เสียงบ่นจากครูมนตรี
          ม่ได้อัพเดทนานเกือบเดือนแนะครับ มีหลายๆ เรื่องที่ผมเขียนไว้ล่วงหน้ามาสักสองสามอาทิตย์แล้ว แต่ก็ไม่ได้นำมาบอกกล่าว ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองพูดแรงไปหน่อย และช่วงนั้นผมก็มีภารกิจที่จะต้องเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในโรงเรียนที่ได้ทำสำเร็จมาแล้ว และเราอยากจะนำรูปแบบนั้นมาพัฒนาศักยภาพของนักเรียนเรา (พูดกันง่ายๆ เราอยากเรียนรู้วิธีการเจียรนัยเพชรนั่นแหละครับ)
          พอช่วงวันเข้าพรรษาผมก็เข้ากรุงเทพฯ อีกรอบคราวนี้ไปเยี่ยมลูกๆ ที่เรียนหนังสืออยู่ที่นั่น (เลยไม่ได้อยู่ต้อนรับเพื่อนฝูงที่ไปแวะเยี่ยมในงานเทศกาลแห่เทียนพรรษา) และช่วงวันที่ 1-4 สิงหาคมนี้ก็จะเข้าไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมบังคับหุ่นยนต์ ระดับมัธยมศึกษา ที่ศูนย์กลางการเรียนรู้ไอซีทีแห่งชาติ ชั้น 6 เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า กรุงเทพฯ อีกรอบ (ชีพจรลงเท้าจริงๆ เลยครับ)
ขอพูดสักวันเถอะครับ

เห็นข่าวพาดหัวว่า "อาจารย์ 2 ระดับ 7 ได้เฮ อดิศัยเอาใจ ประเมินอาจารย์ 2 ระดับ 7 เข้าสู่แท่งครูชำนาญการ และได้รับเงินวิทยฐานะเดือนละ 3,500 บาท โดยจะให้ครูที่มีอายุราชการมากกว่าเข้ารับการอบรมก่อน ก็นับเป็นข่าวดีสำหรับเพื่อนๆ หลายคน เห็นบางคนตื่นเต้นรื้อแฟ้มกระจายออกมาอีกแล้ว เฮ้อเหนื่อยแทนจริง... ครับ

หนูอยากรู้ว่า เมื่อไหร่โรงเรียนหนูจะตื่นจากฝันเสียที?           ไม่ทราบว่า เพื่อนครูใน สพฐ. ปัจจุบันนี้จะมีความรู้สึกอย่างผมหรือไม่? มีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับบรรยากาศรอบข้าง สังเกตเพื่อนร่วมงานแล้วมีความรู้สึกว่า ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเท่านั้น งดการอาสาในเรื่องอื่นๆ (เหมือนกับว่า ธุระไม่ใช่ฉันไม่สนใจ) จะเหลือกลุ่มคนที่ทำงานไม่ย่อท้ออยู่ไม่กี่คนในโรงเรียนจนเหมือนคนบ้า มองไปที่ผู้บริหารหลายๆ คนก็ระวังตัวแจ จนดูเหมือนจะไม่มีความคิดริเริ่มในการพัฒนา นั่งกินบุญเก่าที่คนอื่นสร้างสมมาแล้ว ที่หนักกว่านั้นคือไม่คิด ไม่ทำแล้วยังขวางความเจริญก้าวหน้าเสียอีกแนะ เข้าทำนองไม่พัฒนาแล้วยังนอนขวางไว้เสียอีก อ้างแต่ว่าไม่มีงบประมาณบ้างล่ะบ้างก็อ้างว่าผมจะเกษียณกันยานี้หรือกันยาหน้า
(แล้วทำไมไม่รีบลาออกไปเสียเลย ให้คนอื่นที่เขาอยากทำงานมาอยู่ในตำแหน่งนี้เสียเถอะ จะมาอยู่กินเงินภาษีผมอยู่ทำไมไม่รู้)

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไปพบมาและสะท้อนให้เห็นว่า ความจริงของจำนวนนักเรียนต่อห้องที่ทำให้การจัดการศึกษาสัมฤทธิผลได้นั้น ไม่ควรเกิน 30 คน ไม่ใช่ 55-60 คนอย่างที่ผมพบในวันนี้ เป็นเรื่องแปลกที่ลองย้อนกลับไปดูในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติทุก พ.ศ. ที่ผ่านมาจวบปัจจุบัน ไม่มีการระบุจำนวนนักเรียน ขนาดโรงเรียนไว้เลย ในขณะที่นานาอารยะประเทศที่นักการศึกษาไทยทั้งหลายพยายามจะเอาของเขามาเป็นแบบอย่างนั้นเขาระบุไว้ชัดเจน ที่ผมไปพบนี่ไม่ใช่เมืองนอกเมืองนานะครับ อยู่แถวๆ นครปฐมนี่แหละ 24 คนต่อห้อง กับรายหัวระดับ 42,000 บาทต่อคน เทียบกับ 2,800 บาทและแออัดแบบเล้าหมูดูซิครับ ถ้าทำได้ไม่เลิศสะแมนแตนล่ะก็เสียดายงบประมาณและภาษีราษฎรมากเลยล่ะ

ที่ผมแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ได้กับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโรงเรียนไม่สัมพันธ์กัน เพราะวัตถุประสงค์คือการสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยให้กับประเทศ เพราะเราขาดแคลนมากโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์สายตรง ผมดูจากผลการไปศึกษาต่อของนักเรียนแล้วพบว่า มีจำนวนไม่น้อยไปเรียนสายวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น สายแพทย์ วิศวกร สถาปนิก บัญชี แม้แต่สาขารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ในมุมมองของผมนั้นผมคิดว่าคนกลุ่มนี้เอาเปรียบ (กลุ่มที่ไม่เรียนสายตรงนี่นะครับ) เพราะเราได้ทุ่มเทงบประมาณจากภาษีอากรลงไปถึง 42,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้เรียนวิทยาศาสตร์และก้าวไปเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์สายตรงเพื่อการพัฒนาประเทศ ถ้าจะเรียนสายอ้อมคนอื่นๆ ที่เขาเรียนในโรงเรียนธรรมดาได้รับงบอุดหนุนสองพันกว่าบาทก็ทำได้ ผมไม่ค้านการจัดตั้งโรงเรียนนี้ แต่ขอเสนอแนะวิธีการผูกมัดในการชดใช้ทุนคืนหากผู้เรียนไม่เรียนตรงสาขาตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง จะทำให้ประเทศชาติได้ผลสำเร็จจากโครงการมากกว่านี้

          เอาเรื่องไม่ซีเรียสกันบ้างนะครับ ผมอยากจะพูดถึงรายการโทรทัศน์สักสองรายการ ที่อยากให้เพื่อนครูได้ดูกัน และแนะนำให้นักเรียนได้ดูด้วย รายการแรกนี่ออกอากาศทุกวันจันทร์ "คุณพระช่วย" รายการวาไรตี้เพื่อคนไทยที่ชวนติดตามมากที่สุด มีเรื่องราวมากมายที่เรายังไม่รู้แม้ว่าเราจะบอกว่า เราคือคนไทยจริงๆ ก็ตาม ทั้งทางด้านวรรณกรรม รายการคุณพระช่วย ทางช่อง 9 ทุกวันจันทร์ รายการคุณพระช่วย ช่อง 9 วันจันทร์
ศิลปกรรม ประเพณี วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยเรา มีช่วงของการประชันความสามารถของเยาวชนในเรื่องต่างๆ เช่น ประชันดนตรีไทยหลากหลายสาขา การประชันบทกลอน

ตามรอยพระพุทธเจ้า ทุกวันอังคาร           อีกรายการหนึ่ง คือ สารคดีชุด "ตามรอยพระพุทธเจ้า" ด้วยเป็นสารคดีของคนไทย ที่ตอบคำถามอยากรู้ของคนไทยที่มีต่อพระพุทธเจ้า และพุทธศาสนา ออกอากาศทุกวันอังคาร เวลา 20.30 - 21.30 ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ดำเนินการโดย Panorama Worldwide ทีมงานมืออาชีพด้านการผลิตสารคดีของไทยที่มีผลงานน่าติดตามมากมายครับ
          ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายการทีวีเหล่านี้นะครับ เพียงแต่อยากให้ครูเราได้มีสื่อดีๆ ได้ชม แล้วนำไปบอกกล่าวกับนักเรียนในยุคของโลกาภิวัฒน์ที่แทบจะยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่นี้ ให้หันกลับมามองรากเหง้าวัฒนธรรมของไทยเรา มากกว่าการชื่นชมละครน้ำเน่าทั้งของไทย ญี่ปุ่น เกาหลี นะครับ

วันนี้คุยเรื่อยเปื่ยไปตามที่นึกขึ้นมาได้ เพื่อลดความเดือดในหัวใจเท่านั้นแหละ และขอขอบคุณ รายการโทรทัศน์ e-Life and e-Business ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ที่ได้แนะนำเว็บไซต์ ครูมนตรีดอทคอม ทางรายการเมื่อวันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมาครับ จนทำให้มีเพื่อนครูหลายท่านส่งใบสมัครมาร่วมอุดมการณ์กันหลายคน ผมขอเวลาในการดำเนินการอีกนิดหนึ่งนะครับ หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ เที่ยวนี้จะแจ้งกลับไปยังทุกท่าน ขอบคุณอีกครั้งครับ

บันทึกไว้เมื่อ : 30 กรกฎาคม 2548

Backกลับไปอ่านเรื่องบ่นอื่นๆ