". . . คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ . . ." พระบรมราโชวาท |
| การศึกษาไม่ขยับ ถ้าเราไม่กล้าพูดความจริง... |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2007 เวลา 16:58 น. |
|
กระชากหน้ากาก ร.ร.ในฝัน เผยต้นแบบแบกหนี้ 1.8 ล.ต่อแห่ง เปิดผลวิจัยโรงเรียนในฝัน เผยพลิกภาพการศึกษา แต่ไม่อาจหยุดวงจรความยากจน โรงเรียนทุ่มงบประมาณมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบก้าวกระโดด จนก่อให้เกิดหนี้สินบานตะไท โรงเรียนในฝันต้นแบบเฉลี่ยแบกหนี้ 1.8 ล้านต่อโรงเรียน ส่วนที่ยังไม่ผ่านการประเมินมีหนี้เกือบ 8 แสน และขาดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพราะผู้บริหารมีภาพลักษณ์โรงเรียนไม่ตรงกัน ต่างคนต่างฝัน
{mosimage} นางจริยา เสถบุตร ผอ.สถาบันวิจัยนโยบายและแผนอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยผลงานวิจัยประเมินผลการดำเนินงานโรงเรียนในฝัน ในการสัมมนาระดมความคิดเรื่อง โรงเรียนในฝัน : พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้ยั่งยืนอย่างไร จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า จากการสอบถามโรงเรียนในโครงการ 1 โรงเรียน 1 อำเภอในฝัน จำนวน 921 แห่งในเดือน พ.ย.2549 - เดือน ม.ค.2550 พบว่า โรงเรียนส่งแบบสอบถามกลับคืนมาจำนวน 471 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนที่ผ่านการประเมินต้นแบบโรงเรียนในฝันจำนวน 430 แห่ง และโรงเรียนที่ยังไม่เข้ารับการประเมินจำนวน 41 แห่ง ผลสำรวจพบว่า โครงการดังกล่าวสามารถพลิกโฉมด้านการศึกษาได้ แต่ยังไม่สามารถยุติวงจรความยากจนลงได้ เพราะโรงเรียนต่างมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้จัดการเรียนการสอน เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่โรงเรียนต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากจนก่อภาระหนี้สินผูกพัน และแม้จะสามารถส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้นักเรียนมีความภาคภูมิใจกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้อยากมาเรียน และไม่เบื่อการเรียนการสอน อ่านเรื่องเก่าๆ ที่ผมเคยบ่นไว้ แล้วมีคนไม่ยอมตื่นโกรธผม (หรือกลัวความจริงจะแพร่กระจายก็ไม่ทราบได้) ไปอ่านในเสียงบ่นครูมนตรีเรื่อง Tell me more : บอกผมหน่อยสิว่าจะเอาอย่างไร? นี่ก็รายงานการวิจัยของต่างสถาบันแต่เหมือนกันในภาพรวม อย่ามาพาลทะเลาะกับผมเลย เหลียวกลับไปดู พินิจพิจารณาว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปมันเป็นมรรคเป็นผลแค่ไหน คิดใหญ่เกินตัว แต่ผลที่ย้อนกลับมามันคุ้มค่าไหม? เราทำอย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริดีไหม? ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริงๆ ขอรับการสนับสนุนจากชุมชนแม้มันจะช้าแต่ยั่งยืน ไม่เป็นหนี้เป็นสินใครเขา อย่ายิ้มกว้างหน้าบานวันรับการประเมิน แล้วมานั่งปวดใจต่ออีกระยะยาวเลย ขอให้ประวัติศาสตร์นโยบายเบื้องบนมันหยุดอยู่ที่นี่เถอะ ปล่อยให้เขาได้คิดเอง ทำเอง ก็ไหนว่าให้เขาเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ใช่หรือ?
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 04 ธันวาคม 2007 เวลา 05:39 น. |