KruMontree.com

Moral Principle

" . . . การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น ได้ประโยชน์มากกว่าทำเฉพาะประโยชน์ส่วนตัว และบอกได้ว่าคนไหนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแท้ๆ ล้วนๆ เชื่อว่าประโยชน์นั้นจะไม่ได้ เท่ากับรวบรวมของหนักมาวางบนหัว แบกเอาไว้ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่สบาย ก็หนัก ก็เหนื่อย แต่ถ้าผู้ใดทำเพื่อส่วนรวม ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งเบา ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว และยิ่งมีความสุข . . ."

พระราชดำรัส
๑๑ กันยายน ๒๕๒๓

Home บทความของเรา โศกนาฏกรรมทางการศึกษา
โศกนาฏกรรมทางการศึกษา PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2008 เวลา 23:59 น.

โศกนาฏกรรมทางการศึกษา ได้เวลาต้องทบทวน ?

เข้าคิวรอ... แล้วอีกเมื่อไหร่จะสมหวัง ข่าวคราวทางการศึกษาในช่วงนี้มีทั้งข่าวที่ต้องชื่นชมยินดี กับผลการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับต่างๆ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาจะได้รับการประโคมจากสื่อต่างๆ มากกว่า และในท่ามกลางข่าวดีก็มีข่าวที่เศร้าสลดใจมากมายซึ่งมีผลมาจากกระบวนการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสังคมไทยวันนี้ ตั้งแต่นักเรียนยิงตัวเองตาย ผูกคอตาย และอื่นๆ จึงมีคำถามว่า เราควรจะพิจารณาทบทวนกันได้หรือยัง? เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมทางการศึกษาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก...

ทุนการศึกษา ทุนกู้ยืม เมื่อไหร่จะถึงมือของคนที่รักเรียนจริงๆ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แทนที่จะถูกผลาญไปกับพวกขาดสติ ไร้อนาคต กู้ยืมมาใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉก มั่วสุมในหอพัก ดื่มกินขาดสติ เรียนไม่จบ กลายเป็นปัญหาของสังคม และกลายเป็นหนี้ NPL ที่ไม่มีทางจะได้คืนอีกแล้ว...

"วัวหายแล้วล้อมคอก" นี่จึงเป็นสุภาษิตที่นำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ถ้าไม่มีข่าวกรณีนักเรียนยิงตัวตาย หรือผูกคอตายเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน และเงินดำรงชีวิต ผู้เกี่ยวข้องก็คงไม่ออกมาหามาตรการแก้ไขกัน และแน่นอนสิ่งที่ต้องทำคือมาตรการเร่งรัดระยะสั้น มาตรการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แล้วเมื่อไหร่จะมีใครเป็นเจ้าภาพวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาและหาทางแก้กันในระยะยาว เพราะเรื่องเหล่านี้จะต้องมีเพิ่มมากขึ้นทุกปีตามสภาพของสังคมและเศรษฐกิจที่บีบรัดเข้ามา

ถ้าเรามองกันที่ต้นตอของปัญหาจริงๆ นั้นมองได้หลายมิติ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยมีอยู่ 2 เรื่องที่น่าจะมีการทบทวนแก้ไขกันเป็นการด่วน เรื่องที่หนึ่งคือ หลักการของการให้กู้ยืมในกองทุนต่างๆ เหมาะสมเพียงใด มีช่องว่างช่องโหว่ที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยศึกษาจากตัวเลขของจำนวนผู้กู้ยืมเทียบกับการสำเร็จการศึกษา การมีงานทำ และการส่งใช้เงินยืมคืนให้กองทุน ปัญหาอยู่ที่ใด และจะแก้ไขสำหรับรุ่นต่อๆ ไปอย่างไร เพื่อให้การเข้าถึงเงินทุนนี้อย่างเป็นธรรมสำหรับทุกคน (อย่าคิดว่ามาตรการฟ้องร้องจะทำให้ได้เงินคืน เพราะรีดเลือดสีแดงจากปูคงจะยากโขแน่ๆ ไม่มีงานก็ไม่มีเงินคืน)

{mosimage} 

เรื่องที่สอง การให้ความช่วยเหลือแนะนำ การให้คำปรึกษา ถึงนักเรียนมากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า โรงเรียนโดยครูแนะแนวน่าจะเป็นแหล่งข้อมูลแนะนำในเรื่องนี้ได้อย่างกระจ่างชัด แต่จะมีโรงเรียนสักกี่โรงที่มีขีดความสามารถในระดับนั้น เพราะดูเหมือนหลายๆ โรงเรียนจะถือว่างานแนะแนวคืองานฝาก ให้ใครก็ได้ดูแล แนะนำกันไปเท่าที่ทำได้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นครูแนะแนวบางคน (ขอย้ำนะครับว่า บางคน เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้ และไม่ใส่ใจ) มีความรู้เรื่องการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและทุนการศึกษา น้อยกว่านักเรียนเสียอีก

เรื่องทุนการศึกษานี่จำเป็นจริงๆ ในยุคข้าวยากหมากแพง นาล่ม ดินแล้ง (ไม่รู้ว่ามันมาคู่กันได้อย่างไร นาน้ำท่วม แต่ก็แล้งให้เห็น ส่วนหมากแพงนะไม่เท่าไหร่ เหลือน้อยแล้วคนกินหมาก (เว้นไว้แม่ยายผมสักคน) น่าจะเปลี่ยนเป็นข้าวก็แพง น้ำมันก็ยิ่งแพงกว่า) เพราะสภาพของแต่ละครอบครัวนั้นหนักหนาสาหัส หาเช้ากินเที่ยง หาเที่ยงๆ กินบ่าย หาบ่ายๆ กินตอนเย็นอย่างนั้นเลย อาชีพรับราชการอย่างเพื่อนครู เพื่อนข้าราชการอื่นๆ ที่มีรายได้ประจำก็ยังสุดจะทนแล้วชาวบ้านผู้ใช้แรงงาน เกษตรกรนั้นจะหนักหนาสาหัสเพียงไร?

{mosimage} อย่างเปิดเทอมนี้ นอกจากลูกผมที่ต้องลงทะเบียนเรียนทั้งสองคนนี่ก็ปาเข้าไปเกือบแปดหมื่นบาทแล้ว (มหาวิทยาลัยของรัฐนะครับ ไม่ใช่เอกชน และยังอยู่ในระบบอีกด้วย นี่แสดงว่าจะอยู่ในระบบหรือออกนอกระบบก็แพงเหมือนกัน) ปีนี้รับอุปการะหลานอีกคน (เป็นกำพลอย พ่อแม่มีชีวิตแต่แยกทางกันเดินแบบคอนเวอร์ส) เข้าเรียน ม. 1 เฉพาะค่าชุดนักเรียน ชุดกีฬา รองเท้า สมุด หนังสือ ก็เฉียดหมื่นไปเหมือนกัน หลานอีกคนกำพร้าพ่อ แม่เป็นครูเอกชนสอนในโรงเรียนราษฎร์ที่กรุงเทพฯ เงินเดือนแทบจะไม่พอค่ารถเมล์ ดีที่บ้านไม่ได้เช่านี่ก็สมทบค่าสมุด หนังสือ เสื้อผ้า รองเท้าไปห้าพันบาท เฉียดแสนบาทเข้าแล้วนะ (ไม่อยากจะคิดถึงลูกของกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ผู้ใช้แรงงาน เอาแค่เข้าประถมศึกษา ก็คงจะกระอักเหมือนผมนี่แหละ เฮ้อ...)

ถ้าเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา ก็จะมีสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกในชีวิตคือ เทคโนโลยี เอากันตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ (ตัวนี้มากันตั้งแต่ประถมศึกษาแล้ว พอขึ้นชั้นสูงก็อยากได้ที่แจ่มๆ กว่าเดิม เป็นแฟชั่นมากกว่าประโยชน์ใช้สอย) เอาไว้ใช้ติดต่อสื่อสาร พูดคุยกับเพื่อนได้นานๆ ส่วนตั๊วส่วนตัว แต่กับพ่อแม่นี่แค่ยิงเบอร์ให้ก็น่าจะรู้ว่า เงินหมดแล้วส่งด่วน ต่อมาก็เครื่องคอมพิวเตอร์ (ต้องเป็นโน้ตบุ๊ค จะได้เอาไปใช้ที่มหาวิทยาลัยได้ ต้องรุ่นใหม่ พลังแรงมากๆ แต่เอามาใช้งานหลักคือคุยไร้สาระ (Chat) กับการเล่นฮิห้า (Hi5) ตามสมัย หรือไม่ก็โหลดคลิปเป็นหลัก) ด้วยข้ออ้างต้องค้นคว้า ทำรายงานส่งอาจารย์ จริงๆ อาจจะจ้างเพื่อนให้ทำให้เพราะไม่ว่าง แช็ทอยู่...

ก็บ่นให้ฟังตามประสบการณ์ที่พบในปีนี้ หันหน้าไปคุยกับเพื่อนฝูงไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ฝืดเคืองแน่ จะค้าจะขายก็ลำบากเพราะกำลังซื้อคนส่วนใหญ่ไม่มี ขายไม่ได้การจ้างแรงงานก็จะลดลงตาม มันกระทบกันไปเป็นลูกโซ่จริงๆ คงต้องให้กำลังใจตัวเองและครอบครัวให้มากนะครับ สู้ต่อไปอย่าท้อ...

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2008 เวลา 03:03 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page