KruMontree.com

ป้ายโฆษณา

Moral Principle

"  . . . คนเราเมื่อมีความรู้ความสามารถที่ดีเป็นทุนรอนอยู่จะไม่มีวันอับจน ย่อมหาทางสร้างตัวสร้างฐานะให้ก้าวหน้าได้เสมอ ข้อสำคัญ ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ . . . "

พระบรมราโชวาท
๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๐

Home บทความของเรา ทำอย่างไร... เด็กไทยจึงจะรักการอ่าน?
ทำอย่างไร... เด็กไทยจึงจะรักการอ่าน? PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ครูมนตรี   
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2009 เวลา 05:36 น.

คนไทยอ่านหนังสือน้อยลงทุกวัน

นิสัยรักการอ่านของพ่อหลวงของเราเริ่มแต่เยาว์วัย เป็นเรื่องที่น่าตกใจ และนับวันจะสร้างปัญหาในระยะยาวมากขึ้น ถ้าเราไม่ชอบอ่าน องค์ความรู้ที่จะเกิดก็มีน้อยมาก เราจะขาดการคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล กลายเป็นคนเชื่อง่าย ใครว่ามาอย่างไรก็เชื่อไปหมด ถูกชักจูงไปในทางเสียหาย เดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและครอบครัว

แม้ในปี 2550 ที่ผ่านมาจะยังไม่มีการรวบรวมหรือจัดทำสถิติจำนวนคนไทยที่ไม่รู้หนังสือแต่ หากย้อนกลับไปดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่จัดทำตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2548 จะพบว่า ประเทศไทยมีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งประเทศ ด้วยเหตุผลว่าชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า ขณะที่เด็กที่มีอายุ 10-14 ปี กว่า 60% ให้เหตุผลในการไม่อ่านหนังสือว่า เพราะไม่ชอบ และไม่สนใจ

ส่งผลให้สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยเฉลี่ยเพียงปีละ 2 เล่ม ซึ่งนับว่าต่ำมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่ม ส่วนเวียดนาม มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม จากเหตุดังกล่าวบ่งบอกให้เห็นว่า การอ่านหนังสือของคนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างแท้จริง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่รักการอ่าน เพราะหนังสือราคาแพง เกินกำลังการซื้อของประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ผมชอบเข้าร้านหนังสือไม่ว่าจะร้านใหญ่ร้านเล็ก บางทีเจอหนังสือถูกใจ น่าสนใจ แต่ไม่กล้าซื้อเพราะราคาแพง ต้องคิดหลายรอบ บางเล่มผมหยิบแล้วหยิบอีก ผ่านไปสองสามอาทิตย์ทนความอยากอ่านไม่ไหวถึงได้กลับไปซื้อ แล้วถ้าเด็กและเยาวชน หรือคนทำงานที่มีรายได้ไม่มากนัก เขาจะกล้าซื้ออ่านหรือเปล่า?

อ่านมาก รู้มาก

ตลาดสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย ทั่วโลกยอมรับว่า การผลิตหนังสือบ้านเราใช้หรือมีเทคโนโลยีการผลิตอยู่ในระดับแนวหน้า เป็นที่เชื่อถือของนานาประเทศที่สั่งผลิตหนังสือจากสำนักพิมพ์ในบ้านเรา แต่ในมุมกลับกัน หนังสือที่สวยงามมีมาตรฐานสูง ราคาจำหน่ายก็จะสูงตามไปด้วย ทำไมเราไม่ผลิตหนังสือเล่มเดียวกันเป็นสองมาตรฐานล่ะ มาตรฐานกลางไปค่อนข้างต่ำเพื่อให้ราคาถูกลง ทุกคนสัมผัสซื้อหามาอ่านได้ มาตรฐานสูงสำหรับนักสะสมหรือซื้อหาเข้าห้องสมุด นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดและควรเป็นนโยบายภาครัฐเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านให้มากกว่านี้

ผมเคยเดินทางไปในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ กันนี่แหละ พบว่า ประชาชนเขานิยมอ่านหนังสือกันมากเลย อย่างเวียดนาม คนขับรถรับจ้างจะมีหนังสือเล่มเล็กวางไว้ข้างที่นั่งคนขับ หรือหลังพนักพิง ในระหว่างที่รอลูกค้าเขาจะหยิบหนังสือมาอ่านเพื่อรอเวลา หนังสือที่อ่านเคยขอดูก็ใช้กระดาษธรรมดา ราคาคิดเทียบเป็นเงินไทยไม่กี่สิบบาท แต่ในร้านขายหนังสือก็มีเล่มที่พิมพ์ปกแข็งสวยงามราคาแพงขายเหมือนกัน คือมีสองมาตรฐานอย่างที่กล่าวมานั่นเอง

การส่งเสริมการอ่าน เพื่อแก้ความไม่สนใจของเด็กๆ คือซื้อหนังสือพวกการ์ตูนเล่มเล็กๆ อย่าง ขายหัวเราะ หนูจ๋า มาอ่านแล้ววางไว้ในบ้านดูซิครับ (ไม่สนับสนุนหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เกาหลีนะครับ)

หนูขาดหนังสือที่ดีในการอ่าน

kai_huaror_maha_sanookด้วยเหตุผลว่า การ์ตูนเหล่านี้จะให้ข้อคิด มุมมองแบบไทยๆ ในเรื่องราวปัจจุบัน ที่เด็กๆ รับข่าวสารทางวิทยุโทรทัศน์หรือสื่อดิจิตอลอื่นๆ อยู่แล้วมันเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา ลองกลับไปหาอ่านเล่มเก่าๆ ย้อนหลังไปสักสี่ห้าปีดูซิครับ ในนั้นคือเหตุการณ์ที่ล้วนอยู่ในความทรงจำ เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแต่เล่าเรื่องบันทึกไว้ในแบบขำๆ ทั้งนั้นเลย

การเริ่มต้นด้วยการอ่านเรื่องขำๆ จนเป็นนิสัย เมื่อเติบใหญ่ก็จะพร้อมในการอ่านหนังสือได้ทุกชนิดทุกรูปแบบได้ง่ายขึ้น อย่างผมนี่ว่างเป็นหยิบ หนังสือพิมพ์อ่านแม้กระทั่งโฆษณา เพราะบางทีก็ได้แนวคิดที่แตกต่างจากที่เราคิดตามปกติ ความคิดหักมุมที่น่าสนใจ ตอนนี้ผมอ่านได้ทุกที่ยิ่งในช่วงเช้าๆ ของการปลดทุกข์จะเป็นช่วงสุขของการอ่าน เพราะต่อเนื่องมาจากการละเลียดกาแฟตอนเช้าๆ นั่นแหละครับ

หนังสือดีเราต้องแบ่งปัน

นิสัยรักการอ่านต้องเริ่มจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง

ถ้าเราจะส่งเสริมการรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชน ผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ญาติผู้ใหญ่ที่ดูแลใกล้ชิดจะต้องเป็นตัวอย่างในการอ่าน สนับสนุนด้วยการซื้อหรือจัดหาหนังสือมาไว้ในบ้าน วางในมุมต่างๆ ให้สามารถหยิบอ่านได้ง่ายสะดวก ควรพิจารณาคัดเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับวัย มีหลากหลายสาระ ทั้งการ์ตูน บันเทิง สารคดี ความรู้ทั่วไป หนังสือพิมพ์ วารสารรายสัปดาห์ รายเดือน ตามกำลังทรัพย์ และอย่ายัดเยียดให้อ่าน เช่น พ่อแม่ผู้ปกครองสนใจใฝ่ธรรมะ ชนิดนุ่งขาว ห่มขาว ทุกวันพระต้องทำสมาธิถือศีล ก็อย่าไปบังคับลูกหลานให้อ่านพระไตรปิฎก ธรรมะบรรยายของท่านพุทธทาส หลวงปู่หรือเกจิชื่อดัง แต่ให้เลือกที่เป็นสาระบันเทิงสนุกๆ สอดแทรกคติธรรมเปื้อนยิ้มเข้าไปแทน

และอย่าลืมมีหนังสือดีๆ ภาพสวยๆ อย่างศิลปวัฒนธรรมไทย แหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยไว้ด้วยครับ เด็กๆ จะได้ไม่ลืมชาติไทย กลายเป็น J-POP, K-POP ไปเสียหมด บางครั้งหนังสือที่ไม่คาดคิด หรือคาดไม่ถึงก็มีสาระประโยชน์มากกว่าหนังสือภาพสวยราคาแพงมากมาย

ทุกครั้งที่ผมเข้าไปร้านเสริมสวย (ไปตัดเล็บขบครับ อย่าเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น) ผมมักจะหยิบฉวยหนังสือในร้านมาอาหาร (เพื่อปกปิดอาการเจ็บตอนเขาเอากรรไกรตัดเล็บแซะลงไปข้างๆเล็บที่ขบเนื้อ ไม่อยากให้เห็นคราบน้ำตานั่นแหละ) หนังสือที่ไม่ได้ตั้งใจอ่านอย่าง คู่สร้างคู่สม ของคุณดำรง พุฒตาล (ซึ่งอยู่ในตลาดหนังสือมากว่า 25 ปี) ก็ให้ข้อคิดดีๆ ตัวอย่างชีวิตบางคนไปสอนลูกศิษย์ลูกหาได้เหมือนกัน

ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นหนุ่มน้อยเรียนวิทยาลัยครู ผมบ้าอ่านหนังสือกำลังภายในของโกวเล้ง ไม่ว่าจะเป็น ฤทธิ์มีดสั้น ชอลิ่วเฮียง หงส์ผงาดฟ้า วีรบุรุษสำราญ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหนาและจำนวนเล่มมากบางเรื่องมีมากกว่า 10 เล่ม ผมไปเช่าจากร้านหนังสือใกล้บ้านมาอ่าน ตอนเช้า 3 เล่ม เย็นเอามาคืน เช่าต่อกลับอีก 3-5 เล่ม วันรุ่งขึ้นเอามาคืน จนร้านคิดค่าเช่าในราคาพิเศษมากๆ เพราะอ่านเร็วคืนเร็ว ได้คติคำคมมากมายตอนแรกก็นึกสนุกไป แต่พอเติบใหญ่มีครอบครัว คำคมคติเหล่านั้นกลับได้นำมาใช้ในชีวิตจริง

การ์ตูนไทย ส่งเสริมรักการอ่าน

ยังมีหนังสือการ์ตูนอีกประเภทหนึ่งที่ผมชอบอ่านในสมัยวัยเด็กกว่านั้นคือ การ์ตูนไทยที่มีลายเส้นสวยงามของราช เลอสรวง เช่น สิงห์ดำ และนักเขียนการ์ตูนที่มีลายเส้นสวยงามในยุคนั้นอีกคนคือ จุก เบี้ยวสกุล ที่ทำให้ผมต้องใฝ่ฝันหยิบพู่กันมาหัดเขียนรูป (ก็พอได้บ้าง) ความงามในลายเส้น เรื่องราว ภาษาที่ใช้ ประทับใจทำให้ผมชอบการขีดๆ เขียนๆ เรื่อยมา เป็นบรรณาธิการหนังสือในโรงเรียน ในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย แต่มาได้ดีกับอาชีพครูก็เพราะการรักการอ่านนี่เอง

เราคงต้องช่วยกันครับ เริ่มจากที่บ้านของคุณ ขยายไปสู่ผู้คนและสังคมรอบข้าง คนไทยจะได้มีภูมิรู้เพื่อพัฒนาชาติในอนาคต ถ้าขาดนิสัยการอ่าน การเขียนก็ไม่ดีขึ้น และยังสืบเนื่องไปสู่การสื่อสารไปยังผู้อื่น ไม่กล้าพูดเพราะเราไม่รู้จริง พูดไปได้ข้อมูลผิดๆ จากการฟังอย่างเดียวก็ขายขี้หน้าครับ ต้องศึกษาจากการอ่านหนังสือ สิ่งพิมพ์แม้แต่เว็บไซต์นี่ก็ตามที ความรู้ดีๆ ยังมีอีกมาก...

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 21:49 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


Our Sponsor 1

245x100

Our Sponsor 2

245x100_2

Our Sponsor 3

245x100

Our Sponsor 4

245x100_2

Top of Page