KruMontree.com

Moral Principle

"...ครูที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ทำแต่ความดี คือต้องหมั่นขยันและ อุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกลั้น สำรวมระวังความประพฤติปฏิบัติของตน ให้อยู่ในระเบียบ แบบแผนที่ดีงาม รวมทั้งต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจวางใจเป็นกลาง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจอคติ..."

พระบรมราโชวาท
๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๓

Home บทความของเรา เรียนฟรี 15 ปีกับเรียนดีมีคุณภาพ?
เรียนฟรี 15 ปีกับเรียนดีมีคุณภาพ? PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2009 เวลา 01:11 น.
โลกของการจินตนาการ

เรียนฟรี 15 ปีกับเรียนดีมีคุณภาพ?

นั่นคือคำถามว่าคุณต้องการเลือกอะไร? คงจะไม่สามารถเลือกได้สองข้อพร้อมกันแน่ๆ ในสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมประเทศเราที่เป็นอยู่ขณะนี้ การเรียนฟรี คือคำตอบที่จะช่วยให้คะแนนในการเลือกตั้งสูงขึ้น หรือคะแนนนิยมดีขึ้น และเป็นฐานของระบบประชานิยมแบบไทยๆ อีกทางหนึ่ง รองลงมาจากการรักษาพยาบาลฟรี กองทุนหมู่บ้าน... และอื่นๆ

เรียนดีมีคุณภาพ นั้นอาจจะไม่เรียกคะแนนินยม เพราะต้องลงทุนสูงในทุกภาคส่วน ผู้เรียนย่อมต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมอีกนอกจากที่รัฐสนับสนุนมาบางส่วน ซึ่งในความเป็นจริงก็ย่อมจะต้องเป็นเช่นนั้น ส่งเสริม ให้โอกาสกับผู้ที่จะสามารถก้าวเข้าสู่เวทีแข่งขันนั้น เพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว และแน่นอนควรจะต้องจ่ายส่วนต่างเมื่อคุณต้องการสิ่งที่ดีกว่า

ประเทศเราประกาศว่า ปฏิรูปการศึกษามาหลายปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในช่วง 2-3 ปี มานี้ไม่ได้มีผลดังที่คาดการณ์ไว้ บางส่วนย่ำเท้าอยู่กับที่ มีบ้างที่ลื่นไถลถอยหลังไปหลายขุม (น่าจะส่วนใหญ่ด้วยนะ) มีลูกหลงเดินไปข้างหน้าแทบจะนับจำนวนได้ คงมีคำตอบจากการติดตามผลที่ทาง สมส. ประเมินสถานศึกษาได้ชัดเจนอยู่แล้ว

เราล้าหลังประเทศอื่นๆ ไปมาก เทียบกับในโซนอาเซียนด้วยกันเราก็ยังห่างไกลเขาอยู่ เราอาจจะเคยเดินหน้าหรือเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลายๆ ประเทศ แต่ในวันนี้เราเหนื่อยล้ากับการแย่งชิงเก้าอี้ จนลืมเด็กและเยาวชนที่เฝ้ารอครู เราปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายและเจ็บปวด กลายเป็นหนูทดลองยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมรวดเร็วเกินไป มากเกินกว่าที่เราจะมามั่วย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือหันรีหันขวางหาทางออกใหม่ เด็กและเยาวชนกลายเป็นเหยื่อถูกทอดทิ้ง อยู่ตามลำพังมียักษ์หน้าเหลี่ยมเป็นพี่เลี้ยง พวกเขาล้วนเชื่อฟังยักษ์หน้าเหลี่ยมยิ่งกว่าพ่อ-แม่ ครู-อาจารย์ ถ้าพวกเราไม่รีบแก้ไขยักษ์หน้าเหลี่ยมก็จะพรากลูกหลานเยาวชนของเราไปตลอดกาล

พวกหนูยังรอความหวังจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

มีบางคนกำลังตีความหมายของ "ยักษ์หน้าเหลี่ยม" ก็ขอบอกตรงนี้เลย โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต สื่อผ่านหน้าจอทั้งหลายล้วนอยู่ในความหมายของยักษ์หน้าเหลี่ยม เรากำลังปล่อยให้ลูกหลานเชื่อในสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอ เสพความสุขบนจินตนาการ หลีกหนีจากโลกความเป็นจริงกันมากขึ้น ไม่มีใครคอยชี้แนะ เลือกสรรสื่อเหล่านั้น ปล่อยปละละเลยให้ขบวนการทางธุรกิจนำเสนอตามที่เขาต้องการ เพียงเพื่ออยากให้เกิดการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ ลูกหลานของเรากลายเป็นทาสที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ จึงได้เห็นเยาวชนที่คลั่งไคล้ K-pop, J-pop โลกออนไลน์อย่าง MSN, Hi-5, Facebook etc ต่างก็จินตนาการถึงสิ่งที่ตัวเองไม่มี เมื่อหลอกตัวเองได้ แล้วทำไมจะหลอกคนอื่นไม่ได้เล่า?

เรากำลังจะก้าว หรือ กำลังจะถอย?

คราวนี้พูดถึงปัญหาที่กำลังประสบและปวดหมองชนิด อิกคิวซัง ไม่สามารถจะคิดทางแก้ได้เสียแล้ว (เรียกว่า จะหมดปัญญาเอาดื้อๆ) ก็เลยจำเป็นต้องปุจฉา ณ ที่นี้ แต่จะมีใคร วิสัชนา ให้ผมบ้างนี้ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน...

นักเรียนกับคอมพิวเตอร์ ฤาจะอยู่ในฝันโรงเรียนมัธยมศึกษาใหญ่ๆ หลายโรงกำลังมึนกับการหาทางออกเรื่องงบประมาณการดำเนินการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาระบบไอทีในโรงเรียน เพราะนโยบายการห้ามรับการสนับสนุนเงินจากผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนเหล่านี้ล้วนมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากกับการจัดการจัดการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ หลายโรงเรียนใช้วิธีการเช้าซื้อ (ผ่อนชำระกันเป็นรายปีไป) หลายโรงเรียนใช้วิธีการเช่าใช้ (ครบสัญญาผู้ให้เช่ายกกลับ) โรงเรียนเหล่านี้ทั้งหมดมีเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับ 200-300 เครื่องสำหรับให้บริการกับนักเรียน จัดการเรียนการสอนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาเพิ่มเติม อำนวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูล

นอกจากตัวเครื่องแล้วยังมีระบบเครือข่ายภายในซึ่งมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายนอก ที่มีการเช่าใช้จากผู้ให้บริการเอกชนเพิ่มเติม เพราะสายสัญญาณที่ได้รับจากเครือข่ายกระทรวงศึกษานั้นมีจำกัด และบางวันก็ตาบอดออกไปไหนไม่ได้ (DNS Stop service) เสถียรภาพการเชื่อมต่อนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก และไม่อาจเชื่อมั่นได้ว่าจะดีขึ้นในวันใด (ทำตัวเป็นผู้ให้บริการ (ISP) แต่ไม่มีการมอนิเตอร์ (เฝ้าระวัง) และแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที แถมมีหยุดเสาร์-อาทิตย์อีกด้วย ทำงานตามสะดวกในเวลาราชการเท่านั้น) ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็ตกปีละเป็นแสนหรือหลายแสนอยู่เหมือนกัน

ปัญหาของเราคือ กลุ่มที่ได้มีพันธะสัญญาดำเนินการมาก่อนหน้าและยังไม่สิ้นสุดสัญญา จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย จะหยุดยกเลิกสัญญาก็ต้องจ่ายค่าปรับ (แถมยังเสียเงินแต่ไม่ได้ใช้) คาราคาซัง ฝ่ายบริหารในโรงเรียนก็ใบ้กินเหมือนกัน สุดท้ายมาลงที่เณรน้อยครูคอมพิวเตอร์ จะเอาไงดี?

ถ้ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ นี่ง่ายมากเลย เราแค่ทำห้องเปล่าๆ มีโต๊ะวางคอมพิวเตอร์และเก้าอี้ ติดตั้ง Access point ห้องละตัว นักเรียนคนใดจะเรียนคอมพิวเตอร์ก็หาโน้ตบุ๊คมาเองจากบ้าน วิธีนี้ง่ายมากเลย ถ้าไม่มีก็ไม่บังคับ นั่งดูเพื่อนที่เขามีไป ครูผู้สอนก็หาโปสเตอร์รูปอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาปิดที่ฝาห้อง (ทำยังกะโปสเตอร์สัตว์ป่าสงวนของไทยที่สูญพันธุ์ไปแล้ว) อธิบายชี้ไปบนภาพ แล้วก็สร้างจินตนาการให้กับผู้เรียนไป โอย... สุดยอดจริงๆ ประเทศไทย

คุณภาพไม่คับแก้ว แต่หนูก็ขอโอกาสนะ

แล้วเราก็หมดปัญหาเด็กเล่นเกม เด็กติดฮิห้า เด็กติดแช็ท และเด็กติดการออนไลน์... ทั้งหลายทั้งปวง เณรน้อยคิดได้แค่นี้ล่ะครับ โรงเรียนทุกโรงในประเทศนี้ก็จะมีความเท่าเทียมกันทุกประการ...

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 22:06 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page