" . . . การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น ได้ประโยชน์มากกว่าทำเฉพาะประโยชน์ส่วนตัว และบอกได้ว่าคนไหนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแท้ๆ ล้วนๆ เชื่อว่าประโยชน์นั้นจะไม่ได้ เท่ากับรวบรวมของหนักมาวางบนหัว แบกเอาไว้ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่สบาย ก็หนัก ก็เหนื่อย แต่ถ้าผู้ใดทำเพื่อส่วนรวม ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งเบา ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว และยิ่งมีความสุข . . ." พระราชดำรัส |
| แล้วพวกเราก็ถอยหลังเพื่อตั้งหลัก... อีกครั้ง |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี |
| วันอังคารที่ 22 กรกฏาคม 2008 เวลา 20:16 น. |
|
การยอมถอย เพื่อก้าวไปข้างหน้า
ถ้าจะถามว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ กันบ้าง? ในแง่โครงสร้างการใช้หลักสูตรก็คงจะเหมือนหลักสูตรเดิม ฉบับปรับปรุง 2533 เพียงแต่ตัวเนื้อหาจะมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัย และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนมากๆ ก็คือ การประเมินผลการเรียนในช่วงชั้นที่ 3 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เปลี่ยนจากการประเมินรายปี เป็นการประเมินผลรายภาคเรียน เหมือนช่วงชั้นที่ 4 ซึ่งนับว่าเหมาะสมมาก เพราะรายละเอียดเนื้อหาที่ผู้เรียนต้องเรียนนั้นมีมากมายกว่าช่วงชั้นที่ 1 และ 2 การใช้การประเมินผลแบบรายปีนั้น นักเรียนจะไม่สามารถทำได้ดีพอ เนื้อหามากเวลาเรียนนานจำไม่ไหว เกิดความเครียดและหวาดวิตกกังวล และมีผลการเรียนตกต่ำที่เห็นได้ชัดเจน มีนักเรียนไม่จับหลักสูตรช่วงชั้นที่ 3 (ม. 3) มาก ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อยในการเริ่มใช้หลักสูตรที่ยังลักลั่นพิกลอยู่ จากประกาศกระทรวงที่กำหนดให้ในปีการศึกษา 2552 โรงเรียนต้นแบบหรือนำร่องใช้หลักสูตร (สพฐ. ยังไม่ประกาศรายชื่อออกมา) จะมีการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทุกระดับชั้นในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 พูดกันง่ายๆ ก็คือตั้งแต่ ป. 1 ถึง ป. 6 เปลี่ยนพร้อมกันเลยทีเดีย สำหรับระดับมัธยมศึกษาให้ทะยอยเปลี่ยนไปที่ละระดับชั้น เริ่มที่ ม. 1 และ ม. 4 ก่อน (ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน ใจผมอยากให้เปลี่ยนแปลงในปีที่ 1 ของทุกช่วงชั้น คือเริ่มที่ ป. 1, ป. 4, ม. 1 และ ม. 4 เพียงสามปีก็ครบทุกช่วงชั้น) โดยในปีนี้เราจะเริ่มพัฒนาครูทั้ง 4 ระดับชั้นก่อน เพื่อเริ่มงานอย่างไม่ติดขัดในปีหน้า แล้วเราก็ดำเนินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาครูในระดับชั้นถัดไป ในขณะที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อาจพบ ปรับปรุงให้ดีขึ้นและถ่ายทอดไปยังโรงเรียนอื่นๆ ที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงในปีการศึกษา 2553 เพียง 3 ปีเราก็จะเห็นผลลัพธ์จากโรงเรียนนำร่อง และสิ้นสุดปีที่ 4 ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็จะบังเกิดขึ้น นี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ทางกระทรวงฯ อาจจะมองว่าในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักเพราะเป็นพื้นฐานทั่วไปก็เลยเปลี่ยนพร้อมกันไปเลยก็เป็นได้ {mosimage} คำถามต่อมาที่หลายคนถามหาคือ ตัวหลักสูตรแกนกลางหน้าตาเป็นอย่างไร? ผมก็ยังไม่เห็นตัวเป็นๆ เหมือนกันเพียงแต่ทราบในหลักการกว้างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญคือ เพิ่มวิสัยทัศน์หลักสูตร : เพื่อให้เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนตรงกันในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติ
การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ สพฐ.ได้เตรียมการขับเคลื่อนโดยเตรียมพัฒนาบุคลากรจัดทำเอกสาร พัฒนา Website เผยแพร่ เพื่อสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรฉบับนี้จะเริ่มใช้ในโรงเรียนต้นแบบและโรงเรียนที่มีความพร้อม ในปีการศึกษา ๒๕๕๒ และใช้ในโรงเรียนทั่วไปในปีการศึกษา ๒๕๕๓ สพฐ.จะดำเนินการขับเคลื่อน ๓ ระยะ คือ
ก็ติดตามกันต่อไปนะครับ ปลายเดือนนี้ที่โรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ก็จะมีการประชุมปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรอิงมาตรฐาน ก็คงจะเรื่องการปรับเนื้อหาหลักสูตรนี่แหละ จะมีวิทยากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานมาให้ความรู้ด้วย มีความคืบหน้าอย่างไรจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีครับ {mosimage} ความคืบหน้าครับ ผมมีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานตัวชี้วัดครบทุกกลุ่มสาระมาฝากกันแล้วนะครับ โรงเรียนไหนจะจัดเตรียมปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ก็ดาวน์โหลดกันไปเพื่อศึกษาได้เลย
ความทุกข์ของ เป็นข่าวเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์เมื่อหลายวันก่อนที่ผมไปอ่านเจอ และบังเอิญว่าสอดคล้องกับที่ลูกชายมาขออนุญาตจะไปเหมือนกัน เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งนะครับ สำหรับท่านที่ไม่ได้อ่านหรือติดตามข่าว จะได้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้บอกเล่าให้คนใกล้ชิด ลูกศิษย์ลูกหาที่อยากไปศึกษา เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ {mosimage} ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนในบ้านเราช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม ก็ประมาณ 3 เดือน เรามักจะได้ยินข่าวเรื่องการไปศึกษาภาษาต่างด้าวในต่างแดนกันมาบ้างแล้ว ทั้งที่จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่า มูลนิธิ สมาคมการกุศล บริษัทเอกชน ไปเรียนภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ กับเจ้าของภาษา ในระยะเวลาตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็มี ในลักษณะกึ่งท่องเที่ยว ไปอาศัยอยู่กับโฮสท์ (ครอบครัว) ในต่างประเทศ นอกจากจะได้เรียนรู้ภาษาแล้ว ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาตินั้นๆ อ่านมาถึงตรงนี้ก็ดีนี่ มันทุกข์ตรงไหน? เรื่องที่เกิดเป็นข่าวนี่มาจาก กลุ่มคนที่ไปศึกษาภาษาระยะ 2-3 เดือน โดยการขอวีซ่าไปเรียนระยะสั้นและทำงานด้วย ฟังจากลูกชายที่มาขออนุญาตเมื่อเดือนมีนาคมที่แล้วบอกว่า มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าธรรมเนียมดำเนินการให้กับบริษัทที่ทำหน้าที่จัดการเรื่องต่างๆ ให้ประมาณ 1 แสนบาท จะเป็นการไปเรียนภาษาและทำงานบริการ (เด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร ภัตตาคาร หรือร้านสะดวกซื้อ) ซึ่งจะได้รับค่าจ้างกลับมา รุ่นพี่ๆ ที่เคยไปมาแล้วได้เงินกลับมากันคนแสนถึงสองแสนบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการกินอยู่และค่าเดินทางไป-กลับแล้วก็นับว่าคุ้มอยู่ (แต่ผมไม่ได้ให้ลูกไปนะครับ) ประเทศที่ไปเรียนภาษากันที่เป็นข่าวในคราวนี้คือ ญี่ปุ่น กับอเมริกา ซึ่งมีคนอยากไปกันมาก แต่ไปยาก ตรงจุดนี้นี่เองที่ทำให้เกิดขบวนการขายแรงงานทาสเกิดขึ้น มีบริษัทที่ทำหน้าที่ติดต่อขอวีซ่า จัดหาที่อยู่ที่พักและที่ทำงานให้ รวมทั้งที่เรียนภาษา มีค่าใช้จ่ายระดับตั้งแต่ แปดหมื่นถึงสองแสนบาท (เท่าที่ได้ยินมา) เมื่อไปถึงประเทศนั้นๆ เหตุการณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ เพราะต้องถูกบังคับให้ทำงานมากเกินกว่าที่กฎหมายในประเทศนั้นๆ กำหนด (ปกติถ้าได้รับอนุญาตไปเรียนภาษาระยะสั้นจะทำงานได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 24-30 ชั่วโมง เฉลี่ยวันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง) ทำให้ถูกจับดำเนินคดี ผลกระทบต่อมาคือ วีซ่าที่ได้ไปเป็นแค่วีซ่าท่องเที่ยว ไม่สามารถทำงานได้ อาจจะถูกจับส่งตัวกลับประเทศก็มี หรือไม่ก็ถูกดำเนินคดี กว่าสถานทูตไทยจะทราบเรื่องและให้ความช่วยเหลือก็ช้าไปแล้ว นี่จึงเป็นความทุกข์ สถานที่เรียนภาษาที่เขาหาให้ก็ไม่ได้รับการรับรอง การเรียนไม่ได้ผลก็มี ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ บรรดาคุณหนูทั้งหลายที่ไม่เคยทำงานลำบากยากเข็ญมาก่อน (ประเภทคาบช้อนเงินช้อนทอง มีผู้คอยปรนนิบัติรับใช้) จะทนทานไม่ได้แม้จะไปทำงานในที่ๆ ธรรมดา มีโอกาสได้เรียนตามความต้องการแล้วก็ตาม เช่น การไปเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารฟาสท์ฟูด (ประเภทแดกด่วนนั่นแหละ) ของอเมริกันชน หน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่เสิร์ฟอย่างเดียว ต้องทำความสะอาดร้าน ล้างส้วม แล้วคุณหนูที่ไหนจะทนได้ ข่าวล่าสุดคือ กลุ่มที่ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น โดนหลอกให้ไปเรียนภาษาในโรงเรียนอะไรไม่รู้ การทำงานก็ลำบากกว่าในอเมริกาเสียอีก เราก็รู้อยู่แล้วว่าคนญี่ปุ่นชอบกินปลาดิบ ชอบอาหารทะเล งานที่นักเรียนไทยกลุ่มนี้ได้ทำจึงเป็นงานจัดการกับอาหารทะเล ตั้งแต่การล้างทำความสะอาด ขอดเกล็ดปลา สารพันล่ะครับ เหนื่อยและหนักมากจะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน และยังเป็นการไปทำงานที่ผิดกฎหมายเพราะไม่ได้มีใบอนุญาต (work permit) เข้าให้อีก นี่จึงเป็นทุกข์ของคนเรียนภาษาในต่างแดน {mosimage} ถ้าใครคิดจะส่งลูกหลานไปก็ต้องสืบเสาะหาความจริงกันด้วยนะครับ มีการรับรองจากภาครัฐบาลทางโน้นหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เดี๋ยวจะกลายเป็นเหยื่ออีก...
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 02 สิงหาคม 2008 เวลา 22:47 น. |