"...ครูที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ทำแต่ความดี คือต้องหมั่นขยันและ อุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกลั้น สำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติของตน ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนที่ดีงาม รวมทั้งต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจวางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ..." พระบรมราโชวาท |
| ยอมถอยหนึ่งก้าว เพื่อการก้าวไปข้างหน้าสามก้าว |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันจันทร์ที่ 02 มิถุนายน 2008 เวลา 00:57 น. |
|
ข่าวน่ายินดีของ
เด็กไทยแจ๋ว! สร้างชื่อคว้ารางวัลวิทยาศาสตร์ระดับโลก อินเทลไอเซฟ ครั้งที่ 59 ที่ เมืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการประกวดโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ ใหญ่ที่สุดในโลก มีผลงานเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกระดับประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 1,500 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานเปิดตัวเยาวชนคนเก่งที่ได้รับรางวัลในงานประกวดผลงานด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรือ อินเทล ไอเซฟ (Intel ISEF) ครั้งที่ 59 โดยมีนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเป็นประธานเปิดงานและมอบโล่รางวัลแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว {mosimage} โดยผลงานของนักเรียนทั้ง 2 ทีมที่สร้างชื่อเสียงในครั้งนี้ได้แก่ โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง “การหมุนของหางเมล็ดหญ้าหนวดฤาษี” พัฒนาโดย นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ ประกอบด้วย นายชญา นิ่มจินดา (ปัจจุบันศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราช) นางสาวปรารถนา ชุนหคาม (ปัจจุบันศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬา) นางสาวอลิศรา ศรีนิลทา (ปัจจุบันศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราช) โดยมี อาจารย์ นิพนธ์ ศรีนฤมล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับรางวัลที่สามในประเภท แกรนด์ อวอร์ด (Grand Award) เป็นทุนการศึกษา 1,000 เหรียญสหรัฐ และอีกผลงานที่ได้รับรางวัลคือ “ไม้อัดยุคใหม่ผลิตได้จากวัชพืช” พัฒนาโดย ด.ช.ภีมเดช ประสิทธิ์วรเวทย์ ด.ช.ธนวรกฤต บางเขียว และด.ช.มนภาส หะรารักษ์ นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ได้รับรางวัลที่สองในประเภท สเปเชี่ยล อวอร์ด (Special Award) จากสมาคมวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ Sigma Xi เป็นทุนการศึกษามูลค่า 600 เหรียญสหรัฐ {mosimage} สำหรับโครงการ อินเทลไอเซฟ ครั้งที่ 59 ซึ่งถือเป็นการประกวดโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นที่เมืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 12-16 พ.ค. ที่ผ่านมา มีผลงานเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกระดับประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 1,500 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก นักเรียนที่สนใจอยากเข้าร่วมการแข่งขันกิจกรรมนี้ จะต้องจัดทำโครงงานส่งเข้าประกวดในประเทศไทยก่อน คือ โครงการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition : YSC) ก่อน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.fic.nectec.or.th/ysc/ ยอมถอยหนึ่งก้าว เพื่อเดินหน้าได้สามก้าว {mosimage} ผมเคยเขียนถึงการปฏิรูปการศึกษา คือการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสม เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ ไม่ใช่มีสองสามพันหลักสูตรตามจำนวนโรงเรียนอย่างทุกวันนี้ เพราะครูในโรงเรียนไม่มีความสามารถที่จะพัฒนาหลักสูตรได้เองให้ดีได้ อย่างมากก็แค่การนำของที่อื่นมาปรับโน่นเพิ่มนี่ให้ต่างไปสักหน่อยแล้วก็ประกาศออกมาเป็นหลักสูตรสถานศึกษา โดยขาดการมองภาพรวมของทั้งระบบไป การเรียนการสอนในโรงเรียนนับแต่ชั้นประถมไปถึงมัธยมจึงย่ำเท้าอยู่กับที่ เรียนเรื่องเดียวไม่จบไม่สิ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ การทำหลักสูตรสถานศึกษาในหลายๆ โรงเรียนไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะครูหลายๆ คนที่ยังคงมีกรอบความคิดที่ฉันจะสอนอย่างที่เคยสอนมา เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่รู้จักมาตรฐานการเรียนรู้ของสาระวิชา เมื่อมีการวัดประเมินมาตรฐานการศึกษาขึ้นผลที่ได้จึง ผิดคาด เพราะต่ำกว่ามาตรฐาน (ก็เพราะเราสอนไม่ดูมาตรฐาน เขาตั้งเป้าว่า เด็กเมื่อจบช่วงชั้นต้องมีลักษณะหนึ่ง สอง สาม ในแบบทดสอบมาตรฐานก็ถามอย่างนี้ แต่เด็กเราที่สอนดันไปรู้เรื่องที่ ห้า หก เจ็ด เลยตอบ หนึ่ง สอง สาม ไม่ได้ เด็กไม่ผิด แต่ครูนั่นแหละผิด) ข้างล่างนี้คือข่าวดีที่ผมจั่วหัวไว้ว่า ถ้าเรายอมถอยไปหนึ่งก้าวในวันนี้ วันพรุ่งนี้เราจะก้าวไปได้ไกลมากกว่าสามก้าว จริงๆ แล้ว ถ้าเรายอมเสียเวลาสักหน่อยค่อยเปลี่ยนแปลงไปทีละชั้น เราจะใช้เวลาแค่ 6 ปี ในสองระดับพร้อมๆ กัน คือเปลี่ยน ป. 1 และ ม. 1 ก่อนด้วยการเริ่มฝึกอบรมครูในสองระดับในปีนี้ และฝึกอบรมเตรียมการในระดับชั้นต่อไปในปีหน้าไปเรื่อยๆ ทำพร้อมกันไปเลยทั่วประเทศดีกว่า ไม่ต้องนำร่อง เพราะผมเชื่อว่าครูเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะทำได้พร้อมเพรียงกัน {mosimage} กพฐ. ไฟเขียวร่างหลักสูตรขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง เตรียมนำร่องสอนปีการศึกษา 2552 เมื่อ วันที่ 29 พ.ค.2551 นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ที่มีนายชัย อนันต์ สมุทรวานิช เป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 (ฉบับปรับปรุง) ที่จะนำร่องใช้ในโรงเรียน 155 แห่งในปีการศึกษา 2552 และจะใช้เต็มรูปแบบทั่วประเทศในปีการศึกษา 2553 โดยสาระสำคัญที่ปรับเปลี่ยน อาทิ การจัดเวลาเรียน ได้กำหนดกรอบโครสร้างเวลาเรียนขั้นต่ำในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สถานศึกษาสามารถเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมดังนี้
{mosimage} โครงสร้างเวลาเรียนจะกำหนดชั่วโมงเรียนต่อปีใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมของแต่ละระดับชั้น เช่น ภาษาไทยและคณิตศาสตร์
โดยการกำหนดโครงสร้างการเรียนนี้จะมุ่งเน้นผู้เรียนระดับประถมศึกษา ปีที่ 1 – 3 ให้อ่านออก เขียนได้และคิดเลขเป็น รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ในหลักสูตรใหม่ที่ปรับปรุงได้กำหนดเกณฑ์การจบในแต่ละระดับคือ
{mosimage} |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2008 เวลา 17:19 น. |