|
เมื่อวาน (29 สิงหาคม 2548) ผมได้เดินทางไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขัน Nation Sofrware Contest 2006 โครงการการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย หรือ NSC รอบคัดเลือกภูมิภาค ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น NSC เป็นโครงการที่ NECTEC ได้ริเริ่มจัดทำขึ้น เนื่องจากได้เล็งเห็นประโยชน์ในการสนับสนุน และส่งเสริมการ
|
เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ซึ่งมีต้นทุนไม่สูง เนื่องจากใช้กำลังสมองของมนุษย์เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน และประเทศไทยเราก็มีศักยภาพในการแข่งขันได้กับต่างประเทศ และในการพัฒนาทักษะ ความคิดริเริ่ม ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยังจะเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านซอฟต์แวร์ของประเทศ ซึ่งทางเนคเทคได้ดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยใช้ชื่อว่า "โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก" โดยเนคเทค เป็นผู้ที่สนับสนุนเงินทุนเพื่อเป็นแรงจูงใจและกระตุ้นให้เยาวชน และผู้ที่สนใจได้เห็นความสำคัญ และทำการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ
รวมทั้งเปิดโอกาสและสร้างเวทีให้เยาวชนและผู้ที่สนใจได้แสดงความสามารถ ได้พัฒนาความรู้ และได้ประสบการณ์ในการประกวดแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับประเทศ อันจะเป็นการช่วยสร้างนักวิจัย และ/หรือ นักเขียนโปรแกรมระดับอาชีพต่อไป
นักเรียน นิสิต นักศึกษา กับการเขียนรายงาน
ที่ต้องเอามาเล่าสู่กันฟังก็เพราะว่า จากการไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินมา 3 ปี คณะกรรมการเรายังคงพบว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา ของประเทศเรายังเขียนข้อเสนอโครงการ (Proposal) ไม่เป็นเลย อ่านแล้วอ่านอีกบางโครงการพวกเรา (คณะกรรมการ) ก็ยังไม่สามารถเดาออกได้ว่า ผู้เสนอโครงการจะทำอะไรกันแน่? สาเหตุดังกล่าวเกิดจากเหตุใดและจะแก้ไขอย่างไร
ผมพยายามถกหาสาเหตุกับหลายๆ ท่าน แล้วก็ไปสะดุดใจกับคำพูดของคณะกรรมการท่านหนึ่งที่บอกว่า เพราะเราให้เด็กเขียนและอ่านน้อยไปในการเล่าเรียนหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นการที่ครูบอกเล่า ให้นักเรียนลอกตาม เมื่อถึงเวลาสอบครูก็มักจะใช้ข้อสอบแบบปรนัยเพราะตรวจง่ายกว่าแบบอัตนัย ซึ่งต้องอ่านลายมือไก่เขี่ยของลูกศิษย์อย่างพินิจพิจารณาให้คะแนนยากมาก (และยังมักจะลำเอียงให้คะแนนดีสำหรับคนลายมือสวย)
นักเรียนจึงเคยชินกับการลอกงานคนอื่นมาก และนับเป็นข้อเสียอย่างยิ่งยวดของคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้การสำเนาไฟล์งานคนอื่นทำได้ง่ายดายเกินไป พวกเรา (คณะกรรมการ) จึงได้เห็นรายงาน
|
|
ข้อเสนอโครงการที่เหมือนกันมากๆ (ในกรณีที่ส่งมาจากสถาบันการศึกษาเดียวกัน) คือ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เครื่องมือและเทคนิคในการสร้างงาน ต่างกันเฉพาะชื่อผู้จัดทำกับชื่อโครงการเท่านั้น บรรดาข้อความที่พิมพ์ผิดๆ ก็ตำแหน่งเดียวกันเป๊ะ คำเดียวกัน ตกหล่นก็ที่ตำแหน่งเดียวกัน สุดท้ายอ่านแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรอีกเหมือนกัน
จนกระทั่งกรรมการบางท่านเปรยออกมาว่า อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการได้อ่านก่อนลงนามรับรองบ้างหรือเปล่า? เพราะบางครั้งมันสะท้อนให้เห็นว่า การทำโครงการต่างๆ เหล่านี้นักเรียน นิสิต นักศึกษาทำกันเองโดยลำพัง อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นเพียงตรายางรับรองให้ครบกระบวนการเท่านั้น พวกเราอ่านกันแล้วก็มักจะพยายามจินตนาการและยกประโยชน์ให้จำเลยอย่างมาก มีทั้งการคัดค้าน สนับสนุนโครงการว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เพื่อรับทุนสนับสนุนในรอบแรก
จนถึงกับบอกว่า ให้เขาผ่านเข้ามาเพื่อจะได้พัฒนาและนำมาเสนอต่อคณะกรรมการว่าที่พวกเราเดาๆ กันนั้นถูกต้องหรือเปล่า? ส่วนโครงงานที่ไม่ผ่านนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเราจินตนาการไม่เห็นจริงๆ ว่ากำลังคิดจะทำอะไร จึงตกไป... ก็คงต้องฝากไปถึงคุณครูผู้สอนในวิชาภาษาไทย ภาษาต่างประเทศแล้วล่ะครับว่า ท่านคงจะต้องหาทางให้นักเรียนได้ฝึกฝนการเขียน การบรรยาย เล่าเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น การใช้ภาษา ความถูกต้องต่างๆ ต้องแม่นยำตรวจสอบกับพจนานุกรมบ้างก็จะเป็นการดีครับ
|
พอมีผลการสำรวจว่า เด็กไทยอ่อนภาษาอังกฤษออกมาทีหนึ่งก็มีการฮือฮากันในหมู่คนที่รับผิดชอบในวงการศึกษากันทีหนึ่ง ครั้งล่าสุดนี้ก็มีการสำรวจการสอบข้อสอบภาษาอังกฤษ มาตรฐานที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก 2 ชุด คือ โทเฟล (TOEFL-Test Of English as Foreign Language) และโทอิก (TOEIC-Test Of English for International Communication) ของคนไทยนั้นอยู่ในอันดับรั้งท้ายในบรรดาประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคียงคู่กับประเทศกัมพูชา
ทีนี้ก็เลยต้องมีการปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของคนไทยใหม่อีกที (ครั้งที่เท่าไรในรอบ 4-5 ปีนี้ก็จำไม่ได้แล้ว) แต่คราวนี้มีท่าทางน่าศรัทธาเชื่อถือมากกว่าคราวที่ผ่านๆ มา เนื่องจากความเลื่อมใสในตัวรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่นี้ ในฐานะที่ท่านเป็นคนติด
|
ดินคลุกคลีอยู่กับชาวบ้านมาโดยตลอด เคยเข้าไปอยู่ในป่ามาแล้วหลายปี ร้องเพลงลูกทุ่งเพราะ (ไม่รู้จะเกี่ยวหรือเปล่า?)
การที่เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษมาแล้วคนละ 12 ปีเป็นอย่างน้อยแต่ใช้การไม่ได้เลยนั้น ไม่ใช่ความผิดของเด็กหรอก หากแต่เป็นความผิดของบรรดาคนสร้างหลักสูตรการเรียน ผู้บริหารการศึกษาวิชาภาษาอังกฤษอย่างไม่มีข้อกังขาเลย ปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเมืองไทยก็คือ ไม่รู้ว่าจะเอามาตรฐานของใครดี เนื่องจากยังเถียงกันไม่จบเพราะมีคนไทยที่ไปเรียนภาษาอังกฤษมาจากประเทศต่างๆ ทั้งฝั่งอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย มีความเห็นไม่ลงรอยกันว่าจะสอนจะเรียนภาษาอังกฤษในเมืองไทยอย่างไร เลยไม่ได้มีการเริ่มเรียนกันอย่างจริงๆ จังๆ สักที
การแก้ปัญหาต้องต้องยึดเอาแนวข้อสอบของโทเฟลกับโทอิกเป็นมาตรฐานของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากภาษาอังกฤษนั้นมีความหลากหลายมาก แม้แต่ในเกาะอังกฤษเองก็มีการพูดการออกเสียงภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันมากในแต่ละถิ่น แต่ละเมือง ยิ่งเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้กันในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย หรือไนจีเรีย ฯลฯ ก็ยิ่งเพี้ยนหนักและหลากหลายขนาดพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเลยทีเดียว การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการเข้าใจตรงกันในการติดต่อสื่อสาร โดยใช้ภาษาอังกฤษของประชาคมนานาชาติจึงต้องเป็นเป้าหมายของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเมืองไทยเรา จะเอายังไงก็รีบทำเพื่อให้ไต่ขึ้นไปยังลำดับที่สูงขึ้นกว่านี้
สุดท้ายนี้ขอแจ้งไปยังท่านที่สมัครเป็นสมาชิกร่วมขบวนการครูออนไลน์ ที่ยังไม่ได้รับบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านสำหรับการสร้างบทเรียนออนไลน์นั้น ขอให้ท่านเข้าไปดำเนินการสมัครเป็นสมาชิกของระบบได้โดยตรง คลิกที่นี่ได้เลย แล้วแจ้งชื่อบัญชีที่ท่านสมัครไว้แล้วไปให้ผมทางอีเมล์นะครับ จะได้ปรับสถานภาพของท่านจากผู้เรียนเป็นผู้สอนต่อไป ขณะนี้อาจจะมีปัญหาที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์อยู่บ้างนะครับ ขอเวลาอีกนิดผมจะย้ายไปยังเครื่องใหม่ในเร็วๆ นี้ กำลังดำเนินการอยู่ครับ...
บันทึกไว้เมื่อ : 30 สิงหาคม 2548
กลับไปอ่านเรื่องบ่นอื่นๆ
|