KruMontree.com

ป้ายโฆษณา

Moral Principle

". . . คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ . . ."

พระบรมราโชวาท
๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๒

Home บทความของเรา การศึกษาไม่ขยับ ถ้าเราไม่กล้าพูดความจริง...
การศึกษาไม่ขยับ ถ้าเราไม่กล้าพูดความจริง... PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2007 เวลา 16:58 น.

กระชากหน้ากาก ร.ร.ในฝัน เผยต้นแบบแบกหนี้ 1.8 ล.ต่อแห่ง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2550 17:14 น

เปิดผลวิจัยโรงเรียนในฝัน เผยพลิกภาพการศึกษา แต่ไม่อาจหยุดวงจรความยากจน โรงเรียนทุ่มงบประมาณมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบก้าวกระโดด จนก่อให้เกิดหนี้สินบานตะไท โรงเรียนในฝันต้นแบบเฉลี่ยแบกหนี้ 1.8 ล้านต่อโรงเรียน ส่วนที่ยังไม่ผ่านการประเมินมีหนี้เกือบ 8 แสน และขาดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพราะผู้บริหารมีภาพลักษณ์โรงเรียนไม่ตรงกัน ต่างคนต่างฝัน

 

{mosimage} นางจริยา เสถบุตร ผอ.สถาบันวิจัยนโยบายและแผนอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยผลงานวิจัยประเมินผลการดำเนินงานโรงเรียนในฝัน ในการสัมมนาระดมความคิดเรื่อง โรงเรียนในฝัน : พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้ยั่งยืนอย่างไร จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า จากการสอบถามโรงเรียนในโครงการ 1 โรงเรียน 1 อำเภอในฝัน จำนวน 921 แห่งในเดือน พ.ย.2549 - เดือน ม.ค.2550 พบว่า โรงเรียนส่งแบบสอบถามกลับคืนมาจำนวน 471 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนที่ผ่านการประเมินต้นแบบโรงเรียนในฝันจำนวน 430 แห่ง และโรงเรียนที่ยังไม่เข้ารับการประเมินจำนวน 41 แห่ง ผลสำรวจพบว่า โครงการดังกล่าวสามารถพลิกโฉมด้านการศึกษาได้ แต่ยังไม่สามารถยุติวงจรความยากจนลงได้ เพราะโรงเรียนต่างมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้จัดการเรียนการสอน เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่โรงเรียนต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากจนก่อภาระหนี้สินผูกพัน และแม้จะสามารถส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้นักเรียนมีความภาคภูมิใจกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้อยากมาเรียน และไม่เบื่อการเรียนการสอน
       
       “แต่โครงการดังกล่าวยังขาดความยั่งยืนในการพัฒนา เนื่องจากขาดผู้บริหารสืบทอดโครงการ เพราะภาพลักษณ์ของโรงเรียนในฝันไม่ตรงกันในลักษณะต่างคนต่างฝัน หรือ โรงเรียนนายฝัน ที่สำคัญการบริการงบประมาณของโรงเรียนเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข โดยงบประมาณที่โรงเรียนได้รับจากรัฐบาลเพียง 1ใน 3 ของค่าใช้จ่ายจริง รวมถึงมีความล่าช้า โรงเรียนจึงต้องใช้งบประมาณอุดหนุนรายหัว และเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ทำให้โรงเรียนเป็นหนี้ จึงต้องระดมทรัพยากรจากนักเรียน ผู้ปกครองทุกวิถีทางมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นทอดผ้าป่า จัดดนตรีการกุศล ทำให้โรงเรียนต้นแบบโรงเรียนในฝันมีหนี้สินเฉลี่ย 1.8 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมินมีหนี้สินเฉลี่ย 779,000 บาท วิธีการชำระหนี้ที่โรงเรียนดำเนินการเป็นการทำสัญญาผ่อนชำระกับทางร้านค้าเป็นงวดๆ ทั้งรายเดือน และรายภาคการศึกษา หรือตามงวดที่ได้รับงบประมาณ บางโรงเรียนจ่ายดอกเบี้ยก่อนเพื่อยืดระยะเวลาการหาเงินมาชดใช้ หรือใช้รายได้จากการขายสินค้าของโรงเรียนมาใช้หนี้ ทำให้ครู นักเรียน และผู้บริหารเกิดความเครียด” นางจริยา กล่าว
       
       ด้าน นายไพทูรย์ ขันแก้ว ผอ.โรงเรียนลืออำนาจวิทยาคม จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ตนใช้เวลาพัฒนาโรงเรียนในฝัน 7 เดือน โดยจัดสรรงบประมาณรายหัวมาดำเนินการในการจ้างบุคลากร และพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งไม่เพียงพอจนต้องทำสัญญาผ่อนชำระเครื่องคอมพิวเตอร์กับร้านค้าจนเป็นหนี้ แต่ก็ภาคภูมิใจที่สามารถพลิกระบบการศึกษาได้ อย่างไรก็ตามหลายโรงเรียนยังยึดการรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนโดยต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและก่อหนี้สิน ผู้บริหารหลายคนต้องปิดมือถือหนีเจ้าหนี้ เมื่อถึงเวลาครบกำหนดชำระหนี้
       
       “สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องปรับความเข้าใจในการดำเนินการที่ถูกต้องให้ผู้บริหารทราบ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารเกิดความความเครียดจากภาระหนี้สินของโรงเรียน โดยอาจให้ศึกษานิเทศก์มาช่วยจัดทำแผนงบประมาณ หรือให้สถาบันอุดมศึกษาช่วยอบรมบุคลากร”
       
       นายปรีชา แร่ทอง ผอ.โรงเรียนนาบอน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองเรื่องงบประมาณในการพัฒนาโรงเรียนเป็นตัวตั้ง แต่อยากให้มองศักยภาพของท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามศักยภาพ ซึ่งนอกจะไม่ก่อหนี้สินแล้วยังได้รับความช่วยเหลือจากพลังชุมชนด้วย ทำให้โรงเรียนของตนผ่านการประเมินเป็นโรงเรียนต้นแบบโดยไม่มีหนี้สิน และมีงบประมาณเหลือไปซื้อหนังสือให้ห้องสมุดชุมชน

อ่านเรื่องเก่าๆ ที่ผมเคยบ่นไว้ แล้วมีคนไม่ยอมตื่นโกรธผม (หรือกลัวความจริงจะแพร่กระจายก็ไม่ทราบได้) ไปอ่านในเสียงบ่นครูมนตรีเรื่อง Tell me more : บอกผมหน่อยสิว่าจะเอาอย่างไร? นี่ก็รายงานการวิจัยของต่างสถาบันแต่เหมือนกันในภาพรวม

อย่ามาพาลทะเลาะกับผมเลย เหลียวกลับไปดู พินิจพิจารณาว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปมันเป็นมรรคเป็นผลแค่ไหน คิดใหญ่เกินตัว แต่ผลที่ย้อนกลับมามันคุ้มค่าไหม? เราทำอย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริดีไหม? ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริงๆ ขอรับการสนับสนุนจากชุมชนแม้มันจะช้าแต่ยั่งยืน ไม่เป็นหนี้เป็นสินใครเขา อย่ายิ้มกว้างหน้าบานวันรับการประเมิน แล้วมานั่งปวดใจต่ออีกระยะยาวเลย

ขอให้ประวัติศาสตร์นโยบายเบื้องบนมันหยุดอยู่ที่นี่เถอะ ปล่อยให้เขาได้คิดเอง ทำเอง ก็ไหนว่าให้เขาเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ใช่หรือ?

Cry Cry Cry Cry Cry Cry 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 04 ธันวาคม 2007 เวลา 05:39 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page