|
เสียงสะท้อนจากโรงเรียนทั่วไทย
เรื่องนี้จะไม่พูดก็ไม่ได้เพราะเขาปิดกันให้แซดครับ คือไปไหนมาไหนเจอหน้าพี่น้องชาวโรงเรียนเป็นอันบ่นให้ฟังกันเลยทีเดียว จะเรื่องอะไรล่ะ! ก็สุดยอดโปรแกรมแห่งศตวรรษล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการ SMIS อันลือลั่นสนั่นทุ่ง ไปที่ไหนวงแตกที่นั่นเลยเชียว
สารพันนับร้อยกระทู้ในบอร์ด สพฐ. ต่างก็สรรเสริญเยินยอสดุดีบรรพบุรุษของผู้คิดโครงการนี้ขึ้นกันยกใหญ่ทีเดียว ชนิดเล่าให้ฟังกันสามเดือนไม่มีซ้ำ ด้วยความสามารถอันล้นเหลือของโปรแกรมนี้ ที่ยังไม่มีบทสรุป เป็นเบต้าของเบต้าที่ไม่มีคำอธิบายของโปรแกรมเมอร์ แต่เหล่าผู้ได้ใช้งาน และได้สัมผัสต่างก็ขุดคุ้ยความสามารถของโปรแกรมออกมาตี
|
แผ่ หาวิธีการแก้ไขปัญหากันยกใหญ่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ ปี 2549 นี่ต้องตกรางวัลโบนัสให้คนละหกเดือน ในฐานะที่ทำงานเกินเลยหน้าที่ของตน แล้วยึดคืนเสียคนละห้าเดือนครึ่งเพราะไม่ไปสอนหนังสือมัวแต่มาบ้ากับโปรแกรมห่วยๆ นี้ไม่รู้จักวาง
ก็พึ่งเคยพบเคยเห็นนี่แหละครับโปรแกรมที่ไม่เคยผ่านการทดลองใช้งาน มีการลงทุนนับสิบล้านบาทได้ตัวโปรแกรมเบต้ามาจัดอบรมบังคับให้โรงเรียนทั่วประเทศกรอกข้อมูลซ้ำๆ ซากๆ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาแล้ว AIS, ONPEC, EIS, TERM, STUDENT ทั้งหมดนี้บางตัวก็ทำงานได้ดีระดับหนึ่ง บางตัวก็ไม่สามารถทำงานได้จริงสมดังคำร่ำลือ ล้มลุกคลุกคลานอัพเดทกันเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และค่อยๆ มลายหายไป
โปรแกรมเหล่านี้มีที่มาที่ไปแตกต่างกัน ใช้ฐานข้อมูลคนละพรรคคนละพวก และไม่ค่อยสมานสามัคคีกันกันเลย คือถ่ายโอนข้อมูลกันไม่ได้ ทั้งๆ ที่มาจากกระทรวงเดียวกันแต่อยู่คนละชั้นของตึก
แต่ทั้งหมดก็ยังไม่แสบเท่าโปรแกรมใหม่ล่าสุดนี่เลยครับ เพราะอะไรหรือ? โอ๊ว! จอร์จ... พระเจ้ามันช่างไม่น่าเชื่อเลย... จริงๆ นะป้าออเดร... ลองฟังเหตุผลนี้ดูซิ
- มันติดตั้งบนระบบปฏิบัติการเดิมๆ ไม่ได้เลย (Windows 98/ME) ต้องใหม่ล่าสุด Windows 2000 หรือ XP ถ้าจะให้ดีต้องเครื่องระดับเซิร์ฟเวอร์ Windows 2003 ว้าว! นี่ครูใหญ่ต้องไปปรึกษาท่านเจ้าอาวาสเพื่อทำกองผ้าป่าทอดหาเงินซื้อเครื่องใหม่อีกแล้วล่ะซิเนี่ย (ก็ทั้งโรงเรียนมีอยู่ 3 เครื่องที่พอใช้ได้ เหลือมาจากสมัยอดีตรัฐมนตรีศึกษาชื่อ สุขวิช ท่านให้มา)
จะทำอย่างไรดี จะอบรมการใช้งานแล้ว ยกเครื่องไปที่เขตก็ใช้ไม่ได้ สุดท้ายต้องให้ครูใหญ่ผู้มีวิสัยทัศน์ไกลด้านไอซีที เพราะเป็นสมาชิกบัตรอีออนไปผ่อนมาก่อนจะได้ไม่ขายหน้าเขา แล้วค่อยทอดผ้าป่ามาคืนนะท่านนะ
- การป้อนข้อมูลสุดยากเย็นที่อ่านพบจากกระทู้แล้วก็ให้ปลง แต่ก็ปลื้มกับความมานะพยายามของเพื่อนๆ นักเรียนเยอะข้อมูลแยะก็อยากป้อนข้อมูลได้พร้อมๆ กันหลายๆ เครื่องเพื่อให้เสร็จทันเวลา เริ่มต้นลองที่จำนวน 30 เครื่อง แฮงค์ครับหยุดการทำงานพร้อมหน้าพร้อมตาเวลาจัดเก็บข้อมูล ก็ลดเครื่องลงเหลือ 20 - 10 - 5 และสุดท้ายเครื่องเดียวก็ยังเกิดอาการเมาหมัดเหมือนเดิม ถามใครก็ตอบไม่ได้ เขาว่าให้ลงบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ลองมันหมดแล้ว (นี่โชคดีที่ปัญหานี้อยู่กับโรงเรียนที่มีบุคลากรพร้อมกับการแก้ไข แล้วถ้าโรงเรียนเล็กๆ ที่เหนื่อยหนักกับการลากเมาส์จะเกิดอะไรขึ้นหนอ?)
ปัญหาจากโปรแกรมนี้ยังไม่มีบทสรุปนะครับ... คนที่เกี่ยวข้องก็เงียบไม่เห็นชี้แจงหาทางแก้ปัญหาให้ครู ผมสงสารนักเรียนที่ขาดแคลนครูอยู่แล้ว ก็ต้องยิ่งขาดแคลนหนักเข้าไปอีกเมื่อครูต้องไปสาละวนกับงานนอกเหนือหน้าที่มากเข้าไปอีก ถ้ามันยากเย็นนักก็ให้เขากรอกในโปรแกรมสำนักงานธรรมดาอย่างพวก Speadsheet จะค่ายไหนก็ได้ เจ้าของเรื่องเจ้าของงานก็ไปหาทางอิมพอร์ตเข้าสุดยอดโปรแกรมนี่เองก็แล้วกัน เท่านี้ครูก็จะมีเวลาไปสอนให้ความรู้กับนักเรียนแล้วล่ะครับ
|
ข่าวในแวดวงการศึกษาอีกข่าวหนึ่ง ก็คือการยกเลิกการแยกแผนการเรียนสายวิทย์ - สายศิลป์ ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในมุมมองของผม (ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้... โปรดใช้วิจารณญาณของท่านเอง) มองว่า การไม่แยกสายจะทำให้ทั้งโรงเรียนและนักเรียนลำบากในการจัดการเรียนการสอนแน่ ในสถานการณ์ของการขาดแคลนครูผู้สอน ถ้าเราไม่แยกแผนเลยให้ทุกๆ คนเรียนเหมือนกันทั้งหมดนั่นหมายความว่า ทุกคนต้องเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ (เคมี-ชีวะ-ฟิสิกส์) เหมือนกัน ครูมีน้อยในสาขาเหล่านี้จะทำอย่างไรกับคาบเรียนที่เพิ่มขึ้น
นักเรียน
|
|
ที่ไม่สันทัดในการคำนวณเลยจะไปรอดไหมกับการเรียนแบบนี้ และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยคิดอย่างไรกับการรับนิสิต-นักศึกษาในสาขาต่างๆ มันไม่ใช่เรื่องที่คิดจะทำง่ายๆ เหมือนขายหวยบนดินนะครับ...
แม้จะไม่แยกว่าเป็นสายวิทย์ - สายศิลป์ แต่การจัดการเรียนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนก็จะต้องดำเนินการในเชิงแยกอยู่แล้วโดยการจัดกลุ่มการลงทะเบียนให้กับผู้เรียนที่อยากเน้นเรียนทางด้านวิทย์-คณิตมาก และกลุ่มที่อยากเรียนทางด้านภาษามากกว่า (เอ้ามันก็มาทำนองเดียวกันอีกนั่นแหละ) เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกเองตามความสนใจในกรอบที่เขาพอจะเรียนได้จนจบ สามารถไปศึกษาต่อได้
การประกาศนโยบายอะไรออกมามันต้องคิดวิธีการดำเนินการว่าจะเป็นไปได้แค่ไหนอย่างไรก่อน ค่อยประกาศก็ไม่สาย ส่วนกลุ่มที่นายว่าขี้ข้าพลอยก็ลองออกมาเสนอแนวทางการจัดการหน่อยซิ เอาให้ชัดเจนปฏิบัติได้ คิดถึงโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะๆ แต่ขาดครูสายหลักด้วย อย่าไปเที่ยวอ้างเอาข้อมูลกับโรงเรียนที่มีนักเรียนเพียง 100-200 คนมาเป็นตัวอย่างนะ เอาแบบโรงเรียนที่ผมทำงานนี่ก็ได้ไม่มากไม่น้อย 16 ห้องเรียนๆ ละ 55 คนก็พอ เพราะตอนนี้ผมมืดแปดด้านว่าจะทำอย่างไรอยู่เหมือนกันที่จะปรับกลุ่มหลัง 6 ห้องเรียนมาเรียนเหมือนกลุ่มแรก
บันทึกไว้เมื่อ : 29 มิถุนายน 2548
กลับไปอ่านเรื่องบ่นอื่นๆ
|