|
วันนี้ขอคุยกันเรื่องการนำเอา ICT มาสู่การพัฒนาการศึกษาไทย ที่มีการกล่าวถึงกันมากที่สุดใน พ.ศ. นี้ หลังจากที่ไปร่วมการประชุมสัมมนา Thai e-Learning 2005 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อเดือนที่แล้วและวันนี้ (7 มิถุนายน) ได้ไปร่วมการสัมมนาเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโลกการศึกษายุคใหม่ ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ICT เหมือนกับอาหารชนิดใหม่ที่เขาลือเล่าอ้างว่าอร่อยและดีที่สุดน่าชิม แต่ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่หลายท่านคงจะมีโอกาสชิมได้ยากสักหน่อย เพราะ...
|
|
- ความกลัว นี่คือปัญหาใหญ่และยากต่อการพัฒนาจริงๆ ถ้าครูเรายังคงขาดกลัวต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่กล้าในการใช้งาน กลัวเครื่องเสีย กลัวทำของเขาพัง สารพัดกลัวไปหมด (จะยกเว้นท่านที่กำลังอ่านบทความผมอยู่นี่ที่ไม่ขลาดกลัว แต่ท่านจะชวนเพื่อนร่วมข้างท่านได้อย่างไร?)
- ความไม่มี ขาดคอมพิวเตอร์ ปัญหานี้ดูจะน้อยลงแล้ว เพราะราคาถูกลงมาก เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเครื่องใช้ประจำบ้านให้ได้ ให้ทุกคนสามารถใช้ได้เหมือนกับการใช้วิทยุ โทรทัศน์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ถ้าเราทำได้เราจะแก้ไขปัญหาข้อแรกได้
- ความคุ้นเคย ถ้าขจัดความกลัว และมีคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว เราจะต้องสร้างความคุ้นเคยใช้งานอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะใช้ในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน ติดตามข่าวสารใหม่ๆ อ่านหนังสือพิมพ์ได้วันละหลายๆ ฉบับทั้งภาษาไทยและอังกฤษโดยไม่ต้องซื้อ ใช้ในการสร้างงานเอกสารแบบดิจิตอล ให้กลายเป็นความเคยชิน
|
ถ้าคนไทยสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ง่ายเหมือนเราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน การพัฒนาด้าน ICT เพื่อการศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น การใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือ เครือข่ายออนไลน์ก็จะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น การนำเอาระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ (e-Learning) มาใช้งานก็จะสามารถทำได้สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลอย่างที่เราหวังตั้งใจ
ทุกวันนี้ ความสนใจในเรื่องการจัดการศึกษาออนไลน์มีแนวคิดขยายออกไปไกลตามเทคโนโลยี แต่ที่ติดขัดและยังไปไม่ถึงไหนซึ่งเราเข้าไปแก้ไขโดยตรงไม่ได้ กลับกลายเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเอง
|
ที่ยังรอการแก้ไขปัญหาจากนโยบายภาครัฐอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประเทศนี้มีระบบ e-Government, e-Citizen, e-Education และอีกสารพัด e ที่จะก้าวมาทดแทนระบบเดิมๆ
เมื่อ ICT คืออาหารจานร้อน กลิ่นหอมชวนลิ้มลอง ในขณะนี้จึงมีบุคคลหรือคณะบุคคลที่มองเห็นช่องทางในการทำมาหากินเชิงธุรกิจ กำลังนำเอาระบบการจัดการต่างๆ มาเสนอขายให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั้งในรูปบริษัท องค์กรการกุศล และหน่วยงานทางการศึกษา โดยจัดในลักษณะเชิญชวนเข้าร่วมการสัมมนาในสถาบันต่างๆ นำเสนอให้เห็นประโยชน์และช่องทางในการนำเอา ICT มาใช้ในการพัฒนาการศึกษา แล้วพ่วงท้ายด้วยการขายระบบเป็นของแถมไปด้วย
ผิดไหม? ที่เขาดำเนินการเช่นนั้น ต้องตอบว่าไม่ผิดหรอกครับ แต่อยากจะชี้ให้หลายๆ ท่านมองเห็นกันหน่อยว่า ตัวระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์นั้นมีมากมายหลายระบบ ทั้งที่เป็นระบบพัฒนาขึ้นเองของหน่วยงาน สถาบัน องค์กรของรัฐ ระบบแบบคอมเมอร์เชียล (ทำขาย) และระบบจ่ายแจกฟรี Open Source ต่างก็มีมาตรฐานในการพัฒนาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามผ่านระบบที่เรียกว่า มาตรฐาน SCORM เป็นส่วนใหญ่ เราไม่อาจตัดสินได้ว่าระบบใดดีกว่ากันชัดเจน แต่จุดที่เราควรมองคือ การลงทุนนั้นจะเสียเปล่าหรือไม่?
มีบางรายเสนอขายระบบการจัดการเรียนออนไลน์ พร้อมให้การอบรมการผลิตสื่อและบทเรียนออนไลน์ราคาก็หลักแสนบาทขึ้นไป (ถ้าอ่านไม่ละเอียดจะคิดว่า ราคาถูกครับหลักสูตรละสามพันถึงห้าพันบาท แต่ถ้าดูให้ดีการอบรมเขาคิดราคาต่อคน เมื่อคูณเข้าไปนี่หมดไปหลายแสน ไม่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์) พร้อมการดูแลคิดราคากันเป็นปี บางรายเสนอด้วยเงื่อนไขให้บริการใช้ระบบฟรีบนเครื่องแม่ข่ายของบริษัท เพียงแต่ครูในโรงเรียนต้องช่วยกันสร้างสื่อและบทเรียนออนไลน์ พอพ้นระยะเวลา 1 ปี จะใช้ระบบต้องคิดเงินในอัตราต่อหัวของจำนวนนักเรียน (ระบบนี้น่าตกใจมาก เพราะสิ่งที่คุณครูทุ่มเทผลิตสื่อและบทเรียนมากว่า 1 ปีนั้นลิขสิทธิ์ทั้งปวงตกเป็นของบริษัทไปเรียบร้อยแบบไร้ค่าตอบแทนใดๆ)
ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งในการพัฒนาระบบ และทดสอบการใช้งานระบบ LMS หลายๆ ระบบได้พบว่า ปัญหาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การพัฒนาคนเพื่อพัฒนาสื่อและเนื้อหาใช้ในระบบการจัดการนั่นต่างหากที่ยากยิ่งกว่า เพราะครูเราส่วนใหญ่ยังขาดความเชี่ยวชาญ ชำนาญในการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเราไม่มี Computer Literacy เราจึงต้องเร่งในการพัฒนาคนอย่างจริงจังก่อน เพื่อให้มีความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านการใช้งานประจำวัน (การผลิตเอกสารการสอนและสื่ออย่างง่าย) การติดต่อสื่อสารออนไลน์ เพื่อก้าวไปสู่การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ได้ในที่สุด
วันนี้ เราควรเริ่มต้นด้วยการส่งเสริมให้ครูใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อให้หายจากความหวาดกลัวและเป็นมิตรกับคอมพิวเตอร์ เมื่อครูได้พบได้เห็นมากขึ้นก็จะช่วยให้เกิดความอยากรู้และพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า เพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่การเป็นผู้สอนหรือเป็นครูออนไลน์ในอนาคตอันใกล้นี้
ผมอยากเห็นผู้บริหารการศึกษาในทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแนวคิดใหม่ให้กว้างไกลไปกว่าเดิม เราจะพัฒนาครูก็ต้องพัฒนาตนเอง (ผู้บริหาร) ก่อน ผู้บริหารการศึกษาที่ใช้งาน ICT ได้ย่อมได้เปรียบกว่า เพราะมีข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารและตัดสินใจได้ดีกว่า ทันสมัย รอบด้าน รู้เขารู้เรา โลกตอนนี้หมุนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเดินทางของข้อมูลข่าวสารก็
|
|
รวดเร็วตามไปด้วย การบริหารงานใดๆ ก็ตามถ้ามีข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ การตัดสินใจในการบริหารมักจะสำเร็จและมีผลสัมฤทธิ์สูง การศึกษาเรียนรู้ก็เช่นเดียวกัน
ณ วันนี้ นอกจากผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวแล้ว ยังจะต้องเรียนรู้ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบและดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างเป็นสุข ครูผู้สอนก็จะต้องก้าวตามทันยุคสมัย หนังสือแบบเรียนหรือคู่มือครูที่พิมพ์ออกมาในแต่ละครั้ง/แต่ละปีอาจจะมีเนื้อหาไม่ครอบคลุมในองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในวันนี้ การศึกษาออนไลน์จึงมีบทบาทและช่วยลดขีดจำกัดในการเรียนและค้นคว้าผ่านเอกสารลงไปได้ แล้วเราจะมัวรีรออะไรอยู่ล่ะ?....
บันทึกไว้เมื่อ : 7 มิถุนายน 2548
กลับไปอ่านเรื่องบ่นอื่นๆ
|