"...ประโยชน์ที่แท้นั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ประโยชน์ส่วนตัวที่ทุกคนมีสิทธิจะแสวงหาและได้รับ แต่ต้องด้วยวิถีทางที่สุจริตและเป็นธรรมกับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นประโยชน์ของชาติที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอยู่ การทำงานทุกอย่างจะต้องได้ประโยชน์แท้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ประโยชน์นั้นจึงจะสมบูรณ์และมั่นคงถาวร เป็นผลดีแก่ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง..." พระบรมราโชวาท |
| ย้อนมองอดีตก่อนก้าวไปข้างหน้า |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2008 เวลา 19:13 น. |
|
ย้อนมองอดีตที่รุ่งเรือง สู่อนาคตที่ยังไม่มีคำตอบ
การพนันฟุตบอล หนี้สินครู (อาชีพอื่นก็มีแต่ทำไมไม่เป็นข่าว) ยาเสพติด การคอรับชั่น คดโกงในสังคมหลากอาชีพ การเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวและพวกพ้อง พวกเอ็งนะผิดข้าจะค้าน (ไม่ยอมฟังใคร) ฝนตกน้ำท่วมหนัก อ้าวนี่ฝนแล้งพืชไร่เสียหาย ทำไมมันประดังมาพร้อมๆ กัน จะแก้อย่างไร? รัฐบาลใด พรรคใดถึงจะแก้ไขได้ (ต่อให้เทวดาบินมาเป็นรัฐบาลก็คงแย่เหมือนกัน หนทางออกอยู่ที่ไหน? เหมือนจะเป็นคำถามโลกแตก ทำนองไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน วันนี้อยากให้เพื่อนครูเราได้ช่วยกันคิด และลองช่วยกันหาทางออก ผมว่าไม่มีอะไรที่พวกเราร่วมมือกันแล้วจะทำไม่สำเร็จหรอกครับ เพียงแต่มันอาจจะใช้เวลา และเวลาที่ว่านั้นจะเพียงพอให้เราแก้ไขได้ทันหรือไม่? ก่อนจะอ่านบทความนี้ท่านได้อ่านบทความเรื่อง "ครูอาชีพกับอาชีพครู" หรือยัง? ถ้ายังกลับไปอ่านสักหน่อยดีไหมครับ? คลิกเลย ปัญหาทั้งหลายที่ผมกล่าวในย่อหน้าที่ 2 นั้นเกิดมาจากการขาดจริยธรรมและการอบรมสั่งสอนที่ดี (ไม่ได้บอกว่าครูสอนไม่ดีนะ) ถ้าเหลียวมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า คนเรียนเก่งที่สุด ดีที่สุดของจังหวัดหนึ่งๆ จะถูกคัดเลือกไปเรียนครู (ในกรุงเทพฯ) กลับมาเป็นครูที่เราเรียกว่าเป็น ปูชนียบุคคล ได้เต็มปากเต็มคำ ท่านสั่งสอนศิษย์ด้วยความเป็นครูมืออาชีพ ครูด้วยใจรัก แต่วันนี้มันกลับหน้ามือเป็นหลังมือ (เท้า หรือเปล่าไม่แน่ใจ?) คนเรียนเก่งมุ่งไปเรียนอาชีพที่เป็นผู้ใช้กำลังงานที่ได้เงินมากๆ (อันนี้ท่านไปตีความเอาเอง) คนที่เรียนปานกลางไปค่อนทางต่ำเลือกเรียนครู (เพราะอาชีพนี้ไม่นิยมกัน ก็ข่าวออกมาบ่งบอกว่าเป็นครูต้องเป็นหนี้ จริงหรือเปล่า?) {mosimage} ส่วนคนที่หนีเรียน หัวโจกของรุ่น แก้ศูนย์จนเหนื่อย สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ เลยไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ตลาดนัดวิชา ได้ประกอบอาชีพเป็นเจ้าคน นายคน ออกกฎหมายบังคับคนเก่งให้เป็นลูกน้อง (จริงหรือเปล่า?) ก็ดูในสภาซิครับ ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ แม้แต่ใกล้ๆ ตัวท่านอย่าง สจ. สท. ส.อบต. ที่ท่านเลือกกันทุกวันนี้นะ เขาอยู่ในกลุ่มใด? ใครเป็นผู้ปกครองกันเล่า พอมาถึงบรรทัดนี้ท่านน่าจะพอมองสภาพสังคมรอบข้างได้ว่า ทำไมมันถึงวุ่นวายกันนัก ในสังคม ในกลุ่มวิชาชีพต่างๆ มีทั้งคนดีที่น่ายกย่อง และคนที่ไม่อยากจะยกมือไหว้ก็มาก และผลของมันก็ทะลักออกมาให้เห็นสารพัดม็อบทั่วบ้านทั่วเมือง ทำไมชาวไร่ชาวนาถึงต้องประท้วง ในเมื่อรัฐมีการส่งเสริมพยุงราคา ประกันราคา ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า กลไกการส่งเสริมเหล่านั้นจะออกมาตอนที่ในมือเกษตรกรไม่มีผลผลิตแล้ว มันไปอยู่ในมือพวกพ้องของผู้พิทักษ์กฎหมดเสียแล้ว ข้าวจะแพง น้ำตาลจะขึ้นราคา อันนี้ชาวไร่ชาวนาได้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้นเอง นี่คือผลของความล้มเหลวในการจัดการศึกษาของชาติทั้งนั้นแหละครับ เพราะเรามีคนที่ขาดจริยธรรมในหัวใจไปปกครอง คนเก่งทั้งหลายกลายเป็นลูกน้องหือไม่ได้ เดี๋ยวโดนย้ายเข้าป่าเข้าพงไปอีก แม้แต่ในวงการครูนี่ก็เถอะ ถ้าท่านปล่อยให้นักการเมืองเข้ามายุ่มย่ามด้วยเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความล้มเหลวก็มาเยือนทันที เพราะการเมืองคือการลงทุนที่ต้องการดอกผล (อย่าไปคิดเลยว่า เมื่อเขารวยแล้วจะบริสุทธิ์ใสซื่อ ไม่โกงไม่กิน ถึงแม้จะไม่โกงด้วยตนเองให้เห็นซึ่งๆ หน้าก็ตาม แต่บริวารรอบข้างนั้นรับประกันได้หรือ?) {mosimage} แต่ครูก็ใช่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้ประสบผลสำเร็จได้ทุกอย่าง มันยังมีองค์ประกอบส่วนอื่นๆ ในสังคมอีกมาก เริ่มตั้งแต่ครูในบ้าน คือ พ่อ-แม่ ปู่-ย่า ตา-ยาย ที่อยู่ในครอบครัว ได้ให้การอบรมลูกหลานได้ดีเพียงใด เพราะเด็กอยู่กับครอบครัวมากกว่าที่โรงเรียน การให้ความรักความเอาใจใส่ต่อบุตรหลานมีคุณค่ามากกว่าครูสอนเสียอีก เพราะนั่นคือตัวอย่างที่เขาพบเห็นมาแต่เกิด คำหยาบคาย นิสัยส่วนตัว การกระทำรู้ผิดถูกชั่วดี ล้วนมีที่มาจากตัวอย่างในครอบครัว ต่อให้ครูอบรมสั่งสอนจนปากเปียกปากแฉะ แต่เมื่อกลับไปบ้านกลับเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง พ่อเมา แม่เล่นพนัน ดุด่า ทะเลาะให้เห็นทุกวัน ลูกไม่มีสิทธิออกความคิดเห็น มาถึงโรงเรียนครูจะให้โอกาสแสดงความคิดเห็น เป็นผู้นำ หรือจะทำได้? ก็กลัวโดนดุเอาแบบที่บ้านไงครับ ผมอยากให้พ่อแม่ได้ลองแบ่งใจฟังเสียงลูกบ้าง เขาอยากจะเรียนอะไร จะทำอะไรด้วยตัวของเขาเอง ลองฟังเหตุผลสักนิด และสร้างจินตนาการให้เขาหน่อย ถ้าทุกคนมีภาพความคิด การกระทำเป็นเงาในความคิด เขาจะประสบผลสำเร็จ เช่น บอกลูกว่า "ถ้าลูกเรียนดี สอบได้จะมีรางวัล" ลูกก็จะมีจินตนาการว่า รางวัลที่เขาได้คืออะไร ทำให้เขามุ่งมั่นสู่ความสำเร็จได้ เพราะมีมโนทัศน์ในจิตสำนึก ตรงกันข้ามกับการบอกว่า "ถ้าแกสอบตกพ่อเอาแกตายแน่" ลูกจะมีจินตนาการคือปีศาจ วิตกหวาดกลัว แล้วความล้มเหลวเท่านั้นที่มาเยือน ทำไมเราไม่เปิดโอกาสให้เขาเลือกบ้างทั้งในเรื่องการเรียนและการอาชีพในอนาคต จนมีโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ผมยังจดจำได้ในประโยคที่ว่า "อาชีพที่พ่อแม่อยากให้เป็น หรืออาชีพที่ลูกอยากได้" ทำไมเราจะต้องให้คนเรียนเก่งทุกคนเรียนแพทย์ วิศวะ ให้เขาเรียนครู เรียนนิติศาสตร์ เรียนรัฐศาสตร์ บ้างไม่ได้หรือ? เพราะสังคมของเราขาดคนดี มีจริยธรรม คุณธรรม ในอาชีพเหล่านี้อีกมาก สังคมของเราต้องการนักปกครองที่ดีแบบพ่อปกครองลูก (อย่างพ่อหลวงของเราที่มิอาจหาครู พ่อ พระเจ้าแผ่นดินที่ไหนๆ มาเทียบเคียงได้อีกแล้ว) " . . . การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทนเสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันครึทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีไม่ครึต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตน ในความเพียรของ ตนต้องถือว่าวันนี้เราทำยังไม่ได้ผล อย่าไปท้อ บอกว่าวันนี้เราทำแล้วก็ไม่ได้ผล พรุ่งนี้เราจะต้องทำอีก วันนี้เราทำ พรุ่งนี้เราก็ทำ อาทิตย์หน้าเราก็ทำ เดือนหน้าเราก็ทำ ผลอาจได้ปีหน้า หรืออีกสองปีหรือสามปีข้างหน้า . . . " กระแสพระบรมราโชวาท ผมเพียงแค่จุดประเด็นให้ท่านช่วยกันคิดนะครับ ทุกคนมีสิทธิเห็นต่าง แต่อย่างไรก็ตามความเห็นของทุกท่านที่ดีๆ ย่อมเป็นพลังให้กับประเทศชาติได้ทั้งในวันนี้และในอนาคตข้างหน้า อยากให้ท่านได้ช่วยกันแล้วสังคมของเราจะเป็นสุข ก็ขอแนะนำ คำของพ่อสอน ที่อยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านกัน นำไปประยุกต์ใช้สอนให้นักเรียน ลูกหลาน หรือแนะนำเพื่อนร่วมงานได้อ่านและปฏิบัติกันครับ ที่เว็บนี้เลยนะครับ
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2008 เวลา 20:51 น. |