เรียนไปทำไมกัน ?
แต่แนวการศึกษาใหม่ ที่ย้ำที่จะสร้างความสนุกสนานในชั้นเรียนนั้น จะทำให้เด็กหลงทิศทาง เด็กเข้ามาเรียนเพื่อแสวงหาความสนุก มันจึงผิดเป้า เด็กไม่ได้เข้ามาแสวงหาสิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต ผมอยากจะให้ดูการเรียนของเด็กในสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบันเป็นตัวอย่าง การเอาเด็กไปนั่งร้องเพลงที่เกี่ยวกับตัวอักษรนั้นดึงดูดความสนใจของเด็กอนุบาลได้ แต่เด็กไม่รู้เป้าหมาย เมื่อโตขึ้นมาถึงขั้นมัธยมก็พยายามจะแสวงหาชั้นเรียนในรูปแบบเดิม ครูอเมริกันทั้งหลายก็ต้องปรับตัว คือต้องพูดให้มันสนุกสนาน ต้องเป็นกันเองกับเด็ก…….ฯลฯ ลงท้ายความรู้ที่เด็กได้รับจะเป็นแค่ผลพลอยได้ มันก็จะรับไปเพียงบางส่วน และรับอย่างอื่นไปจนจัดหมวดหมู่ไม่ได้ จบออกมาแล้วดูเหมือนจะมีความรู้มากมาย แต่ไม่มีความละเอียด ไม่มีแก่นแท้ และเมื่อถึงคราวจะต้องนำมาปฏิบัติก็มักจะทำไม่ได้ ความไม่แน่นของความรู้ของคนอเมริกันนี้จะเห็นได้จากรายการทางโทรทัศน์อันหนึ่ง ซึ่งกำลังออกอากาศอยู่ในช่วงนี้ คือ มีคนเขาจัดเป็นเกมผจญภัยขึ้นมา เขาให้ผู้ร่วมรายการแบ่งออกเป็น 2 ทีม ทีมละประมาณ 8 คน เสร็จแล้วก็พานั่งเรือไปปล่อยบนเกาะที่มีขนาดพอสมควร บนเกาะนี้มีต้นมะพร้าว มีสัตว์ป่าตามธรรมชาติ รอบเกาะมีกุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งหมดนี้เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตโดยธรรมชาติ แล้วเขาก็ให้ผู้ร่วมรายการเหล่านั้นพยายามอยู่กินให้ได้นานที่สุด แต่จะมีการมาประชุมและโหวตเพื่อคัดผู้เข้าร่วมรายการออกครั้งละ 1 คน คนสุดท้ายที่อยู่ได้จะได้รับเงินรางวัลถึง 1 ล้านเหรียญ ครับ, ปัญหาอันแรกที่เขากำหนดให้แก้ไขคือ ถ้าไม่มีไม้ขีดไฟหรือไฟแช็คเลย ทั้ง 2 ทีมจะจุดไฟได้อย่างไร ไฟเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิต เราใช้ไฟเพื่อประกอบอาหารและให้ความอบอุ่น การแก้ปัญหานี้ทีมผู้จัดได้ถ่ายเป็นวิดีโอเอาไว้ แล้วนำมาออกรายการ รายได้จากรายการคือแหล่งที่มาของค่าใช่จ่ายและรางวัลที่จะให้แก่ผู้ชนะ จากรายการอันนี้ ผมได้เห็นความพยายามที่จะใช้ความรู้ของคนสิบกว่าคนดังกล่าว ทุกคนรู้ดีว่าต้องใช้ไม้มาถูกัน บนท่อนไม้นี้ให้เอามีดมาเจาะเป็นหลุมเล็กๆ แล้วก็ต้องมีคันธนู 1 อัน กับท่อนไม้เล็กๆ ยาวประมาณฟุตครึ่งอีก 1 อัน การจุดไฟนั้นต้องเอาไม้ท่อนเล็กดังกล่าวตั้งอยู่บนหลุม แล้วใช้คันธนูมาหมุนท่อนไม้เล็กดังกล่าว เมื่อหมุนแล้วจะเกิดความร้อนที่ปลายท่อนไม้เล็กที่จิ้มอยู่ในหลุมของท่อนไม้ใหญ่ แต่ความรู้ของผู้เล่นเกมเหล่านั้นมันไม่แน่น พวกเขาทั้งสองทีมพยายามตั้งแต่เที่ยงวัน ไปจนเกือบมืด แต่ก็ไม่สามารถจุดไฟได้ ผู้จัดรายการได้พยายามถ่ายวีดีโอให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไข แต่ก็ไม่สำเร็จ ลงท้ายในวันแรกนั้นผู้จัดรายการต้องจัดอาหารมาให้ และในวันถัดมาต้องจัดเป็นเกมที่จะแข่งขันกันไปแย่งชิงการเป็นเจ้าของกองไฟ ครับ ,มันอาจเป็นความประจวบเหมาะที่คนสองทีมนั้นเป็นคนที่ไม่รู้จริง แต่เราลองถามตัวเราเองดูสิว่า เราเคยจุดไฟด้วยไม้และคันธนูได้จริงหรือไม่ และคนไทยเราจะทำได้ดีกว่าฝรั่งชุดนั้นหรือไม่ ? ผมเชื่อว่าคนไทยและคนชาติอื่น อีกหลายๆ เชื้อชาติจะทำได้ดีกว่าฝรั่งชุดนั้น ทั้งนี้เพราะระบบการศึกษา (แบบเก่า ๆ ) ของเราและสภาพแวดล้อมที่ยังใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าของเรา จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เอาตัวผมเองเป็นตัวอย่างก็ได้ ผมเห็นข้อบกพร่องของทีมทั้งสองมากมายหลายอย่าง ซึ่งพวกเขาไม่รู้ พวกเขามองไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่น
โอเค, ขอย้อยกลับมาถึงเรื่องของการวางเป้าหมายของการเรียนรู้อึกครั้งหนึ่ง หลายๆ คนคงจะเถียงในใจว่าเด็กอนุบาล และเด็กชั้นประถม หรือมัธยมนั้นไม่สามารถจะเข้าใจเป้าหมายของการเรียนรู้ได้ นักการศึกษาแบบเก่าจะบอกว่าจุดที่ประยุกต์ความรู้ กับจุดของการเรียนรู้มันอยู่ห่างกันมากเกินไปที่จะทำให้เด็กมองเห็นได้ เราต้องใช้วิธีสั่งให้เด็กเชื่อตามครูไปก่อน สำหรับนักการศึกษารุ่นใหม่ก็จะบอกว่าเด็กยังไม่มีความสามารถที่จะคิดอย่างเป็นระบบ จึงต้องปล่อยให้เขาได้เข้ามาสัมผัสกับความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง ทั้งนี้โดยอาศัย "ความสนุกสนานในกิจกรรม" เป็นตัวดึงดูด
เรื่องนี้เอามาใช้ในวิชาชีพไอที (IT) ได้อย่างไร ? ไอที (IT) นับเป็นความรู้ที่ซับซ้อนและมองเห็นประโยชน์ได้ยากมาก ในขณะนี้เรากำลังหลงทิศกันอย่างหนัก คือพยายามเอาเรื่องของการท่องไปในไซเบอร์สเปสมาดึง หน่วยราชการต่างๆ พยายามสร้างเว็บไซท์ โรงเรียนต่างๆ พยายามติดตั้งเครื่องเพื่อให้เด็กเข้าอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยต่างๆ พยายามขอเงินไปทำบทเรียนผ่านทางเว็บ และขอทำห้องเรียนแบบสอนทางไกล เขาคิดว่าจะช่วยเพิ่มความตื่นตาตื่นใจ บทเรียนจะเป็นแบบมัลติมีเดีย ……….ฯลฯ ครับ ,ไอทีกลายเป็นแค่เครื่องมือเพื่อคุยว่า "เราทันสมัยแล้วนะ" เท่านั้นเอง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข เราต้องสอนให้เด็กเห็นประโยชน์ของคอมพิวเตอร์และไอทีอย่างแท้จริง เรื่องนี้ต้องเริ่มตั้งแต่ชั้นประถม เช่น เอาเกมมาให้เล่น โดยเน้นว่าจะได้รู้ว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง ความรู้อันนี้ต้องใช้ในการดูแลบำรุงรักษาด้วยตนเองในอนาคต ครับ, มันไม่ใช่แค่การ "อัดความรู้เข้าไป" หรือ "หลอกให้มาสนุกกับการเรียน" เราต้องชี้ให้เขาเห็นประโชน์ของความรู้ที่จะสอนและเมื่อสอนเสร็จแล้วต้องสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาเห็นประโยชน์ของบทเรียนนั้นๆ จริง ครับ, นี่เป็นสิ่งที่ผมได้มาจากประสบการณ์ คือผมจะเรียนรู้หรืออ่านก็เมื่อรู้ว่ามันจะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดในอนาคต และผมเรียนหรืออ่านได้สนุกมาก เพราะมันทำให้เห็นเป็นเงิน หรือตำแหน่ง หรือชื่อเสียง ที่จะลอยมาอยู่ในมือของผม และผมก็ทำได้โดยไม่ต้องออกแรงไปโกหก ตอแหล หรือคดโกงใคร
ที่มาของบทความ : DrPunya.com ด้วยความที่อาจารย์มีมุมมองประทับใจผมอยากให้ได้อ่านกันหลายๆ คนครับ
"บทความนี้เป็นของ ดร.ปัญญา เปรมปรีดิ์ ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า" |