" . . . คนเราเมื่อมีความรู้ความสามารถที่ดีเป็นทุนรอนอยู่จะไม่มีวันอับจน ย่อมหาทางสร้างตัวสร้างฐานะให้ก้าวหน้าได้เสมอ ข้อสำคัญ ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ . . . " พระบรมราโชวาท |
| ทำอย่างไร... เด็กไทยจึงจะรักการอ่าน? |
|
|
|
| เขียนโดย ครูมนตรี | ||||||||
| วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2009 เวลา 05:36 น. | ||||||||
คนไทยอ่านหนังสือน้อยลงทุกวัน
ส่งผลให้สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยเฉลี่ยเพียงปีละ 2 เล่ม ซึ่งนับว่าต่ำมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่ม ส่วนเวียดนาม มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม จากเหตุดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นว่า การอ่านหนังสือของคนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างแท้จริง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่รักการอ่าน เพราะหนังสือราคาแพง เกินกำลังการซื้อของประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ผมชอบเข้าร้านหนังสือไม่ว่าจะร้านใหญ่ร้านเล็ก บางทีเจอหนังสือถูกใจ น่าสนใจ แต่ไม่กล้าซื้อเพราะราคาแพง ต้องคิดหลายรอบ บางเล่มผมหยิบแล้วหยิบอีก ผ่านไปสองสามอาทิตย์ทนความอยากอ่านไม่ไหวถึงได้กลับไปซื้อ แล้วถ้าเด็กและเยาวชน หรือคนทำงานที่มีรายได้ไม่มากนัก เขาจะกล้าซื้ออ่านหรือเปล่า?
การเริ่มต้นด้วยการอ่านเรื่องขำๆ จนเป็นนิสัย เมื่อเติบใหญ่ก็จะพร้อมในการอ่านหนังสือได้ทุกชนิดทุกรูปแบบได้ง่ายขึ้น อย่างผมนี่ว่างเป็นหยิบ หนังสือพิมพ์อ่านแม้กระทั่งโฆษณา เพราะบางทีก็ได้แนวคิดที่แตกต่างจากที่เราคิดตามปกติ ความคิดหักมุมที่น่าสนใจ ตอนนี้ผมอ่านได้ทุกที่ยิ่งในช่วงเช้าๆ ของการปลดทุกข์จะเป็นช่วงสุขของการอ่าน เพราะต่อเนื่องมาจากการละเลียดกาแฟตอนเช้าๆ นั่นแหละครับ
และอย่าลืมมีหนังสือดีๆ ภาพสวยๆ อย่างศิลปวัฒนธรรมไทย แหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยไว้ด้วยครับ เด็กๆ จะได้ไม่ลืมชาติไทย กลายเป็น J-POP, K-POP ไปเสียหมด บางครั้งหนังสือที่ไม่คาดคิด หรือคาดไม่ถึงก็มีสาระประโยชน์มากกว่าหนังสือภาพสวยราคาแพงมากมาย ทุกครั้งที่ผมเข้าไปร้านเสริมสวย (ไปตัดเล็บขบครับ อย่าเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น) ผมมักจะหยิบฉวยหนังสือในร้านมาอาหาร (เพื่อปกปิดอาการเจ็บตอนเขาเอากรรไกรตัดเล็บแซะลงไปข้างๆเล็บที่ขบเนื้อ ไม่อยากให้เห็นคราบน้ำตานั่นแหละ) หนังสือที่ไม่ได้ตั้งใจอ่านอย่าง คู่สร้างคู่สม ของคุณดำรง พุฒตาล (ซึ่งอยู่ในตลาดหนังสือมากว่า 25 ปี) ก็ให้ข้อคิดดีๆ ตัวอย่างชีวิตบางคนไปสอนลูกศิษย์ลูกหาได้เหมือนกัน ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนวิทยาลัยครู ผมบ้าอ่านหนังสือกำลังภายในของโกวเล้ง ไม่ว่าจะเป็น ฤทธิ์มีดสั้น ชอลิ่วเฮียง หงส์ผงาดฟ้า วีรบุรุษสำราญ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหนาและจำนวนเล่มมากบางเรื่องมีมากกว่า 10 เล่ม ผมไปเช่าจากร้านหนังสือใกล้บ้านมาอ่าน ตอนเช้า 3 เล่ม เย็นเอามาคืน เช่าต่อกลับอีก 3-5 เล่ม วันรุ่งขึ้นเอามาคืน จนร้านคิดค่าเช่าในราคาพิเศษมากๆ เพราะอ่านเร็วคืนเร็ว ได้คติคำคมมากมายตอนแรกก็นึกสนุกไป แต่พอเติบใหญ่มีครอบครัว คำคมคติเหล่านั้นกลับได้นำมาใช้ในชีวิตจริง
ยังมีหนังสือการ์ตูนอีกประเภทหนึ่งที่ผมชอบอ่านในสมัยวัยเด็กกว่านั้นคือ การ์ตูนไทยที่มีลายเส้นสวยงามของราช เลอสรวง เช่น สิงห์ดำ และนักเขียนการ์ตูนที่มีลายเส้นสวยงามในยุคนั้นอีกคนคือ จุก เบี้ยวสกุล ที่ทำให้ผมต้องใฝ่ฝันหยิบพู่กันมาหัดเขียนรูป (ก็พอได้บ้าง) ความงามในลายเส้น เรื่องราว ภาษาที่ใช้ ประทับใจทำให้ผมชอบการขีดๆ เขียนๆ เรื่อยมา เป็นบรรณาธิการหนังสือในโรงเรียน ในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย แต่มาได้ดีกับอาชีพครูก็เพราะการรักการอ่านนี่เอง เราคงต้องช่วยกันครับ เริ่มจากที่บ้านของคุณ ขยายไปสู่ผู้คนและสังคมรอบข้าง คนไทยจะได้มีภูมิรู้เพื่อพัฒนาชาติในอนาคต ถ้าขาดนิสัยการอ่าน การเขียนก็ไม่ดีขึ้น และยังสืบเนื่องไปสู่การสื่อสารไปยังผู้อื่น ไม่กล้าพูดเพราะเราไม่รู้จริง พูดไปได้ข้อมูลผิดๆ จากการฟังอย่างเดียวก็ขายขี้หน้าครับ ต้องศึกษาจากการอ่านหนังสือ สิ่งพิมพ์แม้แต่เว็บไซต์นี่ก็ตามที ความรู้ดีๆ ยังมีอีกมาก...
|
||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 21:49 น. |