|
เขียนโดย ครูมนตรี
|
|
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2009 เวลา 08:25 น. |
|

|
ขออนุญาตเล่าสู่กันฟัง...
|

|
ผมได้รับอีเมล์มาฉบับหนึ่ง ข้อความมีดังนี้
"... จริงจริง แล้วผม อยากให้ท่านเขียนประวัติของท่านแบบเล่ากันฟังเพื่อเป็นกำลังใจกับผม และอาชีพครูหรืออาชีพอื่นๆ ผมว่ามีคนอีกหลายคนที่ชอบแบบผม กรุณาเล่าลงในเวบของท่าน เพื่อเป็นที่ประจักษ์ และเป็นกำลังใจให้ครูไทยอีกหลายแสนคน อย่าอ้างเหตุผลใดๆ มาปฏิเสธคำขอ .... กรุณาเถอะครับ..
ด้วยความนับถือ จากครู (ปอเนาะ) วิชาญ แดงกระจ่าง"
ครั้นผมจะปฏิเสธไม่บอกกล่าวก็ดูจะทำร้ายจิตใจกันเกินไป เอาเป็นว่าจะเล่าในส่วนที่สามารถเล่าได้นะครับ เพราะบางท่านอาจจะหมั่นไส้เอาได้ เพราะผมก็เพียงครูน้อยธรรมดา ลูกชาวนาจากภาคอีสานคนหนึ่งเท่านั้นเอง เพียงแต่ผมต่างจากคนอื่นในเรื่องใฝ่รู้ สู้ทน และพูดจาโผงผางแต่ปากกับใจตรงกันนะครับ เลยไม่ค่อยจะก้าวหน้ากับเขาเท่าไหร่? เพราะไม่ค่อยก้มมือกุม... เอาใจใครเขาไม่เป็นแต่ก็สุขใจเพราะมีเพื่อนเยอะนี่แหละครับ
|
ชาติกำเนิด
ชีวิตผมกำเนิดในครอบครัวชาวนา หมู่บ้านเล็กๆ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เติบใหญ่มาท่ามกลางการดูแลของปู่กับย่า เพราะเหตุที่พ่อและแม่ไปแสวงโชคในเมืองหลวงเหมือนกับฅนอีสานคนอื่นๆ เรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 1-3 ในโรงเรียนประชาบาลของหมู่บ้าน และปู่ส่งให้มาเรียนหนังสือในโรงเรียนเทศบาลวารินวิชาชาติ อำเภอวารินชำราบ (คล้ายกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ) จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 และที่นี่เองที่ผมถูกเคี่ยวกรำในเรื่องของการท่องศัพท์ภาษาไทย-อังกฤษ บทอาขยานและแม่สูตรคูณ

|
ผมฝันจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด (ที่เป็นครูอยู่ตอนนี้) แต่พลาดในการสมัครเพราะหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ไม่สมบูรณ์ เลยต้องสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนราษฎร์ชื่อสงเคราะห์ศึกษา (ขณะนี้โรงเรียนเลิกกิจการแล้ว) แต่ผมไม่เคยได้เสียค่าเทอมเพราะสอบเอาทุนมาได้ทุกปี ที่โรงเรียนนี้ผมถูกเคี่ยวเรื่องภาษาอังกฤษอีกจากคุณครูสุภาพ ยกมาพันธ์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยปู่กับย่าอยากให้ผมรับราชการ เพื่อหนีจากชีวิตชาวนาจึงให้เรียนวิทยาลัยครูใกล้บ้าน (ทั้งๆ ที่ผมอยากเรียน ม.ปลาย เพื่อสอบเข้าเรียนวิศวกรรมศาสตร์) จนจบ ป.กศ. สูง และออกไปทำงานครั้งแรกตำแหน่งครู 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2519 ที่โรงเรียนพนาศึกษา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ (ในปัจจุบัน)
|
|
ที่นี่ผมถูกสอนให้เรียนรู้งานหลากหลายหน้าที่จากอดีตครูใหญ่ (พ่อ) สุระ สาระราษฎร์ ตั้งแต่งานธุรการ การเงิน งานวิชาการ งานการสอนหลากหลายวิชา (ทั้งๆ ที่ผมเป็นครูวิทยาศาสตร์) เพราะสมัยนั้นครูมีน้อยคน การประชุมกันก็ไม่มีรูปแบบ นั่งตามระเบียงช่วงพักกลางวันก็ประชุมกันได้แล้ว ทำงานเหนื่อยหนักแต่ก็สนุก เพราะทำงานแบบพ่อพี่น้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และที่นี่เองที่ผมได้ลาไปเรียนต่อ ระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (2522)
ไปเรียนเอกเทคโนโลยีทางการศึกษา วิชาโทศิลปะ เป็นลูกศิษย์อาจารย์เปรื่อง กุมุท อาจารย์ชม ภูมิภาค อาจารย์ไพโรจน์ เบาใจ อาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ และอีกหลายๆ ท่าน เรื่องเรียนผมไม่เท่าไหร่นะเอาตัวรอดได้ เพราะมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน น้องๆ ในห้องเขาก็ยกให้เป็นลูกพี่ทำหน้าที่รายงานหน้าชั้น เพราะพูดให้อาจารย์ทึ่ง อึ้ง งง (มันไปรู้มาจากไหนของมัน) และทำคะแนนให้กลุ่มได้ขาดลอยแทบทุกวิชา (ตอแหลไปได้เรื่อยๆ ว่างั้นเถอะ แม้จะยังไม่สร่างเมา)
|

|

|
เป็นการเรียนที่สนุกสนาน (เพราะเข้าทางในความชอบส่วนตัว) และมีรายได้ระหว่างเรียนจริงๆ ตอนที่เรียนจบผมมีเงินฝากนับแสนบาทจากการทำงานขณะที่เรียน ด้วยการรับจ้างวาดการ์ตูนในหนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย (พี่ๆ ผู้บริหารโรงเรียนที่ได้รับทุนประเภท ก. เป็นผู้ว่าจ้าง ราคาเริ่มจากรับงานต้นเทอมเล่มละ 500 บาท ปลายเทอมใกล้วันส่งปาเข้าไป 2500-3500 บาท แล้วแต่จำนวนหน้า พร้อมการเลี้ยงดูปูเสื่อเพราะต่างก็ไฟลนก้นกันถ้วนหน้า ไม่ได้หลับได้นอนนานนับเดือน)
อีกอาชีพหนึ่งคือช่างภาพ เพราะชอบการถ่ายภาพ Portrait สวยๆ ให้สาวๆ ในมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นๆ (ภาพคิกขุ อาโนเนะ ในปัจจุบัน ผมเริ่มมาก่อนนับสามสิบปีแล้วมั๊ง) ลูกค้าก็เป็นสาวๆ ม.กรุงเทพฯ ที่กล้วยน้ำไท ที่ประทับใจในมวลหมู่พี่น้องสมัยเรียนคือ การรับจ้างถ่ายภาพรับปริญญาบัตรที่สวนอัมพร ทำรายได้มากทีเดียว จนสามารถรับน้องได้ตั้งหลายรอบ มีเงินซื้อเครื่องทำแล็บสีเล็กๆ ให้ภาควิชาเลยทีเดียว
ผมได้รับประสบการณ์จากการฝึกงานโทรทัศน์ที่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 และประสบการณ์ในการเป็นนักข่าว-ช่างภาพการเมือง ของหนังสือพิมพ์มติชน และประทับใจการทำข่าวนายกรัฐมนตรี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ลาออกกลางสภา มุมมองในการถ่ายภาพข่าวที่แตกต่างจากหนังสือพิมพ์อื่นๆ และการทำแล็ปล้างภาพ-เขียนข่าวด้วยตนเองจากพี่ชาญ ผดุงคำ ทำให้ผมมีความรู้และได้สัมผัสกับอาชีพอีกอาชีพหนึ่งที่แตกต่างออกไป
|
เมื่อเรียนจบก็กลับไปทำงานที่เดิม แต่เปลี่ยนหน้าที่ใหม่จากการเป็นครูสอน ไปเป็นครูโสตทัศนศึกษา ได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดของเพื่อนร่วมงาน และกระบวนทัศน์ในการทำงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น ยุคสมัยนั้นได้ผลิตสื่อที่เป็นไสลด์และแผ่นใสต่างๆ มากมาย จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ยังไม่ได้ลุยเรื่องคอมพิวเตอร์เลยในตอนนั้นยังเป็นเรื่องไกลตัวพอสมควร ในช่วงนี้จะเป็นการสนุกกับการถ่ายภาพ เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์เครื่องเสียงและเครื่องฉายมากกว่า
ชีวิตครอบครัว
|
ผมเริ่มชีวิตครอบครัวที่นี่ เมื่อปี 2527 และมีลูกสาวคนโตที่ทำให้ผมต้องคิดถึงโอกาสทางการศึกษาของลูก จึงให้ภรรยาย้ายเข้ารับราชการในเมืองก่อน ส่วนผมยังย้ายไม่ได้เพราะไม่มีตำแหน่งว่าง (ตอนนั้นผมมีตำแหน่ง ส. ครูสนับสนุนการสอน ที่ไม่ใช่ครูปฏิบัติการสอนโดยตรง) แต่ด้วยที่มีเพื่อนและพี่ที่เคารพนับถือมากมายหลายคนในโรงเรียนใหญ่ เลยได้จังหวะที่พี่ชายท่านหนึ่งเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บริหาร มีตำแหน่งว่างที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (คำพันธ์ คงนิล) จึงให้ผมทำการย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งว่างนั้น และได้มาปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วัน เมื่อคำสั่งกรมสามัญออกมาในเดือนสิงหาคม 2529 ชีวิตครูช่วงแรกของผม 10 ปีในโรงเรียนขนาดเล็กก็แปรผันผ่านมายังโรงเรียนขนาดใหญ่จนถึงปัจจุบัน
|

|
ในเรื่องโอกาสทางการศึกษาของลูกนั้น ผมอยากให้ลูกได้มีโอกาสที่ดีในการเล่าเรียน มีเพื่อนที่ดีและอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ จริงๆ แล้วแม้ผมจะมาอยู่ใกล้บ้านพ่อตาแม่ยาย แต่ผมก็เลี้ยงลูกเองเพราะไม่อยากให้ลูกถูกยึด (คงเคยมีประสบการณ์กันมาบ้างนะครับ ที่ปู่ย่า ตายาย หวงหลานจนพ่อกับแม่มันดุด่าว่ากล่าว สัมผัสไม่ได้ เลยมีที่พึ่งและไม่ฟังคำสอนของพ่อแม่ไปเลย)

|
ลูกทั้งสองคนของผมเติบใหญ่ และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งทางการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย ขณะนี้ยังเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งคู่ จากประสบการณ์ในการเลี้ยงดูและเอาใจใส่ ด้วยการเป็นเพื่อนที่ให้คำปรึกษากับลูกได้ทุกเรื่อง ให้โอกาสลูกในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ โดยพ่อแม่มีหน้าที่เพียงการชี้แนะแนวทาง ทั้งทางด้านการเรียน การคบเพื่อนและการเลือกทางเดินสู่อาชีพที่เขาปรารถนา
วันนี้ ลูกสาวคนโตเลือกสอบเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามการเลือกของเขาเองตั้งแต่เมื่อเรียนชั้น ม. 4 อีก 1 ปีข้างหน้าก็คงจะได้รับปริญญามหาบัณฑิตตามที่เขาตั้งใจ
|
ส่วนลูกชายนั้นมีความปรารถนาจะเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก็ส่งให้ไปเรียนตามใจเขา และผมก็ไม่ได้ผิดหวังเมื่อเขาเรียนจบตามที่หวัง และเลือกเรียนต่อในคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
การมีลูกและเลี้ยงลูกนี่ไม่ต่างอะไรกับการซื้อล็อตเตอรี่ ใครโชคดีก็ถูกรางวัล อาจจะที่ 1 ที่ 2 หรือเลขท้าย หรืออาจจะถูกกินไม่แบ่งของรัฐบาลก็ได้ สำหรับผมในวันนี้ถูกรางวัลใหญ่แล้วครับ แต่ยังไม่แน่ว่าจะที่ 1 หรือ 2 สบายใจแล้วครับ

เบื้องหลังและ กำลังใจ | ความสำเร็จของ ลูกสาว | ความมุ่งมั่น ของลูกชาย | ลาแล้วถ้ำ สิงห์
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 14 กรกฏาคม 2010 เวลา 14:48 น. |