" . . . การทำให้บ้านเมืองคงอยู่นี้เป็นงานที่ยากที่ลำบาก เพราะว่าคนที่อยู่ในประเทศย่อมต้องมีการขัดแย้งกันบ้าง เหมือนในครอบครัว อยู่ใกล้ชิดกันก็อาจขัดแย้งกันได้ แต่ว่าเมื่ออยู่ในครอบครัวเดียวกันคือประเทศชาติ ก็เป็นครอบครัวใหญ่ ต้องรู้จักอภัยกันรู้จักปรองดองกันให้ดี . . . " พระบรมราโชวาท |
| เปิดภาคเรียนอีกแล้ว 2551 |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันจันทร์ที่ 05 พฤษภาคม 2008 เวลา 05:52 น. |
|
สวัสดีภาคเรียนใหม่ 2551
มีข่าวคราวมากมายในช่วงนี้ แต่ที่ดูเหมือนจะมีผลกระทบมากที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของค่าครองชีพ ยิ่งเปิดเทอมใหม่อย่างนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องหนักอกหนักใจของผู้ปกครองทั้งหลาย (รวมทั้งผมด้วย) ที่ต้องจ่ายกันมากขึ้นกว่าเดิม น้ำมันขึ้นราคาแล้วกระทบต่อราคาสินค้าทุกชนิด ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้า สมุด หนังสือ และแน่นอนเปิดเทอมค่าเดินทางไปเรียนหนังสือ ค่าอาหารต่อวันก็คงต้องเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รายได้ยังคงมีเท่าเดิมหรือบางคนอาจจะลดลงด้วยซ้ำสวนทางกับรายจ่าย ก่อนจะคุยกันเรื่องอะไรใหม่ๆ ก็ขอย้อนเล่าให้ฟังสักนิดว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง เริ่มจากการอบรมครูผู้สอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามโครงการความร่วมมือพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สพฐ. - สกอ. - สสวท. 2550 - 2554 ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 จัดอบรมแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ {mosimage}
หลักสูตรที่ 2 นี้เป็นการเน้นที่ให้ครูผู้สอนสามารถนำความรู้ที่ได้ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก แต่ก็ได้เพิ่มเทคนิคการใช้งานต่างๆ มากขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในหน้าที่ของตนเอง เช่น การจัดทำแผนการสอน การทำแผ่นพับโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานอย่างง่าย การทำบันทึกข้อความ/หนังสือราชการที่ถูกต้องตามแบบแผนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ {mosimage} เทคนิคในการใช้โปรแกรมตารางทำงานเพื่อการจัดเก็บคะแนนการเรียน การวัดและประเมินผลการเรียน และสุดท้ายคือการจัดการฐานข้อมูลเบื้องต้น ให้สามารถนำเอาแนวคิดไปใช้ในการทำงาน มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสองรุ่น 67 คน (ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้เดิม) ด้วยสาเหตุหลักๆ คือ ระยะเวลาช่วงอบรมรุ่นแรกไปตรงกับการจัดการแข่งขันกีฬาดอกบัวเกมส์ ที่ครูเราหลายคนต้องเข้าไปร่วมในฐานะกรรมการจัดการแข่งขัน แล้วยังตรงกับช่วงรับนักเรียนใหม่ ม. 1 และ ม. 4 ประจำปี 2551 อีกด้วย แต่สาเหตุหลักๆ ที่ไม่ได้มาร่วมอบรมกลายเป็นว่า เกิดไฟไหม้ (ลนก้น) กับครูผู้ที่จะต้องทำผลงานส่งให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งเป็นเส้นตายสุดท้าย ก็เลยไม่มาเข้าร่วมอบรมเสียอย่างนั้น (นี่แหละคนไทย จะให้เวลานานเพียงใดก็ไร้ค่า เพราะจะมารีบเอาตอนวันสุดท้ายทุกทีซิน่า) มีการจัดอบรมอีกรายการหนึ่งที่จัดในระยะเวลาคาบเกี่ยวกัน คือ "ตลาดนัดวิชา เพื่อพัฒนาข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ภาคฤดูร้อน" ที่จังหวัดอุบลราชธานีจัด 2 ช่วงเวลาคือ ครั้งที่ 1ระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน 2551 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 1-3 พฤษภาคม 2551 สถานที่ดำเนินการคือ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ก็ผ่านไปได้ด้วยดี บางเรื่องมีผู้คนสนใจเข้าร่วมอบรมมาก บางเรื่องก็มีน้อยมาก จนไม่คุ้มค่ากับการลงทุนในเรื่องการเตรียมงาน ค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยากร และความตั้งใจของวิทยากรที่พกมาเกินร้อย {mosimage} จุดอ่อนของการจัดอบรมครั้งนี้อยู่ที่การประชาสัมพันธ์ที่อ่อนด้อย ขาดประสบการณ์ และฉุกละหุกที่สุด ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับสมัครผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรการอบรมที่ตั้งไว้ไม่สื่อให้เข้าใจว่าจะได้ความรู้เรื่องอะไร ผู้ที่สมัครไปแล้วก็ไม่แน่ใจอีกว่าจะได้เข้ารับการอบรมหรือไม่? เพราะไม่มีฟีดแบ็คย้อนกลับ ไม่มีการแจ้งรายชื่อผู้ที่สมัครเข้ารับการอบรมว่ามีมากน้อยเพียงใด อบรมที่ไหน อย่างไร? เรียกว่ามืดแปดด้านเลยทีเดียว {mosimage} ใกล้จะถึงวันอบรมมีคนสมัครน้อย ก็มีโทรศัพท์มาถึงผมว่าให้ช่วยไปเกณฑ์ครูหรือนักเรียนในโรงเรียนใกล้ๆ มาเข้ารับการอบรมหน่อย (เอาเข้าไป) นี่ผมจะมีความสามารถขนาดนั้นหรืออย่างไร? ที่สำคัญหน่วยเหนือขึ้นไปคิดว่าพวกเรานี่ว่างงานนอนเล่นๆ อยู่กับบ้านในวันปิดเทอมเป็นแน่แท้ เด็กนักเรียนก็คงจะกลายเป็นเด้กแว๊นซ์ เด็กซิ่ง ขี่รถมอเตอร์ไซต์กวนเมือง หรืออยู่ในร้านเกมกันหมดกระมัง ไม่รู้เลยหรือว่า พวกเราก็ยุ่งจนหงิกเหมือนกัน สารพัดงานเตรียมการเปิดภาคเรียน ปฐมนิเทศ รายงานตัวเด็กใหม่... อีกร้อยพันภาระหน้าที่ {mosimage} ส่วนเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จริงๆ นั้น ต่างจังหวัดจะมีเด็กสองกลุ่ม คือ กลุ่มเรียน กลุ่มนี้ไม่เรียนพิเศษ เรียนล่วงหน้าในตัวจังหวัดก็โน่นแหละไปเรียนกันในกรุงเทพฯ โน่น ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีฐานะหน่อย ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มหางานทำ ผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มนี้อาจจะไปขายแรงงานในกรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือเมืองอุตสาหกรรม ก็จะให้ลูกไปทำงานด้วย อย่างน้อยๆ ปิดเทอม 2-3 เดือน เขาก็จะได้รายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในตอนปิดเทอมได้ นี่คือสิ่งที่หน่วยจัดการอบรมต้องตีโจทย์ให้แตกก่อนการจัด ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร มีมากน้อยเพียงใด จะมีลูกค้าตามเป้าหรือไม่? อย่าให้เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วก็เชื่อแต่รายงานที่เขาถ่ายรูปพิธีเปิดไปเสนอเท่านั้น ติดตามผลกันหน่อย เสียดายเงินภาษีที่ผมก็มีส่วนจ่ายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ด้วย ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่าน Admission ปีนี้ เมื่อวานนี้ (5 พ.ค.) มีลูกศิษย์หลายคนโทรศัพท์มารายงานเรื่องผลสอบแอดมิชชั่น ก็ยินดีปรีดากันไปสำหรับคนที่ได้คณะตามใจหวัง ส่วนคนที่พลาดโอกาสก็เสียกำลังใจนิดหน่อย แต่ก็คงมีที่เรียนตามที่เลือกสำรองลงมา บางคนพ่อแม่ฐานะดีหน่อยก็คงจะไปทางมหาวิทยาลัยเอกชนกัน ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ คนที่ได้ที่เรียนตามที่หวังไว้ ส่วนคนที่พลาดไปก็อย่าเสียกำลังใจ เรียนที่ไหนก็ได้ขอให้ตั้งใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่ออนาคตในวันข้างหน้า {mosimage} ได้ดูรายการโทรทัศน์ที่สัมภาษณ์นักเรียนพิการทางสายตาที่สอบได้ในปีนี้ คือ น.ส.นนทิยา ปาสาเน ติดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ น.ส.ยอดขวัญ คูวัชระเจริญ คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยทั้ง 2 คน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนศรีอยุธยา ก็ชื่นชมในความสามารถและความตั้งใจของคนทั้งสอง แต่ที่ชื่นชมที่สุดคือ การให้กำลังใจกับคนที่พลาดหวังไม่ให้ท้อถอย สู้และมุมานะต่อไป ก็หวังว่า คนที่ไม่ได้พิการอย่างเธอจะมีกำลังใจมากขึ้น แต่ก็เป็นงงกับการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์และวิทยุโทรทัศน์เหมือนกันที่ว่า "คณะพยาบาล-สหเวชศาสตร์สุดฮิต นร.เลือกสมัครคัดเลือกมากสุด" ไม่ใช่ความฮิตในความต้องการทางวิชาชีพของนักเรียนหรือความอยากเป็นคนในอาชีพนี้ของสังคม แต่เพราะปีนี้คะแนนสอบของนักเรียนส่วนใหญ่ทั่วประเทศลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย เมื่อนำไปเทียบกับคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยที่จะรับเข้าศึกษาแล้วพบว่า ตนเองน่าจะติดในคณะเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้เขาแห่เลือก เงื่อนไขการเลือกเมื่อคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ในคณะที่หวังและตั้งใจ จึงต้องหาคณะที่คะแนนของตนมีโอกาสได้รับการคัดเลือก อย่าไปวัดที่จำนวนคนเลือกว่า มีมากแล้วจะสุดฮอต สุดฮิตตามที่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม ทุกอาชีพล้วนมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เพียงแต่ถ้าเราเลือกโดยที่เราไม่ได้ชอบ และพึงพอใจ กลัวจะกลายเป็นปัญหาในภายหลัง เรียนไม่จบ หรือจบมาแล้วก็ทำงานอย่างซังกะตายไป ยิ่งเป็นงานบริการผลกระทบที่จะเกิดต่อสังคมจะยิ่งมีมากยิ่งขึ้นในภายภาคหน้า เป็นห่วงจริงๆ ครับ ปิดท้ายด้วยเรื่องของทรงผม {mosimage} ต่อกรณีนักเรียนทำผมทรงพังก์ ซอยผม โกรกสีทอง เลียนแบบแฟชั่นญี่ปุ่น-เกาหลี ที่เรียกกันฮิตติดปากว่า J-pop, K-pop เถียงกันไม่รู้จบหรอกครับ เอาเป็นว่า จะทำอะไรต้องอยู่ในความพอดี ทุกอย่างบนหัวที่ทำล้วนมาจากเงินพ่อแม่ผู้ปกครองกันทั้งนั้น ยิ่งเศรษฐกิจถดถอยอย่างนี้ก็ใช้สมองส่วนบนตรองกันหน่อยก็แล้วกัน แล้วก็อย่าไปเที่ยวพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนกันมากนัก เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องสร้างคนให้อยู่ในระเบียบวินัย เคารพกฎและกติกาของสังคม โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ฝึกอบรมนักเรียนให้เป็นคนดี มีมารยาท มีวินัย ไม่ใช่เวทีประกวดทรงผมแฟชั่น หากไม่มีการบังคับบ้างก็เหมือนขาดการอบรมสั่งสอน อะไรที่นอกกรอบเกินกว่าสังคมจะรับได้ก็ต้องดูแล แต่อย่าตึงเกินไปจนถึงกับจับเด็กกล้อนผม ไถเป็นสี่แยกไฟแดง ก็ขอยกคำกล่าวของคุณหญิงกษมา (เลขาธิการ สพฐ.) ท่านว่าไว้ "หากจะบังคับให้เด็กไม่ทำผมหรือย้อมสีผมตามแฟชั่น ครูเองก็ไม่ควรจะทำสีผมให้ดุเดือด ฉูดฉาดเกินไป โดยต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี" อันนี้ยก 2 มือเชียร์เลยครับ เสื้อผ้าอาภรณ์ก็เช่นกัน โรงเรียนไม่ใช่แคตวอล์กก็เอาพอสวยงาม ไม่ให้เด็กเรียกว่า แม่ หรือ ยาย(เพิ้ง) ก็เพียงพอแล้ว ผมห่วงตอนก้มลงเขียนกระดานภาพมันจะไม่งามนั่นหรอกครับ {mosimage} ก็ขอจบการพูดคุยกันในสัปดาห์นี้ด้วยภาพสวยงามของวัยรุ่นสไตล์ J-pop ที่วัยรุ่นใน พ.ศ. นี้ ฮิตติดใจและเลียนแบบกันจัง ก็สวยดีถ้าหนูมีอาชีพใช้ความสวยงามเป็นหลัก ไม่ใช่นักเรียนที่ต้องแบมือขอเงินจากพ่อ-แม่ เพื่อการเรียน การยังชีพ เอาไว้เมื่อเติบใหญ่มีการงานทำเป็นหลักเป็นฐาน ค่อยแต่งตัวสวยงามตามวัย ไม่แน่ถึงตอนนั้นมันอาจจะเป็นทรงนักเรียน พ.ศ. นี้ก็ได้ แฟชั่นมันมีวัฏจักรของมันเสมอนะ ดูอย่างกางเกงเอวต่ำจนจะหลุดเห็นก้นนี่ก็ฮิตมาก่อนสมัยรุ่นพ่อสัก 30 ปีที่แล้วจริงๆ นะ... |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม 2008 เวลา 18:21 น. |