"...ครูที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ทำแต่ความดี คือต้องหมั่นขยันและ อุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกลั้น สำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติของตน ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนที่ดีงาม รวมทั้งต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจวางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ..." พระบรมราโชวาท |
| คนไทยกับการอ่าน |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2011 เวลา 07:32 น. |
|
ยิ่งพอมีข่าว สพฐ. จะจัดหาเครื่องสเป็กสูงขึ้นแจกนักเรียน ม.ปลาย ก็ยิ่งฮือฮากันใหญ่ (ครู ม.ปลายที่เคยอิจฉาครู ป.๑ ก็ตีปีกกันใหญ่) โอย... เด็กไทยจะก้าวหน้าในการเรียนมากขึ้นว่างั้น จริงหรือครับคุณครู? มันจะลงเหวกันทั้งขบวนหรือเปล่า? ผมไม่ใช่คนขวางโลกในเรื่องนี้ ผมไม่ใช่คนล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่ผมมีประสบการณ์และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมในเรื่องของการใช้และพึ่งพาเทคโนโลยีในการศึกษา เรากำลังก้าวหน้าในการจัดหาเครื่องมือแต่เรายังด้อยในเรื่องการจัดทำสื่อมาใช้ร่วมกับเครื่องมือ และเรายังอ่อนด้อยในการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้เครื่องมือในการค้นหาองค์ความรู้ ปล่อยให้ผู้เรียนก้าวล้ำในการใช้เครื่องมือเพื่อการบันเทิง จนยากที่จะกู่กลับให้มาเรียนวิชาการเสียแล้ว ประเด็นของเรื่องคือเราด้อยที่สุดในการสร้างผู้เรียน เยาวชนไทยของเรารักในการอ่านและเขียน อ่านไม่ออกไม่เท่าไหร่ แต่อ่านออกแล้วจับประเด็น ค้นหาคำสำคัญและความรู้ไม่ได้นี่ซิเยอะเกิน และยิ่งให้เขียนเพื่อรวบรวมองค์ความรู้มาใช้นี่ยิ่งไม่เป็นเอาเสียเลย ไม่สามารถปะติดปะต่อในสิ่งที่ค้นหา เพราะเคยชินกับเทคโนโลยีและเทคนิควิธีตามทฤษฎี CPP กันมากกว่า (C=Copy, P=Paste, P=Print) เราต้องสอนให้เขาใช้ทฤษฎี CPEP ให้ได้ก่อนครับ (E=Edit) แล้วครูทำเป็นตัวอย่างกันด้วยนา ไม่ใช่ดีแต่สั่งงานอย่างเดียว ทำได้อ๊ะเปล่า? พอดีไปเจอการแชร์ข้อเขียนของ ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ เขียนใน Facebook ไว้น่าสนใจเลยขอคัดลอกมาให้อ่านกันสักนิดดังนี้
วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันหนังสือเด็กแห่งชาติ และ “วันรักการอ่าน” ซึ่งถือเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งของคนไทย ผลการวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ถูกปลูกฝังการอ่านกับพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิด จะมีพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน ทั้งสติปัญญา ทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ ด้านอารมณ์ และคุณธรรม สำหรับผมเองเคยได้รับคำสอนจากคุณแม่ว่า "การอ่านหนังสือเยอะ ๆ จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดียิ่งขึ้น" ได้เคยตั้งปณิธานในวันแรกของการเป็นครูที่โรงเรียนบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในปี 2519 ว่า "จะอ่านหนังสือวันละ 50 หน้า ทุกวัน" แม้ทำได้ไม่สม่ำเสมอทุกวัน แต่ก็มีผลทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด จนถึงทุกวันนี้ ในปัจจุบัน เด็กไทย-คนไทยยังไม่รักการอ่าน ผมเชื่อว่า ในระยะปฐมวัย เด็กทุกคนมีนิสัยใฝ่รู้-ใฝ่เรียน โดยหลักฐานที่ชัดเจน คือ การชอบฟังนิทาน หรือเรื่องเล่าต่างๆ จากพ่อแม่/ผู้ปกครอง หรือครู ถ้าเด็กได้เจอนักเล่านิทานที่สร้างสรรค์ มีความสามารถในการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และสามารถป้อนคำถามให้เด็กคิดตามอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการพัฒนาความสามารถด้านการคิดได้เป็นอย่างดี และจะก่อให้เกิดพัฒนาการที่เป็นเลิศได้ในหลายๆ ด้าน ปัญหาของประเทศเรา ณ เวลานี้ คือ เมื่อเด็กเข้าเรียนระดับประถมศึกษา ผมคิดว่า ระบบการศึกษาของเรายังประสบความล้มเหลวในการสร้างนิสัยรักการอ่าน โดยเฉพาะความล้มเหลวในช่วง 3 ปีแรกของระบบโรงเรียน คือ ป.1-3 เมื่อเด็กจบชั้น ป.3 เขาไม่สามารถก้าวถึงขั้นการเป็น "ยอดนักอ่านปฐมวัย-นักอ่านรุ่นเยาว์" ที่ติดตามข่าวสาร หรืออ่านหนังสือทุกวัน ในลักษณะการอ่านแบบสะสมไมล์ ...มิหนำซ้ำ บางคน เรียนจนจบ ป. 6 ยังอ่านหนังสือไม่ออก...โอ..แล้วชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร (ส่วนใหญ่เป็นลูกคนจนเสียด้วย) อยากชวนครูไทย พ่อแม่ไทย มาช่วยกันปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและสมรรถนะด้านการอ่านแก่ลูกหลานไทย โดยกำหนดเป้าหมาย ดังนี้
สำหรับครู โดยเฉพาะครูที่สอนระดับประถมศึกษาทุกคน ทุกวิชา โปรดสัญญากับตนเองว่า เราจะช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้วยความมุ่งมั่น จะต้องส่งเสริมให้เขาอ่านคล่องก่อนจบ ป. 3 การปล่อยให้เด็กจบชั้น ป.6 โดยอ่านหนังสือไม่ออก เป็นการสร้างบาปอย่างมหันต์ ที่ไม่สามารถลบล้างได้ เป็นการฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นหรือทำลายทั้งชีวิต (ไม่นับกรณีเด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง) สำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครองทุกคน โปรดระลึกเสมอว่า เมื่อถึงชั้น ป.3 หากลูกเรายังอ่านหนังสือไม่ออก มันหมายถึงหายนะกำลังจะมาถึงชีวิตลูกและตระกูลเรา.. ขอให้ดิ้นรนช่วยชีวิตลูกจนสุดๆ อย่าปล่อยปละละเลยอีกต่อไป ......อันที่จริง ผมคิดว่า ป.1-3 เอาแค่อ่านภาษาไทยคล่อง-รักการอ่าน มีทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน คุ้นเคยกับสำเนียงภาษาอังกฤษ และมีทักษะชีวิตที่จำเป็น น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ต้องอัดเข้าไปตั้ง 8 สาระ จนในที่สุด "ไม่ได้สักสาระ" หรือประสบปัญหาจนถึงขั้นอ่านไม่ออก (เป็นภาวะที่เรียกว่า "สำลักสาระ" )....... เรื่องนี้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (บอร์ด กพฐ) ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ ควรผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง" ตรงใจผมมากเลยครับ เรื่องการอ่านเคยบ่นมานานแล้ว (เรื่องเดิมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว) ณ วันนี้ก็ไม่พัฒนาขึ้น ดูเหมือนจะน้อยลงๆ กว่าเดิม เราสามารถส่งเสริมการอ่านในวัยเด็กได้ด้วยการ์ตูนครับ การ์ตูนที่ผมแนะนำ คือ การ์ตูนไทย เล่มเล็กๆ ที่อ่านแล้วยิ้มมีอารมณ์ขัน เช่น การ์ตูนเบบี้ ขายหัวเราะ ดีที่สุดครับ แล้วยังเก็บสะสมไว้ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในห้วงหนึ่งๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคมและบันเทิง ลองไปหาเล่มเก่าๆ ดูซิครับ ไม่ต้องดูวันเวลาที่พิมพ์ แค่ดูการ์ตูนสัก 4-5 หน้าจะเดาได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด เด็กๆ จะซึมซาบและรักการอ่านได้มากยิ่งขึ้น มาถึงเรื่องที่จั่วหัวไว้ "คอมพิวเตอร์หรือคือพระเจ้า?" ใน พ.ศ. นี้ก็ยังมีคนคิดว่า การงานทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงได้ถ้ามีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน รวมทั้งช่วยสอนแทนครูได้อย่างวิเศษนัก จริงหรือ?
มันสอนและทำให้ผู้เรียนสนุก จดจำได้ง่าย น่าสนใจ อือม์ ใครเป็นคนจัดทำคำสั่งให้มันสอนตามขั้นตอน โต้ตอบในการกระทำทั้งถูกและผิด มันก็ตอบได้ตามเงื่อนไขที่วางไว้ซ้ำๆ ซากๆ อย่างเดิม ความสนุกเกิดจากการพบปะในครั้งแรกแต่ถ้าเจอรูปแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียนเรื่องอะไรก็มาแบบเดิมๆ ที่เคยสนุกและน่าสนใจก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปแน่นอน คอมพิวเตอร์จะสอนได้ดีเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูล เนื้อหาที่สอน และรูปแบบวิธีการสอนต่างๆ ลงไป กำหนดเงื่อนไขการเรียนรู้ต่างๆ วิธีการวัดและประเมินผลลงไปในเครื่องเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนตามเงื่อนไขนั้น ครูผู้สอนจึงสำคัญกว่าเครื่องมากมายนัก คงไม่ต่างจากที่เมื่อก่อนเราสอนด้วยวิธีการชอล์กแอนด์ทอล์ก ถ้าไม่เขียนตามคำบอกก็ให้ลอกบนกระดานดำ จากนั้นก็มีการนำเอาเทคนิคการย่างมาใช้สอน อย่าพึ่งงง... กันสิครับ ก็ย่างแผ่นโปร่งใสไงครับ เคยจัดอบรมกันไปมากมาย (ผมก็ด้วยจนกลายเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ หากินข้ามจังหวัดมานักต่อนัก) ย่างกันจนแผ่นโปร่งใสกรอบ นักเรียนก็สนุกสนานกันไปสักพักก็เบื่อทั้งครูและนักเรียน พัฒนาการต่อมา ณ ปัจจุบันก็ใช้สื่อมัลติมีเดียสารพันบนคอมพิวเตอร์ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างตามแต่สิ่งที่ครูผู้สอนป้อนเข้าไป บางเรื่องเด็กๆ บอกมาว่าอ่านในหนังสือง่ายกว่าใช้สื่อที่ครูสรรหามาไม่ครบถ้วนอีก
ความสำเร็จในบางเรื่องที่ตีปี๊บกันมาอยู่ในปัจจุบันมันก็เชื่อถือไม่ค่อยได้ พูดตามตรงคืองานวิจัยบ้านเรา (โดยเฉพาะเรื่องในวงการศึกษา) นั้นมันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าต้องสำเร็จ มีธงนำแล้ว เป้าหมายชัดเจนว่าจะเอาผลไปทำอะไร ไม่ได้วิจัยเพื่อการแก้ปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง ข้อมูลที่ได้มาอยู่ในวงจำกัด และบางส่วนแต่งแต้มให้ได้ผลตามที่ต้องการด้วยซ้ำ เราไม่ได้ทำงานภาคสนามจริงจัง เปรียบเทียบหลายแห่งหน ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่ใดๆ ประชากรที่หลากหลายเพียงพอ
วันนี้ ถ้าเราจะพัฒนาสื่อการเรียนดิจิตอลใช้งานกันอย่างจริงจังเพื่อให้คอมพิวเตอร์เป็นพระเจ้าสอนแทนเราได้นั้น ลำพังครูผู้สอนเก่งๆ เพียงคนเดียวมิอาจจะทำได้ ต้องมีผู้เชียวชาญด้านอื่นๆ เข้ามาเสริมเพื่อสร้างสื่อดิจิตอลให้มีพลังทั้งศิลปิน (ผู้วาดภาพจินตนาการ) โปรแกรมเมอร์ (ผู้พัฒนาคำสั่งเพื่อการโต้ตอบ) นักจิตวิทยา (เพื่อประเมินผลในการเรียนรู้) ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณพอสมควรกว่าจะสำเร็จลงได้แต่ละเรื่อง เราคิดจะทำหรือยัง? ที่เห็นก็แค่เพียงให้ครูไปอบรมการใช้สื่อเหล่านี้ให้เป็นเท่านั้น ดังนั้นแท็ปเล็ตที่จะแจกกันในขณะนี้จึงกลายเป็นแค่เครื่องอ่าน e-Book เปลี่ยนหนังสือเล่มที่หนาและหนักมาเป็นหนังสือที่อ่านผ่านหน้าจอเครื่องเดียวแทนเท่านั้น
แล้วมันจะสำเร็จหรือ? ถ้าเยาวชนของเราไม่รักการอ่าน เห็นไหมล่ะ... ว่า แม้เราจะหาทางลัดให้ผู้เรียนใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อกลางที่ทันสมัยเพียงใด ถ้าผู้เรียนไม่รักการอ่านก็ดูท่าการเรียนรู้จากสื่อดิจิตอลจะไปไม่รอดเสียแล้ว... |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2011 เวลา 15:28 น. |
Comments
RSS feed for comments to this post