"...คนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ..." พระบรมราโชวาท |
| เทคโนโลยีฤาเป็นดาบสองคม |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันพุธที่ 05 มีนาคม 2008 เวลา 06:41 น. |
|
เทคโนโลยีวันนี้ กลายเป็นดาบสองคม
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปร่วมประชุมพิจารณาหลักสูตรกลาง เพื่อเตรียมการอบรมครูผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์ (เทคโนโลยีสารสนเทศ) หลักสูตรที่ 2 ปี 2551 ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีสท์ กรุงเทพฯ ก็ได้มีหยิบยกร่างมาตรฐานหลักสูตรในกลุ่มสาระการงานอาชีพ สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน มีการถกปัญหาเรื่องการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน มาตรฐานหลักสูตรให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายๆ หัวข้อ {mosimage}ผมได้เสนอให้ปรับปรุงในส่วนการสร้างเกราะป้องกัน หรือภูมิคุ้มกันในการใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ในช่วงชั้นที่ 1 (ป. 2 หรือ ป. 3) กันได้แล้ว เพราะทุกวันนี้เด็กนักเรียนในระดับนี้ที่อยู่ในสังคมเมือง ได้รับการสอนหรือแนะนำให้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตกันแล้ว ช่วงเด็กๆ เขาปิดเทอมหรือวันหยุดพิเศษ ลูกหลานครูในโรงเรียนที่ติดตามพ่อแม่มาโรงเรียนก็มักจะแวะเวียนมาที่ ห้องคอมพิวเตอร์ และขอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กัน สิ่งที่เขาใช้งานคือเล่นเอ็ม (MSN) ที่บังเอิญผมบล็อกการใช้งานไว้ ผมเลยรู้ว่าเด็กๆ วัยนี้เขาแชทกันด้วยความคล่องแคล่วแล้ว เพราะเขาบอกว่า คุณลุงใจร้ายไม่ยอมให้เล่นเอ็ม เทคโนโลยี เราเคยชื่นชมและคาดว่านี่แหละคือแสงสว่าง สิ่งวิเศษที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบผลสำเร็จ จนลืมไปว่าทุกอย่างมันมีสองด้าน (มืดกับสว่าง เป็นของคู่กัน) เราก็นำมาใช้กันอย่างไม่เข้าใจ (ก็ยังงงๆ อยู่) ครูผู้สอนก็ถูกสั่งสอนบอกต่อๆ กันมาว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ นักเรียนของเราจะเป็นผู้บรรลุภูมิรู้ขั้นสูงแน่นอน ครูก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็นเพราะกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ต้องยืดอก (ไม่พกถุง) คุยว่า นี่แหละสุดยอดแล้ว {mosimage} แต่เด็กเขาเรียนรู้ได้เร็วกว่าครู เพราะเขาไม่กลัว และกล้าตัดสินใจมากกว่า ตอนนี้แหละที่สิ่งวิเศษเริ่มพลิกผัน กลายเป็นสิ่งอันตราย เพราะการลุยแบบเต็มสูบของเด็กด้วยการเรียนรู้และบอกต่อกันอย่างรวดเร็ว เราจึงได้เห็นปัญหาเด็กติดเกม เด็กติดเน็ต เด็กติดเพื่อน จนกลายเป็นถูกล่อลวงไปทำมิดีมิร้ายในที่สุด และตอนนี้ข่าวที่ประโคมกันคือ ไฮไฟว์ (hi5) (อ่านแบบขำๆ สไตล์วัยรุ่นว่า ฮิห้า) สังคมออนไลน์ที่เหมือนดาบสองคม อย่าว่าแต่เด็กไทยวัยรุ่นเลยครับ พระ เณร ชี ก็เป็นข่าว เพื่อนผมวัยรุ่นแรกแย้ม (ฝาโลง) ก็มีร้องขอให้ผมเข้าไปเป็นสมาชิกก็มี แต่ผมปฏิเสธหมดแหละครับ เพราะระบบนี้มันเป็นลูกโซ่ที่จะเชื่อมโยงกันไปอีกมากมาย มองในด้านดี hi5 ก็เป็นแหล่งชุมชนออนไลน์ ที่สมาชิกสามารถเข้าไปโพสท์รูป โพสท์คลิปวีดิโอ ตกแต่งบันทึกข้อความเหมือนเป็นไดอารี่ หรือบล็อกส่วนตัว แต่เหนือกว่าในการเชื่อมโยง ถ้าชักชวนเพื่อนมาร่วมสังคมได้ก็จะผูกต่อกันไปแบบเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนไปเรื่อยๆ ถ้าสิ่งที่เราได้เขียน บันทึก อัพโหลดรูปภาพที่ดี มีประโยชน์ ชุมชนนั้นก็จะกลายเป็นชุมชนสังคมอุดมปัญญา แต่ถ้าสิ่งที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นใส่สิ่งเสพติดอันตราย (ผมหมายถึงข้อความ หรือรูปภาพที่เป็นพิษเป็นภัย) เราก็คงคาดไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คราวนี้พอมีข่าวในทางไม่ดีขึ้นมาก็เข้าทางของคนที่หวาดระแวง หรือกลัวเกินเหตุเข้าให้ ก็ถึงกับเสนอให้มีการปิดกั้นหรือบล็อกเว็บนั้นไปเลย เพราะปลาซิวเน่าตัวเดียวนี่แหละ ไม่เข้าท่าเลยครับ เหมือนเครื่องบินตกเราก็จะยกเลิกการมีสายการบิน มีรถชนกันเพราะขี้เมาบางคนก็จะห้ามไม่ให้มีรถยนต์ (จะพากันเดินด้วยสองเท้าหรือ?) มันต้องแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุอย่างนี้ สาเหตุเพราะเราสอนให้เขาใช้แต่ไม่สอนให้เขามีคุณธรรมจริยธรรมในหัวใจต่างหากเล่า ที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เราต้องช่วยกันสอดส่อง ดูแลแก้ไขให้ถูกต้องตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนพวกไม้แก่ก็รอให้มันผุพังเน่าเปื่อยไป ทำไม่ดีก็ตัดทิ้งดีกว่า เพราะโลกข่าวสารที่มันไหลลื่นให้เร็วทำให้เราเห็นปัญหาได้เร็ว เลยดูน่ากลัว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนี้ก็คงมีสิ่งไม่ดีไม่งามในสังคมเรา เพียงแต่การกระจายของข่าวสารมันมีน้อยเลยไม่น่าวิตกเท่าไหร่ โจรวันนี้กับเมื่อยิี่ยิบ สามสิบปีก่อนก็คงมีเปอร์เซนต์ไม่ต่างกัน แต่ข่าวของโจรวันนี้มันมาไวอยู่ไกลแค่ไหนก็เหมือนใกล้เลยทำให้ดูน่ากลัว {mosimage} เพราะโลกมีการแข่งขันกันสูงมากในทุกๆ เรื่อง ทำให้เกิดความวิตกกังวลกลัวจะทำได้น้อยกว่าคนอื่น ทำให้ขาดความยั้งคิดไตร่ตรอง และเทคโนโลยีก็ดูเหมือนจะเป็นช่องทางที่ทำอะไรได้ง่าย ซับซ้อนจนคิดไปว่าไม่น่าจะมีใครจับผิดได้ เทคโนโลยีกลายเป็นช่องทางก่ออาชญากรรมโดยอาศัยช่องโหว่ของการไม่รู้ หรือไม่ระมัดระวังของคนอื่น ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ มีนักเรียนที่ใช้นาฬิกาข้อมือไฮเทค (อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาจิ๋วที่ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง ดูเวลา โทรศัพท์ ฟังเพลง ส่ง SMS และอื่นๆ) ในการทุจริตสอบโอเน็ต กรรมการคุมสอบก็ไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นเลยจับไม่ได้ แต่เด็กเขารู้กันแล้วนำไปโพสท์ในบอร์ดจนกลายเป็นข่าว นี่ก็ภัยของเทคโนโลยีอีกเช่นกัน วันนี้ 10 มีนาคม 2551 ผมและคณะ (ชาวโรงเรียน 3 คน ประกอบด้วย ครูจิรัฏฐ์ แจ้งสว่าง ครูชนารัตน์ คำอ่อน และผม นอกนั้นเป็นชาวกระทรวงศึกษาอีกหลายท่าน) เดินทางถึงกัวลาลัมเปอร์เพื่อร่วมการประขุม ICT Conference & Exhibition in 43rds SEAMEO Council Conference and 3rd ASED Meeting ที่ศูนย์ประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้เช้าคงได้รับข้อมูลด้านการใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มประเทศอาเซียนและใกล้เคียงมาเล่าสู่กันฟัง ว่าเขาเจอปัญหาอย่างเราบ้างไหม? และแก้ไขกันอย่างไร (รายละเอียดการประชุมที่เว็บนี้ครับ http://www.moe.gov.my/43seameocc/ ) {mospagebreak} {mosimage} ผมและคณะเข้าพักที่โรงแรม Impiana KLCC Hotel & Spa ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่จัดประชุมฝั่งตรงข้าม ใช้เวลาเดินเท้าสัก 5 นาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ก็เดินสำรวจโดยรอบไปที่ตึกคู่แฝดเปโตรนาส แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปชมข้างบนค่ำเสียก่อน ถ้ามีเวลาจะแว็บไปชมสักหน่อยเหมือนกัน (หาเวลาไปขึ้นชมทัศนียภาพไม่ได้ รวมทั้งหาเวลาไปเข้าคิวรับตั๋วตั้งแต่ 6โมงเช้าไม่ได้กรุ๊ฟทัวร์ยาวเหยียด เขาให้บัตรจำนวนจำกัดในแต่ละวันด้วย เลยอดครับ) {mosimage} เช้าวันที่ 11 มีนาคม มีพิธีเปิดการประชุมโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซีย มีการบรรยายทางวิชาการจากตัวแทนประเทศต่างๆ และท่าน รมต. ศึกษาธิการ มาเลเซียก็ได้เข้าชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของมาเลเซีย นิทรรศการการพัฒนาการศึกษาของประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียน {mosimage} {mosimage} {mosimage} {mospagebreak} {mosimage} ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนครูและเจ้าหน้าที่หลายประเทศก็พอจับประเด็นได้ว่า ทุกประเทศอยู่บนโลกของการแข่งขันด้านไอที เพื่อสร้างสังคมและชุมชนให้สามารถก้าวทันเทคโนโลยี และสามารถพัฒนาคนให้มีความพร้อมเข้าร่วมการแข่งขันในด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจและสังคม ไม่ให้น้อยหน้าประเทศใดๆ เราอาจจะคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากกว่า แต่พอไปดูในอีกมุมหนึ่งเรายังตามหลังหลายๆ ประเทศอยู่หลายก้าวทีเดียว อย่าประมาทเขานะ {mosimage} เอาอย่างบ้านพี่เมืองน้องข้ามแม่น้ำของ (แม่น้ำโขง) ไปนี่ก็ได้ แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจของ สปป.ลาว จะยังไม่ดีนัก แต่วิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาไอทีก็ไม่น้อยหน้าทีเดียว โดยทางการลาวได้เอาท์ซอร์สงานพัฒนาระบบให้กับต่างชาติเข้ามาดำเนินการ (น่าจะเป็นสัญชาติอินเดียแต่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย แกพูดภาษาปะกิตเร็วปรื๋อจนผมได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ทีเดียว) เป็นโครงการพัฒนาสื่อการเรียนออนไลน์ผ่านระบบ m-Learning ซึ่งก็คือระบบโมบายล์นั่นเอง ไม่แปลกใจเพราะได้อานิสงส์จากสินค้าไฮเทคที่เข้ามาจากจีนมีราคาต่ำ คุณภาพยอมรับได้ เป็นการศึกษาอบรมผ่านระบบมือถือทั้งในระดับโรงเรียน และระดับอุดมศึกษาเลยทีเดียว สามารถสอบเทียบรับใบประกาศนียบัตรได้ด้วย {mosimage} ในประเทศมาเลเซีย มีการพัฒนาการศึกษาที่มีแนวคิดยอดเยี่ยม มีนโยบายให้นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกโรงเรียนได้เรียนหลักสูตร Mini English Program ฟรีทุกคน (ของเราต้องจ่ายหัวละหลายหมื่นบาท นี่เขาทำผ่านมาแล้ว 6 ปี) จึงได้เห็นผลของนโยบายนี้ จากนักเรียนที่เข้ามาชมบูธของประเทศไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับคณะของเราได้อย่างคล่องแคล่ว เธอ (เรียนอยู่ระดับประถม น่าจะเทียบกับไทย ป.6) บอกว่า ได้เรียนการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ เข้าร่วมการแข่งขันมาแล้ว (ใช้หุ่นเลโก้) มาพบกับหุ่นประเทศไทยสนใจมาก ยิ่งทราบว่าราคาถูกและปรับแต่งได้เองง่ายๆ เลยขอแผ่นพับ (ภาษาไทย) ไปด้วย เธอบอกว่ามีเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนเป็นคนไทยอยู่ในโรงเรียน จะให้ช่วยอ่านและแปลให้ {mosimage} {mospagebreak} {mosimage} ในมาเลเซียมีโครงการ Smart School ซึ่งดำเนินการด้านนโยบายโดยกระทรวงศึกษาธิการ และกำกับดูแลโดยกระทรวงการคลัง (ชื่อแบบนี้ในเมืองไทยก็มี แต่บริบทหรืองบประมารการลงทุนไม่เหมือนเขา ของเราฟังชื่อดูโก้แต่เนื้อในยังห่างชั้นกับมาเลเซียมาก) โครงการนี้เป็นการเอาท์ซอร์สงานให้บริษัทเอกชนไปบริหารจัดการ จึงทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในทุกๆ ด้าน ทั้งการพัฒนาด้านไอที พัฒนาบุคลากรในโรงเรียน การปรับปรุงและใช้หลักสูตรอย่างจริงจัง เกิดผลเป็นรูปธรรมนักเรียนมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงานโครงการออกมาอย่างน่าทึ่ง (น่าเสียดายที่ผมไม่ได้ไปฟังการบรรยายในห้องประชุมใหญ่ เพราะต้องเฝ้านิทรรศการ อาศัยการพูดคุยกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติที่แวะเวียนมาเยี่ยมบูธเท่านั้น) {mosimage} {mosimage} วันที่ 12 มีนาคม เงียบเหงามากเพราะไม่มีผู้เข้าชม ได้แต่เดินเตร่ไปมาคนเฝ้าบูธแลกเปลี่ยนดูกันเอง ประเทศไหนๆ ก็เหมือนกันนะ วันเปิดงานมีเจ้านายมาเปิดก็จะมีการเกณฑ์กันมาดูคึกคักดูสมเกียรติ พอวันที่สองกร่อยเหมือนไทยแลนด์แดนสยามของเราเลย และที่เหมือนกันอีกอย่างคือ การเกณฑ์นักเรียนมาดูงาน และกำชับให้ถือแบบฟอร์มมาประทับตราหรือลายเซ็นแต่ละบูธเพื่อเอาคะแนน (ไม่รู้ว่าใครลอกใคร?) เด็กตัวกะเปี๊ยกระดับอนุบาลหรือไม่ก็ไม่น่าเกิน ป. 3 ป. 4 มาดูงานไอทีที่มุ่งเน้นสำหรับครูหรือนักวิชาการ แล้วจะได้ผลอะไรบ้างหนอ (ไม่เข้าใจจริงๆ) นอกจากวิ่ง พูดคุย เฮฮา สนุกสนานกันเท่านั้น (วันนี้แจกลายเซ็นไปเป็นร้อย แบบดาราดัง แต่เขาไม่รู้จักเราหรอก มีการแซงคิวกันด้วย ต้องคอยบอกให้ใจเย็นๆ...) {mosimage} อยากได้เปลผ้าใบมาพักผ่อนสายตาเสียจริงๆ ครับ...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2008 เวลา 05:11 น. |