KruMontree.com

Moral Principle

" . . . การทำงานใหญ่ ๆ ทุกอย่าง ต้องการเวลามาก กว่าจะทำสำเร็จ ผู้ที่เริ่มโครงการอาจไม่ทันทำให้สำเร็จโดยตลอดด้วยตนเองก็ได้ ต้องมีผู้อื่นรับทำต่อไป ดังนั้น ไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้เริ่มงาน ใครเป็นผู้รับช่วงงาน ขึ้นเป็นข้อสำคัญนัก จะต้องถือผลสำเร็จที่จะเกิดจากงาน เป็นใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งอื่น . . ."

พระบรมราโชวาท
๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔

Home บทความของเรา การศึกษาไทยได้เวลาใส่เกียร์ถอยหลัง
การศึกษาไทยได้เวลาใส่เกียร์ถอยหลัง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2007 เวลา 17:49 น.

ถึงเวลาการศึกษาไทยต้องใส่เกียร์ถอยหลัง

ถ้าเรายอมรับความจริงในสิ่งที่ได้กระทำลงไปว่าผิดพลาด ถึงทางตัน ก็น่าที่จะได้ตัดสินใจเข้าเกียร์ถอยหลังกันได้แล้ว ไม่มีใครดูถูกดูแคลนคนที่กล้ายอมรับความจริงดอก เรื่องนี้เข้าใจกันได้ เรายอมเสียเวลาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีให้ก่อกำเนิด ดีกว่าจะปล่อยให้ความเลวร้ายเข้าครอบงำแล้วไปแก้เอาในภายภาคหน้า นั่นมันคงจะสายเกินแก้ไปเสียแล้ว

Cool ถ้าทุกท่านได้ติดตามข่าวในรอบเดือนที่ผ่านมาจะพบว่า มีการกล่าวถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาไทยอยู่บ่อยครั้ง ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ ทั้งเรื่องการตกต่ำทางจริยธรรม เรื่องของภาษาไทยที่เราภูมิใจว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติ (มีทั้งภาษาพูด/ภาษาเขียนของตนเอง) และสุดท้ายคือเรื่องระบบการจัดการเรียนรู้ที่ไม่สามารถสร้างให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องออกกลางคัน หรือแม้แต่จบออกมาแล้วไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเหนือกว่าคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาเลยในชีวิต

{mosimage} 

เกณฑ์การจบที่ผมเคยพูดถึงมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2546-2547 โน่น (ลองไปค้นอ่านจากเสียงบ่นครูมนตรีเก่าๆ ดูได้) ผมสนับสนุนให้มีการเรียนซ้ำชั้นถ้าผลการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่า 1.5 ไม่อยากให้ปล่อยปละละเลย และไม่ต้องกลัวนักเรียนล้นโรงเรียน ขอยกคำพูดของผม (เมื่อ 20 สิงหาคม 2547) ดังนี้

{mosimage} "ผมยังจำสมัยเรียนได้ใครสอบตกต้องซ้ำชั้น ทุกคนกลัวมาก กลัวขายหน้า อายรุ่นน้อง (แต่เพื่อน (รุ่นพี่) ผมหลายคนมันก็ตกซ้ำชั้นรอผมหลายปีนะจนทันกัน) สมัยเรียนวิทยาลัยครูใครเกรดเฉลี่ยในปีสองไม่ถึง 1.5 ก็ต้องโบกมืออำลา เพื่อนผมบางคนมันรีบชิงลาออกไปสอบเป็นนักเรียนพลตำรวจก่อนที่จะอายเพื่อน เห็นไหมครับระบบมันทำให้เราต้องตัดสินใจ ต้องแข่งขันกับตัวเอง มองหาทางอนาคต

แต่ทุกวันนี้ เด็กเราขาดความเอาใจใส่ กระตือรือล้น (น่าจะอยู่ในเกณฑ์ 50/50 นะที่สนใจเรียน) ส่วนใหญ่ถ้าจะพูดแบบภาษาพ่อขุนต้องบอกว่า มันจะขี้เกียจสันหลังยาวอย่างไรก็ตาม ครูก็ต้องแทบกราบอ้อนวอนให้มันมาสอบ มาแก้ตัว พ้นๆ ออกไปเสียที แล้วรออีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าเราจะมีอนาคตของชาติเหลืออยู่เท่าไหร่?

มีบางท่านบอกว่า ถ้าให้เด็กซ้ำชั้นจะไปหาห้องเรียน โรงเรียนที่ไหนรองรับ? โอ๊ว! จะตกซ้ำชั้นขนาดทีละครึ่งโรงเรียนเชียวหรือครับ? ระบบจะมีการคัดสรร กระตุ้นด้วยตัวระบบเอง ทำให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์เลือกเรียนในสิ่งที่เขาชอบ ที่เขาถนัด ณ ปัจจุบันนี้ เรากำลังคิดแทนเขามากไป พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นโน่น เป็นนี่ โดยไม่เคยถามลูกว่าเขาชอบอะไร อยากเป็นอะไร? ยิ่งระบบที่สั่งให้โรงเรียนรับนักเรียนทุกคนเรียนต่อโดยไม่มีการคัดเลือกนี่ยิ่งไปกันใหญ่ครับ ก็เรามันอ่อนแล้วจะออกไปทำไม อยู่ถูไถแถวนี้ไม่มีใครให้ออก เรียนๆ ลอกๆ ก็จบได้น่า (เป็นเสียอย่างนั้น...)"

รมว.ศึกษาธิการ (ศ.ดร.วิจิตร) กล่าวว่า "เรื่องระบบการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีการนำระบบหน่วยกิตมาใช้ได้เป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่เมื่อดูในแง่ของการปฏิบัติกลับพบว่า ที่ดำเนินการกันอยู่ในปัจจุบันยังใช้ระบบหน่วยกิตไม่เต็มที่ ไม่สะท้อนความเป็นหน่วยกิต ขณะที่ในอีกหลายเรื่องเช่นเรื่องการใช้ระบบชั้น การให้เลื่อนชั้นในอัตโนมัติ การวัดผลที่ยังไม่เข้มข้น ที่บางครั้งกำหนดให้ได้เกรด 1 ถึงจะผ่านในแต่ละวิชา แต่บางทีนักเรียนได้ไม่ถึงเกรด 1 ครูก็ให้ผ่าน...?? หากใช้ระบบหน่วยกิตเต็มที่ ถ้านักเรียนเรียนครบตามหลักสูตรใช้เวลาเพียง 5 ปีไม่ว่าจะระดับประถมหรือมัธยมก็เรียนจบได้ ส่วนจะปรับเกณฑ์ในการให้ผ่านในแต่ละวิชาจาก 1 เป็น 1.5 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอีกครั้ง"

ผมขอเน้นตรง ครูก็ให้ผ่าน...??? จริงหรือ? จริง! ฟันธง เพราะอะไร? มันมีหลายสาเหตุนะ แต่ที่แน่ๆ มันมาจากใครไม่รู้ที่พล่ามออกมา (ค้นหาไม่เจอหลักฐาน) ว่า โรงเรียนใดมีนักเรียนตกมาก เกรดศูนย์เยอะ ผู้บริหารต้องพิจารณาตัวเอง ถ้าไม่พิจารณาเบื้องบนจะพิจารณาเอง พอถึงในระดับโรงเรียนก็ถูกถ่ายทอดออกมาว่า ครูคนไหนให้เด็กติดศูนย์มากอดได้ขั้น มันเลยถูกบีบมาเป็นทอดๆ เลยคราวนี้ ตั้งใจสั่งสอนวัดด้วยเกณฑ์มาตรฐานกลายเป็นความผิด ผลเป็นอย่างไรก็คงพอจะเดาออกนะ

ผมเห็นด้วยกับ รองเลขาธิการ กพฐ. (นายสมเกียรติ ชอบผล) ที่บอกว่า "เตรียมเสนอขยับเกรดว่าจากเดิมที่เกรดเฉลี่ย 1.00 ก็สามารถจบการศึกษาได้นั้น ก็ขยับเกรดเป็น 1.5 และขยับไปถึง 2.00 อย่างไรก็ตาม ต้องดูผลกระทบด้วยว่าดีหรือไม่ แต่จากประสบการณ์ของโรงเรียนบางแห่งที่ลองขยับเกรด จากเดิม ม.3 ต้องจบด้วยเกรดเฉลี่ย 2.00 ขึ้นไปจึงจะสามารถเลื่อนชั้นขึ้น ม.4 ได้อัตโนมัตินั้น แต่เมื่อได้ลองขยับเป็น 2.5 ขึ้นไป ก็พบว่าเด็กตั้งใจเรียนดีขึ้น และคะแนนเอ็นทีก็ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย" เพราะนี่คือแรงกระตุ้นชั้นยอดที่จะทำให้นักเรียนได้แข่งขันกับตนเอง ไม่ใช่เรียนๆ ลอกๆ หลบๆ ก็จบได้ Laughing Cry 

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า "จากการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ที่ ประชุมได้มีมติให้ปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 โดยให้ทบทวนใน 3 หลักการ คือ

  1. การที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดโอกาสให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรเอง สถานศึกษามีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ถ้ายังไม่เข้มแข็งเพียงพอ สพฐ.จะช่วยเหลือดูแลให้มีหลักสูตรที่มีคุณภาพได้อย่างไร
  2. ความชัดเจนระหว่างหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรท้องถิ่น และ 
  3. ขอให้สถานศึกษาเน้นเรื่องกระบวนการเรียนรู้ให้มากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากมีการใช้หลักสูตรดังกล่าวในระดับชั้น ป.1-ม.6 มาเป็นระยะเวลา 6 ปีแล้ว และมีงานวิจัยของนักวิชาการ ของสพฐ. และของนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยต่างๆ พบว่าควรทบทวนปรับปรุงเรื่องของความไม่ชัดเจน และความซ้ำซ้อนของเนื้อหา"

{mosimage}เรื่องของหลักสูตรนี่อย่างไรเสียก็ต้องมีการออกแบบหลักสูตรแกนกลางที่ชัดเจนลงไป ว่าเนื้อหาในแต่ระดับชั้นเป็นอย่างไรในภาพกว้าง อย่าให้โรงเรียนหรือครูผู้สอนไปคาดเดาเอาเองว่า เรื่องนี้โรงเรียนเดิมสอนมาหรือยัง? ต้องสอนเพิ่มหรือทบทวนตื้นลึกขนาดไหน ไม่งั้นเราจะได้หลักสูตรย้ำเท้าอยู่กับที่ ยกตัวอย่างวิชาพระพุทธศาสนานี่แหละ เรื่องของประวัติของพระพุทธเจ้า ป.4 ก็น่าจะจบเรื่องได้แล้ว แต่นี่ ม.4 ยังพูดเรื่องการออกบวชอยู่นั่นแล้วไม่ไปไหน ระดับชั้นประถมศึกษาน่าจะเรียนรู้ประวัติพระพุทธศาสนา หลักธรรมพื้นฐาน พอขึ้นมัธยมต้นก็เอาหลักธรรมสำหรับวัยรุ่นที่จะครองตนอย่างไรให้เป็นสุข ระดับมัธยมปลายก็เอาหลักธรรมในการครองตนในสังคม การประกอบอาชีพ จะปล่อยให้ครูมองแต่ในรั้วโรงเรียนตนเองก็ยากที่จะได้หลักสูตรที่พัฒนาคนในชาติได้

ที่สำคัญการจัดทำหลักสูตรขั้นพื้นฐานก็น่าจะคุยกับทางอุดมศึกษา อาชีวศึกษา ว่าเขาอยากได้อะไร จะให้เราถากเสาเป็นท่อนกลมหรือเหลี่ยม ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด พอไปถึงทางโน้นกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่สอนกันมาเอาไปใช้ไม่ได้สักเรื่อง เหมือนกับว่า อุดมศึกษาเจาะทางเข้าเป็นวงกลม เรามีแต่เสาเหลี่ยมๆ ก็ต้องไปเหลาให้กลมกับโรงเรียนกวดวิชากันอีก ส่วนเรื่องหลักสูตรท้องถิ่นนั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ที่โรงเรียนสามารถปรับประยุกต์ได้ไม่มีปัญหา ยากแต่หลักสูตรแกนกลางนั่นแหละจะเอาอย่างไร? Sealed Sealed 

Wink เรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้อง
http://db.onec.go.th/thaied_news/index1.php?id=38224
http://db.onec.go.th/thaied_news/index1.php?id=38236
http://db.onec.go.th/thaied_news/index1.php?id=38237
http://db.onec.go.th/thaied_news/index1.php?id=38201

Innocent Cry Surprised Surprised Cry Innocent

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2007 เวลา 04:37 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page