|
Page 1 จาก 2 (ตอน 2)
การประชุมและแสดงนิทรรศการวันที่ 2
ทุกวันในตอนเช้าจะมีเจ้าหน้าที่ของมาเลเซีย นำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่จะเป็นเครื่องใช้สำหรับการนำเสนอบนเวที มาวางให้ผู้บรรยายนำข้อมูลของตัวเองมาบันทึกไว้ สร้างชอร์ทคัทไว้หน้าจอ ทำให้เวลานำเสนอไม่วุ่นวายเรื่องการที่จะต้องถอดสายจาก Projector เปลี่ยนไปมาระหว่างเครื่องของผู้บรรยายแต่ละคน แต่ก็ต้องระวังให้ดีถ้าใครนำเสนอด้วยตัวอักษรพิเศษ ควรจะนำฟอนต์ไปด้วยเพื่อให้การแสดงผลถูกต้อง (แต่ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะใช้ฟอนต์ภาษาอังกฤษ ถ้าเป็นบ้านเรานี่ต้องเตรียมให้พร้อมหรือไม่ก็ใช้ฟอนต์มาตรฐานทั่วไปดีกว่า)
เช้าวันนี้คนไม่ค่อยคึกคักเหมือนในวันแรก อาจเป็นเพราะแบ่งกันเป็นสามส่วน อยู่ในห้องสัมมนา 2 ห้อง และแยกย้ายไปอยู่ในห้องนิทรรศการอีก 1 แห่ง แต่ก็นับว่ามากพอควรสำหรับงานในระดับนี้

วันนี้ครูจิรัฏฐ์ขึ้นบรรยาย เวลา 10.30 – 13.00 น. ในหัวข้อ u-Learning Model for ICTPD Cluster School Program ก่อนบรรยายมีการทำความเข้าใจว่า u-Learning มาจากคำว่า Ubiquitous หมายถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ด้วยสื่อไร้สายชนิดต่างๆ ได้แก่ wireless LAN, PDA และโทรศัพท์มือถือ

ได้แบ่งการบรรยายออกเป็น 3 ตอน
- ตอนแรกพูดถึงเรื่องการฝึกอบรมครูทั้งจากภาครัฐ และที่ได้รับความร่วมมือจากเอกชน
- ตอนที่ 2 พูดถึงเรื่องพัฒนาการจาก e-Learning ไปสู่ u-Learning
- ตอนที่ 3 เปรียบเทียบรูปแบบการใช้ ICT ในการฝึกอบรมครู กับรูปแบบ u-Learning ที่ออกแบบไว้

บรรยายให้เห็นภาพความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับหน่วยงานทางการศึกษาต่างๆ ในการจัดโครงการฝึกอบรมครู ได้แก่ Intel, Microsoft, UNESCO, UNICEF, SEAMEO และโครงการโรงเรียนในถิ่นธุรกันดาร
วิเคราะห์ปัญหาที่พบระหว่างการฝึกอบรมครู ว่าปัญหาของครูไทย มีประเด็นที่น่าสนใจคือ
- จำนวนชั่วโมงสอนและภาระงานของครูที่มีมากเกินไป
- อายุเฉลี่ยของครูที่เกินกว่า 40 ปี มีผลต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- ครูที่อายุน้อย มีความรู้ด้าน ICT สูง ไม่กล้าที่จะให้คำปรึกษาแก่ครูที่มีอาวุโสกว่า
อธิบายเรื่องการใช้ ICT ในการฝึกอบรมครู โดยประยุกต์จาก e-Learning ไปสู่ u-Learning วิเคราะห์ให้เห็นว่าการนำอุปกรณ์มือถือมาใช้ในการเรียนรู้ มีความเป็นไปได้ สามารถทำได้จริง และแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของ u-Learning ที่ได้คิดขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาครูในประเทศไทย อาศัยหลักการเรียนรู้แบบเผชิญหน้าด้วยสื่อออนไลน์ ให้ครูสามารถพบกับครูที่เก่งๆ หรือได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ผ่านทางสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Video conference, Chat, หรือ MSN ที่ครูต้องใช้เวลาที่พบปะตรงกัน หรือจะใช้ Web Board, email หรือ Blog ที่ครูเข้าไปศึกษาเองเมื่อไรก็ได้ และมีการนำเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือเข้ามาประยุกต์ใช้

ผู้ฟังให้ความสนใจและมีการตั้งคำถามกันเล็กน้อย ที่สำคัญคือต้องการทราบว่าถ้าใช้มือถือในการพัฒนาครูจะทราบได้อย่างไรว่าครูใช้บทเรียนที่เรานำเสนอหรือไม่ คำตอบก็คือครูที่อยู่ในโครงการต้องมาด้วยความสมัครใจเพราะฉะนั้นต้องตั้งใจศึกษาอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเรานำเอา LMS มาใช้ในการควบคุม บทเรียน ทันทีที่ครูใช้มือถือ login เข้ามา ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลครูและตรวจสอบการเรียนรู้ของครูได้ทันที

Mr.Vincent Quah ผู้จัดการบริษัทไมโครซอฟท์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย เข้ามาแสดงความยินดีหลังจบการบรรยาย เพื่อนชาวมาเลเซียที่ทำโครงการ ALCoB ร่วมกัน ณ ประเทศเกาหลี มาร่วมแสดงความยินดีในผลสำเร็จของการนำเสนอ

Section สุดท้ายก่อนพิธีปิดเป็นของภาคเอกชน Mr.Vincent Quah ผู้จัดการบริษัทไมโครซอฟท์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บรรยายเรื่องการพัฒนาครูตามโครงการ Partner in Learning

ที่น่าสนใจรายการหนึ่งของวันนี้คือการนำเสนอของ Dr.Norrizan Razali ผู้จัดการโครงการ Smart School มาเลเซีย ที่นำเสนอวิธีการกำหนดเกณฑ์การประเมินโรงเรียนในโครงการ Smart School เพื่อเป็นหนทางนำไปสู่ Champion ซึ่งใช้การแข่งขันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา

ก่อนพิธีปิดเป็นการบรรยายสรุปการนำเสนอของผู้บรรยายทั้งหมด โดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ งานนี้ต้องขอชมทีมงานผู้จัดทำข้อมูลเพื่อสรุปงาน เพราะสามารถจับประเด็นจากผู้พูดทุกคนแล้วนำมาเสนอในตอนจบได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งหัวเรื่องของครูจิรัฏฐ์ที่ใช้คำว่า Ubiquitous ก็ยังถูกนำมาล้อว่าอ่านยากสำหรับตัวท่านเอง

พิธีปิดดูจะเหงาลงไปสักหน่อย เพราะเหลือสมาชิกในห้องไม่มากนัก โชคดีที่นิทรรศการด้านล่างจบหมดแล้ว จึงทำให้คณะที่จัดบูธนิทรรศการขึ้นมาเสริมที่ห้องประชุม ทำให้ดูคึกคักขึ้นมาได้หน่อย ในภาพ Projector จะเห็นว่าทีมจัดบูธของประเทศไทยขึ้นมารวมอยู่ในพิธีปิดทั้งหมด

ประธานในพิธีปิดเป็น รัฐมนตรี Higher Education กล่าวปิดอย่างสั้นๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก จากนั้นด้านนอกก็มีบริการอาหารว่าง (เหมือนเส้นหมี่ผัดซีอิ๊ว กับปีกไก่ทอด) และ ชา กาแฟ ตามชอบ
ว่างแล้วไป Shoping Market กันดีกว่า

เย็นวันนี้เป็นอิสระจากงาน คุณไซโนริ และคุณอัสมัน จึงพาพวกเราขึ้นรถไฟฟ้าไปเที่ยวในเมือง วางแผนไปเดินเล่น ซื้อของที่ระลึกเล็กน้อย และก็หาอาหารเย็นรับประทานกันแถวตลาด

แน่นเป็นปลากระป๋องเลยรถไฟฟ้าใต้ดิน เพราะเป็นช่วงเลิกงานพอดี

เราเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานี KLCC คนเยอะมากเพราะเป็นสถานีที่อยู่ย่านชุมชนและเวลาที่เรามาเป็นเวลาเลิกงาน จึงต้องเข้าแถวซื้อตั๋วและเข้าแถ้วขึ้นรถไฟฟ้ายาวมาก แต่ไม่ช้าเพราะรถเยอะ มาถี่ เราตีตั๋วไป 4 สถานีลงที่สถานี Pasar Seni (เป็นตลาด) ค่ารถไฟฟ้าประมาณ 15 บาท ค่ารถไฟฟ้าที่นี่อยู่ที่ 12-40 บาท ถ้าเป็นรถแทกซี่ก็เริมต้นที่ 20 บาท นับว่าถูกกว่าบ้านเรามาก เหตุที่ค่ารถมาเลเซียถูกกว่าไทยเพราะค่าน้ำมันที่นี่ถูกกว่าของเรา (เบนซิน 95 ราคาลิตรละ 19 บาทเอง)

คณะของเรามีเพิ่มมา 2 คน คือ Dr.Miao Fengchun จาก UNESCO และ Dr.Cheah Ui Hock จาก SEAMEO RECSAM ที่ขาดไปคือคุณศิริภัคค์ เพราะต้องไปทำหน้าที่ดูแลคณะของท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของไทยที่เพิ่งจะเดินทางมาถึง

เราเดินทางไปที่ตลาดกลางเพื่อเดินดูของที่ระลึก ตลาดที่นี่สินค้าราคาไม่แพงมากแต่ตามวัฒนธรรมของผู้ซื้อต้องมีการต่อรองราคากันเล็กน้อย เราสามารถต่อรองราคาลงได้ประมาณ 10-20% แล้วแต่ฝีมือ

คุณดลลัชบอกว่าในวันแรกออกไปเดินเล่นตามห้างใกล้ๆ KLCC ซื้อของที่ระลึกมาบ้างแล้วแต่พอมาเจอราคาที่นี่ ต่างกันมากทีเดียว จึงขอซื้อเพิ่มเพื่อความสะใจ

เลือกไม่ถูก เยอะเหลือเกินราคาเริ่มตั้งแต่ห้าบาทไปจนหลักพันเลยทีเดียว

เราเดินต่อไปจนถึง China town ก็พบเห็นว่าไม่มีอะไรน่าประทับใจ สินค้าไม่แตกต่างจากตลาดกลางมากนัก แต่บริเวณนี้มีร้านอาหารมากมาย ทั้งร้านอาหารจีนและร้านอาหารนานาชาติ มีชาวต่างชาติให้ความสนใจและมานั่งรับประทานอาหารกันอยู่พอสมควร

เราเลือกไปรับประทานอาหารตามสั่ง ร้านแรกนี่ออกไปทางอินเดียเจ้าของร้านเห็นคณะเรามาหลายคนก็ไล่แขกที่นั่งคนเดียวไปนั่งที่อื่น เราเกรงใจเลยไปอีกร้าน ก็พบว่าพ่อครัวในร้านเป็นคนไทยทำอาหารได้ถูกปากทั้งคนไทย คนมาเลเซีย รวมทั้งคนจีนที่ติดตามเรามาด้วย เด็กทำงานในร้านก็มีทั้งที่เป็นคนไทยมาจากยะลา (บริการเราดีมากเลย) และที่เป็นชาวอินโดนีเซีย เรียกว่าเป็นร้านแบบสหประชาชาติเลยเชียวละ มื้อนี้เฉลี่ยแล้วจ่ายไปแค่หัวละ 70 บาท นับว่าไม่แพงสำหรับที่นี่

ขากลับเดินผ่านโรงแรมแมนดาริน พวกเราหามุมดีๆ ถ่ายรูปคู่กับตึกแฝดปิโตรนาส (อีกแล้ว) แต่ถ่ายยากมากเพราะเป็นมุมเงยที่สูงมาก และไม่มีขาตั้งกล้องทำให้ภาพส่วนใหญ่ที่ออกมาไม่สวย ที่พอดูได้ก็มีเพียงภาพเดียวที่เห็นนี่ละ

นื่องจากเป็นคืนสุดท้ายที่นี่ ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงโรงแรมพวกเราก็ทำการมอบของที่ระลึกให้กับ คุณไซโนริ และคุณอัสมัน (อภินันทนาการจาก สวนกุหลาบนนท์ เช่นเคย ขอขอบคุณ)

|