดินทางมากกว่าอย่างอื่นครับ เพราะใช้ชีวิตบนรถเสียมากแต่ก็ได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่างทีเดียว อย่างช่วงเดินทางจากประเทศไทยที่ด่านอำเภอเชียงของข้ามไปยังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้วใน สปป.ลาว ก็ทำให้รู้ว่าการพัฒนาของลาวนั้นอยู่บนพื้นฐานของความช่วยเหลือจากชาติอื่นๆ ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ และการสัมปทานของเอกชนต่างชาติ ความเป็นอยู่ของชาวลาวทั่วไปนั้นยังถือว่าห่างชั้นกันมาก (ที่รวยก็รวยล้นฟ้า ที่จนก็จนยากไร้จริงๆ)
สาวลาวยังคงนุ่งผ้าซิ่น และหนุ่มอำคาไกด์เดินทางช่วงผ่าน สปป.ลาว สำหรับประเทศจีนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และประชากรนับพันล้าน การพัฒนากลับเป็นไปได้อย่างรวดเร็วกว่า สปป.ลาว ทั้งๆ ที่มีรัฐบาลบริหารประเทศในระบอบสังคมนิยมเช่นเดียวกันก็ตาม เพราะหลักคิดต่างกันในลาวให้เอกชนรับสัมปทานกิจการหลายๆ อย่าง แต่ในจีนกิจการต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นของรัฐบาลดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่กิจการน้ำมัน การเกษตรควบคุมโดยรัฐบาลทั้งกลไกการผลิตและการจำหน่าย การจัดกาที่อยู่อาศัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสาธารณูปโภค
เส้นทางสาย R3A จากห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต็น ใน สปป.ลาว รัฐบาลจีนต้องการพัฒนาถนนหนทาง ที่อยู่อาศัย สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า จะต้องมีการย้ายผู้คนออกจากถิ่นที่อยู่เดิม รัฐบาลจีนจะดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เป็นชุมชนที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อม แล้วโยกย้ายชุมชนจากแหล่งเดิมไปยังที่อยู่ใหม่ จัดการเรื่องการประกอบอาชีพดั้งเดิมให้สามารถดำรงอยู่ได้ เช่น ชุมชนหมู่บ้านทำมีดของไทลื้อ ก็ยังทำอาชีพเดิมแต่ที่อยู่อาศัยเป็นสไตล์หมู่บ้านสมัยใหม่ จัดทำแหล่งจำหน่ายสินค้าให้คณะนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม มีการฝึกฝนการนำเสนอสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ เอาการตลาดเข้ามาช่วยเสริมทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้ดังเดิม (ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ)
ในสิบสองปันนาเต็มไปด้วยสวนยางพาราและสวนกล้วยหอม ที่นี่ไม่มีผลไม้ 2 ชนิดคือ มังคุดและทุเรียน อย่างในสิบสองปันนา พื้นที่เหมาะแก่การปลูกกล้วยหอม และยางพารา รัฐบาลก็เข้าไปส่งเสริมและควบคุมปริมาณการปลูกไม่ให้ล้นตลาด ทำให้ได้ราคาดี ประชาชนก็มีความสุขได้ด้วยการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชหลักและพืชสวนเสริมส่งไปจำหน่ายทั้งในประเทศ (กำลังซื้อพันกว่าล้านคนมิใช่น้อย) และต่างประเทศนิดหน่อยในส่วนที่ล้นตลาดในประเทศ
อาคารที่อยู่อาศัยที่จัดสร้างโดยรัฐบาลจีนในเมืองใหญ่ๆ ทุกเมือง ที่น่าสนใจคือการประกาศอัตราเงินเดือนสูงสุดของกลุ่มคนทำงานในเมืองต่างๆ ว่าจะต้องทำให้ได้ต่อเดือนเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับค่าครองชีพและการพัฒนาของเมือง (ของไทยเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ซี่งไม่ค่อยพัฒนาสูงขึ้นนัก) เช่น ในปักกิ่งจะกำหนดไว้ที่ 8,000-10,000 หยวนต่อเดือน ปัจจุบันข้าราชการและลูกจ้างในบริษัทต่างๆ จะอยู่ที่ 5,000-8,000 หยวน แต่ก็เพิ่มขึ้นทุกปี ในคุนหมิงกำหนดที่ 4,000-7,500 หยวนต่อเดือน ปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีรายได้ประมาณ 3,500-5,500 หยวน ถ้าเมืองพัฒนาขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น การศึกษาของประชาชนมากขึ้นรายได้ของประชาชนก็มากขึ้น
ตลาดชาวไทลื้อ และลีลาการสาธิตใช้มีดที่ผลิตในชุมชนบ้านตีมีดไทลื้อ เรื่องการจัดการที่ดินทุกตารางเมตรเป็นของรัฐบาล จัดสรรให้กับประชาชนถือครองเพื่อดำเนินกิจการได้ในระยะเวลา 70 ปี เมื่อพ้นระยะเวลาจะต้องจ่ายภาษีให้รัฐเพิ่มขึ้นไม่สามารถจำหน่ายให้กับบุคคลอื่นๆ ไม่มีการกว้านซื้อที่ดิน หากต้องการทำประโยชน์มากกว่าที่รัฐจัดสรรจะต้องทำการยื่นสัมปทานจากรัฐเท่านั้น ในเขตเมืองจะเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยของรัฐบาลให้ประชาชนเช่าซื้อเพื่ออยู่อาศัย บ้านเรือนประเภทสลัมจะค่อยๆ ถูกกำจัดออกไปเพื่อสุขอนามัย เว้นแต่ชุมชนอนุรักษ์ที่รัฐบาลจะเข้าไปควบคุมจัดระเบียบการอยู่อาศัยและต่อเติมอาคารให้อยู่ในวงจำกัดไม่เพิ่มไปจากเดิม เราจึงเห็นเมืองใหม่ขยายออกมาเป็นจำนวนมาก เรื่องการเดินทางของจีนมีการพัฒนาดีมากและเป็นระบบ ดำเนินการโดยรัฐบาลทั้งระบบถนน ทางด่วนเชื่อมต่อระหว่างเมือง (ต้องจ่ายค่าผ่านทาง) ที่ย่นระยะเวลาลงได้มาก สภาพภูมิประเทศของจีนมีภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ถนนจึงมีการสร้างสะพานข้ามหุบเหว เจาะอุโมงค์ลอดเพื่อย่นระยะทาง ประเภทที่ต้องขึ้นเขาลงห้วยอย่างเรามีน้อยมาก รถยนต์จึงทำเวลาในการเดินทางได้มาก แต่ต้องระวังเหมือนกันเพราะมีระบบบันทึกภาพจับความเร็วอัตโนมัติเป็นระยะๆ ไม่แน่นอน ไม่มีใครถูกจับแต่จะปรับตอนไปต่อทะเบียนเสียภาษีประจำปี เราจึงเห็นว่ารถหลายๆ คันมีตัวตรวจจับสัญญาณเรดาร์ที่คอนโซลหน้า วิ่งมาด้วยความเร็วเกินร้อยอยู่ดีๆ ก็คลานตามหลังกันไปเสียอย่างนั้น (ความเร็วบนทางด่วนกำหนดไว้ที่ 83 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
รถราตามฐานะของชาวจีน เกษตรกรก็แบบล่าสุดซ้ายมือ เศรษฐีก็อีกแบบใหญ่โตทั้งนั้น เรื่องรถยนต์ รัฐบาลจีนกำหนดให้ใช้รถยนต์แต่ละคันได้เพียง 10 ปี เราจึงเห็นแต่รถใหม่ๆ ทั้งนั้นวิ่งในจีน ประเภทรถยนต์โบราณไม่มีเพราะภาษีมหาโหด ถ้าไม่รวยจริงมีไม่ได้ ในขณะที่ประเทศไทยเรารถยนต์อายุเกิน 25 ปีขึ้นไปยังวิ่งเต็มถนนและภาษีก็ลดลงทุกๆ ระยะ 5-10 ปีด้วยซิ และที่สำคัญจีนมีความสามารถผลิตรถยนต์ใช้เองในประเทศหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะรถบรรทุก รถบัสโดยสารแทบจะไม่เห็นมียี่ห้อต่างประเทศเลย มีแต่ Golden Dragon, Wuling, Yutong ซะส่วนใหญ่ ส่วนรถเก๋งเล็กก็ของจีนเยอะอย่าง Wuling, Cherry แต่ถ้าเป็นเศรษฐีใหม่คราวนี้รถนอกเพียบเลยตระกูลบ้าพลังลูกสูบเยอะ ซีซีแยะ ไม่ว่าจะเป็น Ford, Chevy, Toyota, Honda, Dodge, BMW, Benz, Ferrari, Porche ยิ่งประเภท SUV นี่ตระกูล 8 สูบ 5 ลิตรขึ้นไปเยอะมาก รถยนต์เยอะมากๆ แต่เรื่องมารยาทการขับขี่นี่สุดจะทน ผมคงจะไปขับไม่ได้ครับในประเทศนี้ สี่แยกวัดใจเยอะมากมีสัญญาณไฟติดตั้งแต่พี่แกไม่เปิดใช้งาน และไม่มีพี่จ่ามาอำนวยความสะดวกใดๆ ไม่เห็นจริงๆ ครับอยู่สี่วันในจีนไม่เคยเจอพี่จ่าอ๊ะ การขับรถที่นี่มันตามใจฉันหนวกหูกับการบีบแตร และเบรกกระทันหันจนหัวทิ่ม พี่อยากจะกลับรถตรงไหนพี่ก็เลี้ยวกลับเอาดื้อๆ ถนนจะแคบก็ไม่สนโยกหน้าโยกหลังขวางทางชาวบ้านไปจนได้ ตามด้วยปากขมุบขมิบ (ผมฟังไม่ออก) และเสียงแตรระเบ็งเซ็งแซ่ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ก็ไม่กลัวรถใหญ่ขับขี่ซอกแซกปาดหน้าปาดหลังอีนุงตุงนังเห็นแล้วจะบ้าตาย
เรื่องสิงห์อมควันในจีนนี่เยอะมากทั้งหญิงชาย ไปไหนมาไหนในที่สาธารณะก็ไม่มีการยกเว้นพ่นควันได้ตามอัธยาศัย อะไรๆ ก็พัฒนาไปมากครับ มีสิ่งที่น่ารำคาญคือเรื่องควันจากการสูบบุหรี่ เขาสูบกันได้ทุกที่ทั้งหญิงและชายพ่นควันกันโขมงเลยเชียว และที่ยังไม่พัฒนาเลยคือ ส้วม เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องทำใจและเตรียมตัวให้พร้อมรับศึก ใครจะไปเที่ยวจีนแนะนำให้เตรียมผ้าขาวม้า ผ้าถุงใส่กระเป๋าสะพายไปด้วยครับ ในระหว่างทางแม้จะมีส้วมสาธารณะแต่คงทำใจเข้าไปใช้ไม่ได้ ทั้งเรื่องกลิ่นที่รุนแรงขนาดหนัก ปลดทุกข์ไม่ล้าง ไม่มีน้ำล้างในห้องน้ำ (แม่จะมีพี่ก็ไม่ล้าง) ระบบหัวส้วมเรียงรายไม่มีผนังและประตูกั้น ที่ใหม่หน่อยมีแผงกั้นท่วมหัวขณะนั่งแต่ไม่มีประตู ในภัตตาคาร ร้านอาหาร หรือแม้แต่ในโรงเรียนที่ผมไปดูมา (มันคงเป็นวัฒนธรรมการขับถ่ายของเขา) จะดีหน่อยก็ในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปมีชักโครกและประตูมิดชิด ในโรงแรม 2 ดาวที่ชาวจีนพักก็ไม่ต่างจากในที่สาธารณะแต่สะอาดขึ้นมาหน่อย
ส้วมในโรงเรียน ห้องอาหาร/ภัตตาคารเป็นแบบนี้ (มีแย่กว่านี้แต่ไม่อยากถ่ายมา มันอุจาดตาเกิน) มาเรื่องการศึกษา (อันเป็นที่มาของหัวเรื่อง) ไปดูโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงมากของมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ที่เมืองคุนหมิง อดีตเคยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชื่อดังของจีนที่อพยพหนีภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จากปักกิ่งมารวมกันอยู่ที่นี่ 3 มหาวิทยาลัย (หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง) เมื่อสงครามสงบลง มหาวิทยาลัยทั้ง 3 ย้ายกลับที่ตั้งเดิม เหลือไว้แต่โรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา ปัจจุบันเหลือเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนมากกว่าสี่พันคน ครู-อาจารย์ 300 คน รับทั้งนักเรียนประจำและไปกลับ (เนื่องจากมณฑลนี้กว้างใหญ่ นักเรียนที่เดินทางมาจากต่างเมืองจึงต้องอยู่หอพัก) โรงเรียนนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของนักเรียนที่จบ ม. 3 ในมณฑลยูนนานที่อยากจะเข้ามาเรียน การแข่งขันจึงค่อนข้างสูงมาก ต้องสอบเข้าเท่านั้น
บรรยากาศห้องเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาที่จำนวนนักเรียนมากตั้งแต่ 50-80 คน/ห้อง จำนวนนักเรียนต่อห้องในบ้านเรากำหนดไว้ที่ 40 คน แต่ก็เกินมาในโรงเรียนยอดนิยมเป็น 50-60 คนก็ถือว่ามากเกินไปแล้ว แต่กับที่นี่หนักกว่าเราเยอะ รับ 50 คน แต่ล้นไปมากถึง 80 คนเลย ห้องเรียนหนึ่งมี 8 แถวๆ ละ 10 คนรวม 80 คนก็มีในบางห้อง (แต่อาคารเรียนเขาออกแบบได้กว้างขวางกว่าเรานะครับ เขาออกแบบก่อสร้างกันเองในแต่ละที่ให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพภูมิประเทศ ไม่ได้มีแบบอาคารเดียวกันทั้งประเทศอย่างของเรา) การเรียนการสอนเป็นแบบทางเดียวจากครูสู่นักเรียน ไม่เห็นมีการโต้ตอบอะไรมาก (ถามคุณครู และครูใหญ่ผ่านล่ามได้ความว่าเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เฉพาะตอนมีคณะมาเยี่ยมชม) แต่เด็กเขาตั้งใจเรียนมาก ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่มีเฮี้ยวกับครูผู้สอน เพราะเขาใช้ประชาธิปไตยแบบคอมมูน (ทำตามสั่งอย่างเคร่งครัดในสไตล์สังคมนิยมจีน) ผลการเรียนที่ได้ออกมาจึงดีมากๆ
อาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาชื่อดังของมณฑลยูนนาน (ผมจำชื่อไม่ได้ ต้องไปค้นในซองจดหมายที่เขาให้มา) ประชาธิปไตยมากๆ อย่างเราก็มากเรื่องมากความ จะดุด่าว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ได้ เอะอะก็จะฟ้องศาลปกครอง ผลที่ได้จึงเห็นๆ กันอยู่ เดี๋ยวนี้ไม่ต่างจากมีอาชีพเป็นกรรมกรรับจ้างสอนรายชั่วโมงเท่านั้น จะเอาอะไรกะมันนักหนา (หลายคนคิดกันอย่างนี้) อิสระเสรีที่ไร้ขอบเขตจึงส่งผลมายังคุณภาพของเยาวชน พ.ศ. นี้อย่างเห็นได้ชัด หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง? มาที่เรื่องตำนานสะท้านโลก แป๊ะเจี๊ยะ (เขียนถูกป่าวหว่า?) ที่จีนต้นตำหรับชัดๆ เลยคุณครูใหญ่เขาเล่าให้ฟังมาชัดเจน การรับนักเรียนจากการสอบจำนวน 50 คนต่อห้อง ผู้ที่สอบได้นี้จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียน 700 หยวนต่อภาคเรียนสำหรับนักเรียนไปกลับ 2,300 หยวนสำหรับนักเรียนที่อยู่ในหอพัก ผู้ที่สอบไม่ได้แต่อยากเรียนมาก ที่นี่ต้องมีเส้นสายใต้ดินฝากเข้าเรียน และต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา ใต้โต๊ะกันแล้วแต่ความสำคัญของผู้ฝากและผู้รับฝาก โรงเรียนไม่ได้ยุ่งด้วย แต่โรงเรียนจะต้องได้รับเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะระหว่าง 80,000-100,000 หยวน ตามลำดับคะแนนที่สอบได้ และจะไม่รับนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำๆ เข้ามาไม่ว่าจะให้แป๊ะเจี๊ยะสูงเพียงใด นั่นคือลำดับที่ 51-80 เท่านั้นที่มีสิทธินี้ ส่วนค่าเล่าเรียนอื่นๆ ก็จ่ายเหมือนพวกสอบได้ ชัดเจนดีครับ
ในห้องเรียนมีการใช้สื่อดิจิตอลในการเรียนแต่จะเป็นการสื่อแบบทางเดียวจากครูไปยังนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ เพราะโรงเรียนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลในวงจำกัดมาก จึงต้องหารายได้มาพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงระบบการจัดการศึกษา ที่จีนผู้ปกครองจะไม่ค่อยมีบทบาทกับโรงเรียนมากนัก ไม่มีการเรี่ยไร ทอดผ้าป่าแบบบ้านเรา แต่จะได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าที่จบไปแล้วประสบผลสำเร็จในชีวิตหรือธุรกิจ รวมตัวกันมาสนับสนุนโรงเรียน เช่น การก่อสร้างต่อเติมอาคารเรียน (ไม่ธรรมดาอาคารขนาด 4-5 ชั้นเชียวนะ) การจัดหาหนังสือและเครื่องมือทดลองตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ มาให้โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้โรงเรียนยังคงความยอดนิยมไว้ได้ต่อไป
วันที่ไปหมอกลงจัดจนพื้นเปียก อุณหภูมิเฉลี่ยที่ 8 องศาเซลเซียส ไม่มีเครื่องแบบนักเรียนครับตามสบายเลย เรื่องเครื่องแบบนักเรียน รัฐบาลไม่มีนโยบายให้ผู้ปกครองต้องมาเดือดร้อนกับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จึงใช้การแต่งกายแบบปกติ (จริงๆ แล้วนอกจากการประหยัด เรื่องสภาพอากาศหนาวก็มีส่วน ถึงจะมีฟอร์มแต่ก็คงถูกบดบังด้วยเครื่องกันหนาว เลยไม่มีเสียดีกว่า) แต่ก็เรียบร้อยน่ารักทั้งหญิงและชายไม่ได้หลุดโลกแต่อย่างใด คงมีเรื่องเล่าเพียงเท่านี้ เพราะมีปัญหาในการสื่อสารมากครับ ต้องผ่านล่ามซึ่งมีอยู่สองท่านคือไกด์ชาวจีน และคนไทยอีกท่านที่เดินทางร่วมคณะไปกับเรา กว่าจะถามจะตอบกลับก็เลยไม่ครอบคลุมเท่าไหร่ บางเรื่องอยากถามกว่าจะสื่อสารกันได้ก็ยากอยู่เพราะการดำรงชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีเราต่างกัน เรื่องที่เราเห็นว่าไม่เหมาะแต่สำหรับเขาก็ธรรมดา เลยเอาเฉพาะประเด็นหลักๆ มาเล่าสู่กันฟัง คุยกับนักเรียนจีนจริงๆ ก็สื่อสารยากเพราะเรื่องภาษาอังกฤษเขาก็พอใช้ได้ พอนึกไม่ออกแกก็บอกเป็นภาษาจีนก็ไม่เข้าใจต้องใช้ภาษามือเข้าช่วย เท่าที่ทราบคือถ้าจะเรียนระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชื่อดัง อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษโทเฟิลที่ 500 ขึ้นไป
การแต่งตัวของสาวจีนยุคใหม่ แกะรูปแบบมาจากแม็กกาซีนดาราเกาหลีกันเลย (คนกลางไกด์แต่งตัวไทลื้อ) ขากลับเดินทางจากคุนหมิงทางเครื่องบิน แต่ไม่ได้บินตรงคุนหมิง-สุวรรณภูมิเพราะตั๋วเต็ม ต้องบินแวะที่เชียงรุ้งแล้วตรงมาลงที่สุวรรณภูมิด้วยสายการบิน China Eastern Airline เครื่องค่อนข้างเก่าเสียววาบๆ อยู่เหมือนกัน แต่กัปตันก็บินขึ้นลงได้นิ่มนวลดีครับ
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2011 เวลา 19:16 น. |