"...ครูที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ทำแต่ความดี คือต้องหมั่นขยันและ อุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกลั้น สำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติของตน ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนที่ดีงาม รวมทั้งต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจวางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ..." พระบรมราโชวาท |
| เรียนฟรี 15 ปีกับเรียนดีมีคุณภาพ? |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี | ||
| วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2009 เวลา 01:11 น. | ||
ประเทศเราประกาศว่า ปฏิรูปการศึกษามาหลายปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในช่วง 2-3 ปี มานี้ไม่ได้มีผลดังที่คาดการณ์ไว้ บางส่วนย่ำเท้าอยู่กับที่ มีบ้างที่ลื่นไถลถอยหลังไปหลายขุม (น่าจะส่วนใหญ่ด้วยนะ) มีลูกหลงเดินไปข้างหน้าแทบจะนับจำนวนได้ คงมีคำตอบจากการติดตามผลที่ทาง สมส. ประเมินสถานศึกษาได้ชัดเจนอยู่แล้ว เราล้าหลังประเทศอื่นๆ ไปมาก เทียบกับในโซนอาเซียนด้วยกันเราก็ยังห่างไกลเขาอยู่ เราอาจจะเคยเดินหน้าหรือเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลายๆ ประเทศ แต่ในวันนี้เราเหนื่อยล้ากับการแย่งชิงเก้าอี้ จนลืมเด็กและเยาวชนที่เฝ้ารอครู เราปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายและเจ็บปวด กลายเป็นหนูทดลองยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมรวดเร็วเกินไป มากเกินกว่าที่เราจะมามั่วย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือหันรีหันขวางหาทางออกใหม่ เด็กและเยาวชนกลายเป็นเหยื่อถูกทอดทิ้ง อยู่ตามลำพังมียักษ์หน้าเหลี่ยมเป็นพี่เลี้ยง พวกเขาล้วนเชื่อฟังยักษ์หน้าเหลี่ยมยิ่งกว่าพ่อ-แม่ ครู-อาจารย์ ถ้าพวกเราไม่รีบแก้ไขยักษ์หน้าเหลี่ยมก็จะพรากลูกหลานเยาวชนของเราไปตลอดกาล
มีบางคนกำลังตีความหมายของ "ยักษ์หน้าเหลี่ยม" ก็ขอบอกตรงนี้เลย โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต สื่อผ่านหน้าจอทั้งหลายล้วนอยู่ในความหมายของยักษ์หน้าเหลี่ยม เรากำลังปล่อยให้ลูกหลานเชื่อในสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอ เสพความสุขบนจินตนาการ หลีกหนีจากโลกความเป็นจริงกันมากขึ้น ไม่มีใครคอยชี้แนะ เลือกสรรสื่อเหล่านั้น ปล่อยปละละเลยให้ขบวนการทางธุรกิจนำเสนอตามที่เขาต้องการ เพียงเพื่ออยากให้เกิดการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ลูกหลานของเรากลายเป็นทาสที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ จึงได้เห็นเยาวชนที่คลั่งไคล้ K-pop, J-pop โลกออนไลน์อย่าง MSN, Hi-5, Facebook etc ต่างก็จินตนาการถึงสิ่งที่ตัวเองไม่มี เมื่อหลอกตัวเองได้ แล้วทำไมจะหลอกคนอื่นไม่ได้เล่า? เรากำลังจะก้าว หรือ กำลังจะถอย?คราวนี้พูดถึงปัญหาที่กำลังประสบและปวดหมองชนิด อิกคิวซัง ไม่สามารถจะคิดทางแก้ได้เสียแล้ว (เรียกว่า จะหมดปัญญาเอาดื้อๆ) ก็เลยจำเป็นต้องปุจฉา ณ ที่นี้ แต่จะมีใคร วิสัชนา ให้ผมบ้างนี้ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน...
นอกจากตัวเครื่องแล้วยังมีระบบเครือข่ายภายในซึ่งมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายนอก ที่มีการเช่าใช้จากผู้ให้บริการเอกชนเพิ่มเติม เพราะสายสัญญาณที่ได้รับจากเครือข่ายกระทรวงศึกษานั้นมีจำกัด และบางวันก็ตาบอดออกไปไหนไม่ได้ (DNS Stop service) เสถียรภาพการเชื่อมต่อนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก และไม่อาจเชื่อมั่นได้ว่าจะดีขึ้นในวันใด (ทำตัวเป็นผู้ให้บริการ (ISP) แต่ไม่มีการมอนิเตอร์ (เฝ้าระวัง) และแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที แถมมีหยุดเสาร์-อาทิตย์อีกด้วย ทำงานตามสะดวกในเวลาราชการเท่านั้น) ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็ตกปีละเป็นแสนหรือหลายแสนอยู่เหมือนกัน ปัญหาของเราคือ กลุ่มที่ได้มีพันธะสัญญาดำเนินการมาก่อนหน้าและยังไม่สิ้นสุดสัญญา จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย จะหยุดยกเลิกสัญญาก็ต้องจ่ายค่าปรับ (แถมยังเสียเงินแต่ไม่ได้ใช้) คาราคาซัง ฝ่ายบริหารในโรงเรียนก็ใบ้กินเหมือนกัน สุดท้ายมาลงที่เณรน้อยครูคอมพิวเตอร์ จะเอาไงดี? ถ้ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ นี่ง่ายมากเลย เราแค่ทำห้องเปล่าๆ มีโต๊ะวางคอมพิวเตอร์และเก้าอี้ ติดตั้ง Access point ห้องละตัว นักเรียนคนใดจะเรียนคอมพิวเตอร์ก็หาโน้ตบุ๊คมาเองจากบ้าน วิธีนี้ง่ายมากเลย ถ้าไม่มีก็ไม่บังคับ นั่งดูเพื่อนที่เขามีไป ครูผู้สอนก็หาโปสเตอร์รูปอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาปิดที่ฝาห้อง (ทำยังกะโปสเตอร์สัตว์ป่าสงวนของไทยที่สูญพันธุ์ไปแล้ว) อธิบายชี้ไปบนภาพ แล้วก็สร้างจินตนาการให้กับผู้เรียนไป โอย... สุดยอดจริงๆ ประเทศไทย
แล้วเราก็หมดปัญหาเด็กเล่นเกม เด็กติดฮิห้า เด็กติดแช็ท และเด็กติดการออนไลน์... ทั้งหลายทั้งปวง เณรน้อยคิดได้แค่นี้ล่ะครับ โรงเรียนทุกโรงในประเทศนี้ก็จะมีความเท่าเทียมกันทุกประการ...
|
||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 22:06 น. |