" . . . เป็นไปได้ยากยิ่ง ที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ทำงานตรงกับวิชาที่เรียนมา หรือพอดีกับคุณวุฒิที่มีอยู่ บางคนอาจต้องทำงานต่ำกว่าระดับวิทยฐานะ บางคนอาจต้องทำงานคนละแนวทางกับที่ศึกษา จะเป็นอย่างใดก็ตาม ก็ควรยินดีและเต็มใจทำ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานการศึกษาเพียงพออยู่แล้ว ที่จะคิดหาแนวปฏิบัติงานทั้งนั้นให้ดีได้ ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะต้องตั้งใจทำงานให้จริง ด้วยความคิด ด้วยความพยายาม ด้วยความพอเหมาะพอดี และด้วยความรู้จักสังเกตศึกษา เพื่อให้สามารถทำงานได้เสร็จสมบูรณ์ทุกสิ่ง พร้อมทั้งได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับด้วย . . ." พระบรมราโชวาท |
| ครูอาชีพกับอาชีพครู |
|
|
|
| เขียนโดย ทิวา อัมพเศวต |
| วันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2008 เวลา 17:18 น. |
|
ครูอาชีพกับอาชีพครู โดย นายทิวา อัมพเศวต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์จรัญสนิทวงศ์
ส่วนคำว่า "อาชีพครู" คือครูที่ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา เป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพ ไม่ได้เป็นครูด้วยใจรัก หรือสมัครใจ ครูประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเรียนวิชาชีพครู แค่สอนจบไปวันๆ หนึ่งก็พอแล้ว โดยไม่สนใจว่าศิษย์จะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจก็ตาม ขอให้มีเงินเดือนตามวิทยฐานะก็พอ ในสังคมปัจจุบัน ภาวะวิกฤตคุณธรรม วัตถุนิยม พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สวนทางกับจิตใจซึ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้ในระยะหลัง มักจะมีข่าวที่ไม่ดีนัก เกี่ยวกับบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข่าวเกี่ยวกับครูที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูที่ดีทั้งหลายได้รับผลกระทบ จากการดูถูก ดูแคลนจากสังคม เป็นอย่างมาก เป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้ประกอบวิชาชีพครูในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เรียกว่า คนดีคนเก่งไม่เรียนครู ภาระงานของครูมีมาก แรงจูงใจค่อนข้างต่ำ ระบบการพัฒนาบุคลากรไม่มีประสิทธิภาพ ประการที่สองคือ ไม่ศรัทธาต่อวิชาชีพครู ไม่รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นครูที่เป็นวิชาชีพชั้นสูง และประการสุดท้ายคือ ไม่ศรัทธาต่อองค์กร ไม่รักษาชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา ที่ขาดไม่ได้ ผู้เรียนก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ เพราะหากผู้เรียนมีครูที่เป็นแค่ผู้ยึดอาชีพครู เพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเอง แล้วจะมีสิทธิเรียกร้องอะไรหรือไม่ กลไกการควบคุมในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะขจัดคนที่มีอาชีพครูเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะยังมีครูที่มีวัฒนธรรมการทำงานในลักษณะ "อาชีพครู" อยู่อีกเป็นจำนวนมาก {mosimage} บุคคลเหล่านี้จะหาผลประโยชน์จากผู้เรียนอย่าง เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการสอนตามหน้าที่ แต่กระตือรือร้นในการสอนพิเศษ หรือการทำโครงพิเศษเพื่อให้ได้ไปเที่ยวต่างประเทศฟรี โดยไม่สนใจว่าผู้เรียนจะเดือดร้อนหรือกู้ยืมเงินมาอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันการศึกษาบางแห่งกลายเป็นขุมทรัพย์ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไปแล้ว แทนที่จะเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ถึงเวลาแล้วที่ต้องรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง เพื่อที่แนวคิดเรื่องการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) จะได้ไม่กลายเป็นว่า ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งขุมทรัพย์ของคนที่ยึดอาชีพครู สุดท้าย ผู้เขียนขอน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริถึงครูทุกคน ความว่า "... ครูจะต้องเป็นผู้ประพฤติตนดีทั้งด้านวิชาการ คือต้องฝึกฝนตนให้มีความชำนาญในด้านความรู้ และวิธีสอน ส่วนด้านความประพฤติ จะต้องเป็นคนที่พร้อมทั้งในด้านจิตใจและการปฏิบัติ เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างแก่ผู้พบเห็น เพื่อลูกศิษย์ได้เห็น และประทับใจในความสามารถ และความดีของครู ก็จะปฏิบัติตนตามแบบอย่าง..." ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11047
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2008 เวลา 13:54 น. |