ผมได้ร่วมฟังในช่วงเช้าในหอประชุมใหญ่ พอตอนบ่ายแยกกลุ่มออกไป ในห้องประชุมใหญ่เป็นการเสวนาของระดับอุดมศึกษา ห้องประชุมเล็กอีกแห่งเป็นการระดมความคิดของคนทำในฝั่งการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาขั้นพื้นฐานและโรงเรียนเอกชน ผมอยู่ในกลุ่มนี้ครับ สรุปคร่าวๆ คือ ผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่ที่มาร่วมในวันนี้สนใจในการจัดทำ แต่ดูเหมือนจะมืดมนในแนวทางที่จะดำเนินการ ทั้งกำลังคนและกำลังงบประมาณมากทีเดียว ผมและเพื่อน (ครูพูนศักดิ์ แห่งบ้านไทยกู๊ดวิวดอทคอม) ก็ได้แต่ให้กำลังใจและรับเป็นที่ปรึกษาช่วยระบายความอึดอัดให้ได้เท่านั้น [ คลิกอ่านสิ่งที่ผมนำเสนอได้ที่นี่ ] งานเขามี 2 วัน (17-18) แต่ในวันที่ 2 เป็นเรื่องของทางฝั่งพ่อค้าขายสินค้าก็เลยถอยทัพกลับเพราะอยู่ไปก็ไม่มีปัญญาซื้อระบบเขาหรอกครับ ใช้ Open source ดีกว่าเพราะประหยัดงบประมาณและพัฒนาต่อยอดได้ครับ
มีนักเรียนได้แสดงความคิดเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กกวดวิชาไม่ได้มีเพียงปัจจัยเดียว คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่มีสาเหตุอื่นด้วย อาจเป็นเพราะว่าครูอาจารย์ไม่สามารถสื่อสารเนื้อหาการเรียนการสอนให้เด็กเข้าใจได้เต็มที่ หรือเนื้อหาหลักสูตรแน่นมากเกินไปจนเด็กเรียนไม่ทัน เลยต้องไปกวดวิชาเพิ่มเติม หรือว่านักเรียนจำเป็นต้องกวดวิชาเพื่อทบทวนเนื้อหาการเรียน หรือนักเรียนจำเป็นต้องกวดวิชาเพราะการเรียนการสอนในห้องเรียนยังไม่เพียงพอ ทำไมผู้ปกครองและนักเรียนจึงไม่มั่นใจความยุติธรรมและคุณภาพของคะแนนเฉลี่ยสะสมที่โรงเรียนเป็นผู้จัดทำ ทำไมผู้ปกครองจึงสนับสนุนให้ลูกหลานกวดวิชาเพิ่มเติม คำตอบก็คือ ผู้ปกครองและนักเรียนไม่มั่นใจในมาตรฐานคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน แล้วใครล่ะที่ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนขาดความมั่นใจ ใครที่เป็นผู้ทำหน้าที่ใกล้ชิดกับนักเรียนที่สุดในการจัดการเรียนการสอน ก็คงหาคำตอบได้ไม่ยากกว่า คือ ครู ครูหนึ่งคนสอนนักเรียนห้าสิบคนต่อหนึ่งชั้นเรียน แล้วครูห้าแสนคนจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนักเรียนกี่คน นั่นคือเยาวชนทั้งหมดของประเทศ ครูดำเนินการอย่างไรกับการปั้นนักเรียน ทำไมผลของการปั้นจึงออกมาบิดเบี้ยว ไม่เป็นที่พอใจของพ่อแม่และสังคม ครูซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการสร้างสถาปัตยกรรมมนุษย์ทำหน้าที่เต็มที่หรือเปล่า มีฝีมือและมีใจรักในอาชีพของตนเองหรือเปล่า เราอาจสรุปในขั้นแรกว่า จำเลยของความล้มเหลวทางการศึกษาน่าจะเป็นครูนั่นเอง ก่อนจะตัดสินว่าครูคือจำเลยของความล้มเหลวทางการศึกษา ขอให้ทุกคนมองโฟกัสไปที่คนกลุ่มอาชีพครู และลองตั้งคำถามดูว่า
จากคำถามดังกล่าว เราพอจะสรุปได้ว่ามีคนกลุ่มค่อนข้างใหญ่ที่จำใจเป็นครู เพราะความสามารถ ความถนัด และโอกาสที่มีขีดจำกัด ซึ่งต้องขอบคุณสวรรค์ที่ยังมีคนกลุ่มนี้อยู่บ้าง เพื่อวงการการศึกษาไทย ขั้นตอนต่อไปเราจะช่วยกันศึกษาว่า คุณครูห้าแสนคนผู้ตกเป็นจำเลยของความล้มเหลวทางการศึกษา มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรบ้างในแต่ละวัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินเพื่อหาทางแก้ปัญหาความล้มเหลวทางการศึกษา
ถ้าผลการสำรวจออกมาเป็นดีหมด ก็แสดงว่าหลายคนเข้าใจผิดไปเองว่าการศึกษาล้มเหลว เลิกวิตกกังวลกันได้แล้ว แต่ถ้าผลสำรวจออกมาไม่ดี พบว่าครูใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำภาระงานอื่นๆ ท่านผู้ปกครองก็ควรจะรับรู้ว่าได้เอาลูกหลานไปฝากไว้ในมือครูหลายคนที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม ยับเยิน ท้อแท้ หมดกำลังใจ จิตวิญญาณครูปลิวหายกู่ไม่กลับ และยิ่งครูที่เลือกอาชีพนี้เพราะจำใจต้องเลือก แล้วใครล่ะที่ควรรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนี้ น่าจะเป็นผู้สั่งการ ผู้วางนโยบาย ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่มีความจริงจังและจริงใจต่อการแก้ปัญหาน่าจะมีการทบทวน Job description หน้าที่ของครูใหม่ ท่องไว้ในใจก่อนว่า ครูดีเอาไว้สอน ผู้เขียน (คุณชัชรีวรรณ) หวังว่า วันหนึ่งครูจะได้ใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่ในแต่ละวันเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้วยขวัญและกำลังใจที่ดี ส่วนเรื่องที่อยากเห็นคนใฝ่ฝันเป็นครูมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องที่ทำใจได้แล้วว่า คงอีกหลายยุคสมัย หรืออาจไม่มีเลย" ผมขออนุญาตเอาไปรวบยอดคุยต่อในคราวหน้านะครับ ตอนนี้เมาหมัดมากเลยตั้งแต่เริ่มเดินทางไปเข้าร่วมการเสวนาเรื่อง Thai e-Learning 2005 แล้วมาโดนน็อกด้วยคำถามข้างบนนี่จากหนังสือพิมพ์เลยตั้งตัวไม่ทันครับ ท่านใดมีความคิดเห็นอย่างไรต่อบทความข้างต้น ไม่ว่าท่านจะเป็นครูหรือไม่ก็ตาม ก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงความคิดเห็นกันได้ครับทางกระดานข่าวหรือส่งอีเมล์ไปถึงผมก็ได้ครับ บันทึกไว้เมื่อ : 17 พฤษภาคม 2548
|