คิดใหม่ ทำใหม่ ไฉนจึงกลายเป็น คิดใหม่แต่ทำแบบเก่าๆ ?
ครับ, มันยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น อีก 1 เดือนต่อมาก็เสนอเข้ามาอีก 1 โครงการ คราวนี้ขอทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ มันเป็นเงินรวมทั้งหมดประมาณ 1,260 ล้านบาท และหัวเรื่องมันแคบนิดเดียว คือจะปรับเปลี่ยนระบบใบแจ้งหนี้ เหตุผลของเขาก็คือ ระบบออกใบแจ้งหนี้นี้ของเก่าทำกันเอง มันเป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาโคบอล ใช้เครื่องประเภทเมนเฟรม มันมีปัญหามากเพราะดูแลรักษายาก จะให้ทำรายงานแบบใหม่เพียงเล็กๆ น้อยก็ใช้เวลาเป็นปี ของใหม่นั้นจะเป็นเครื่องประเภท มัลติโพรเซสเซอร์เซิฟเวอร์ จะใช้ระบบฐานข้อมูลเข้าช่วยในการทำโปรแกรม มันจะได้ปรับปรุงและเพิ่มเติมโปรแกรมได้ง่าย ระบบใหม่นี้จะมีเครื่องสำหรับบรรจุซองและชั่งน้ำหนักโดยอัตโนมัติ มันจำเป็นต้องมี เพราะจำนวนลูกค้าจะเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านรายใน 4-5 ปีข้างหน้า ครับ, พอผมเห็นโครงการแล้วผมก็บอกว่า นี่มันไม่ใช่คิดใหม่และทำใหม่เสียแล้ว มันเป็นการคิดใหม่แต่ทำแบบเก่า แถมยังซ่อนค่าใช้จ่ายไว้อีกมากมาย เมื่อเจ้าของโครงการเข้ามาชี้แจงผมก็ถามไปเลยว่า 1,260 ล้านบาทนี่ยังไม่ได้รวมค่ากระดาษที่ใช้พิมพ์ใบแจ้งหนี้ ค่าบรรจุซอง ค่าซอง และค่าไปรษณีย์ ใช่หรือไม่ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าใช่ ดังนั้นผมจึงถามไปว่าค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมันตกประมาณฉบับละกี่บาท ซึ่งตัวเลขอันนี้จริงๆ แล้วผมก็พอจะประมาณออกมาได้อยู่แล้ว แต่ถามเอาจากผู้เสนอโครงการนั้นดีกว่า เพราะเมื่อเขาบอกออกมาแล้วมันดิ้นไม่ได้คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ มันเป็นค่าใช้จ่ายประมาณฉบับละ 8 บาทกว่า ซึ่งเมื่อนำมาคูณกับจำนวนลูกค้าโดยเฉลี่ยใน 5 ปี ข้างหน้า (4.3 ถึง 6 ล้านราย) จะเป็นเงิน = 8 x 5 ล้านราย = 40 ล้านบาทต่อเดือน หรือคือ ประมาณ 480 ล้านบาทต่อปี หรือคือประมาณ 2400 ล้านบาทในเวลา 5 ปี ตามโครงการที่เสนอเข้ามา ครับ , มันจะมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าที่เห็นในทางตรงอีก 2 เท่าตัว ผมจึงถามเขาว่า เขาไม่มีวิธีการใหม่ๆ แล้วหรือ ? ทำไมจึงคิดใหม่แต่ทำแบบเก่า ? ผมบอกให้เขานั่งฟังและพยายามทำความเข้าใจกับข้อเสนอของผม แล้วให้กลับไปนั่งคิดที่ที่ทำงานดู ข้อเสนอของผมเป็นดังนี้ ผมไม่ติดใจเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์เพื่อการอินพุทข้อมูลและคำนวณค่าบริการ แต่เมื่อมีตัวเลขแล้วก็ควรมีเซิฟเวอร์ขนาดปานกลางสัก 1 ตัว มีคู่สายโทรศัพท์สัก 200-300 ชุด แล้วก็ให้เจ้าเซิฟเวอร์ตัวนี้มันโทรศัพท์ออกไปถึงลูกค้า แล้วก็แจ้งหนี้ให้เขาทราบ เซิฟเวอร์ขนาดราคา 10-20 ล้านบาทสามารถทำอย่างนี้ได้แน่นอน ระบบแบบนี้จะเข้าลักษณะ "ใช้กระดาษให้น้อยลง" หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "Paperless" หรือ "Less Paper" นั่นแหละด้วยวิธีการใหม่แบบนี้ หน่วยงานจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงมาได้ 5-6 บาทต่อ 1 ลูกค้า มันจะประหยัดไปได้เดือนละ 30 ล้านบาท หรือปีละ 360 ล้านบาท และรวม 5 ปี ก็จะประหยัดไปได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท ครับ, เงิน 1,800 ล้านบาทนั้นเป็นเงินที่มิใช่น้อยเลย ถ้าเราประหยัดได้ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศ แต่สิ่งที่เขาเถียงกลับมาทำให้ผมหมดหวังและหดหู่ใจเป็นอย่างมาก เขาเริ่มด้วยการอ้างว่าเขาต้องพิมพ์และส่งใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้า ทั้งนี้เพราะกฎหมายบังคับ ! ครับ, เขาย้อนกลับมาใหม่ว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเคยเรียกประชุมและออกข้อบังคับว่าต้องส่งเป็น "ใบแจ้งหนี้" ……ฯลฯ ครับ, มีการโต้ตอบกันหลายตลบ ผมมองดูแล้วเห็นว่าเป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆ ผมจึงบอกให้เขาเอาไปคิดดูก็แล้วกัน ผมบอกเขาไปด้วยว่าผมเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายๆ กัน มันเกิดมานานแล้ว คือในยุคที่ธนาคารพาณิชย์เขาแข่งขันกันทำระบบออนไลน์นั้น ผมก็ไปช่วยธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เจ้าของระบบเขายืนยันว่าบัญชีกระแสรายวัน (Current Account ) นั้นต้องพิมพ์รายการฝากถอนลงบนแผ่นบัตรบัญชี หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Ledger Card แต่ผมเห็นว่ามันไม่จำเป็น การที่จะพิมพ์การ์ดบัญชีลูกค้าดังกล่าวนี้มันต้องมีเครื่องพิมพ์ชนิดสอดกระดาษจากด้านบน ซึ่งมีราคาแพงและเสียเวลาทำงาน แต่เจ้าของงานเขาไม่ยอม เรื่องนั้นขึ้นไปถึงผู้จัดการแบงค์ ซึ่งผมเป็นฝ่ายแพ้ ผู้จัดการเขาบอกว่าเจ้าของระบบงานนั้นสำคัญกว่า แต่หลังจากที่พัฒนาเสร็จ และใช้งานไปได้ 2 เดือน เจ้าของงานก็กลับมาขอให้ตัดการพิมพ์การ์ดบัญชี เขายอมรับว่ามัน "ไม่จำเป็น" อย่างที่ผมได้พูดไว้ ครับ, ในฐานะที่ท่านก็ใช้บริการของรัฐวิสาหกิจหลายอย่าง เช่น ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และหลายๆ ท่านจะต้องไปเสียภาษีเทศบาล ภาษีบ้าน ภาษีที่ดิน ….ฯลฯ ท่านคิดว่าเจ้า "ใบแจ้งหนี้" นี้จำเป็นต้องพิมพ์ลงเป็นแผ่นกระดาษ และต้องส่งถึงท่านทุกครั้งจริงๆ หรือ ? ทำไมเราไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เลือก ใครที่อยากได้ "ใบแจ้งหนี้" เป็นกระดาษก็ต้องเสียเงินเพิ่ม ใครที่ไม่ต้องการก็ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม อย่างนี้ก็น่าจะลดความสูญเปล่าให้แก่ประเทศได้หลายพันล้านต่อปี
ครับ, จริงๆ แล้วระบบการสื่อสารแบบดิจิตัลนั้นเขาพัฒนาไปหลายก้าวแล้ว เขาหันมาใช้ไฟเบอร์ออฟติกส์เป็นตัวโครงข่ายใหญ่ แล้วมาซอยย่อยเพื่อเข้าถึงบ้านเรือนด้วยสายเคเบิลและสายตีเกลียว (Twisted pair ) ไฟเบอร์ออฟติกส์นั้นสามารถรับส่งได้ตั้งแต่ 1 ล้านบิทต่อ 1 วินาที ไปจนถึง 1 พันล้านบิทต่อ 1 วินาที สายเคเบิลชนิดอัดก๊าซนั้นรับส่งได้ตั้งแต่ 64 กิโลบิทต่อ 1 วินาที ไปจนถึง 2 ล้านบิทต่อ 1 วินาที ส่วนสายตีเกลียว หรือคือสายโทรศัพท์ที่เราเห็นกันอยู่นั้นมันรับส่งได้ตั้งแต่ 32 กิโลบิทต่อ 1 วินาที ไปจนถึง 64 กิโลบิทต่อ 1 วินาที นอกจากนี้แล้ว ในการวางสายไฟเบอร์ออฟติกส์และเคเบิลต่างๆ นั้นเขายังบรรจุหลายๆ เส้นลงไปในท่อเดียวกันได้ และเวลาเขารับส่งข้อมูลกันนั้นเขาก็ใช้เทคนิคการตัดข้อมูลเป็นท่อนๆ แล้วส่งออกไปในเครือข่ายหลายๆ ทิศทาง เขาไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงด้วยสวิทซ์แล้วค้างคาอยู่ มันเรียกกันว่า Virtual circuit สายสื่อสารทุกสายจึงช่วยกันทำงานได้ ความเร็วจึงไม่ถูกจำกัดอยู่ที่สายสื่อสารเส้นใดเส้นหนึ่ง นอกจากจะเลือกใช้เทคโนโลยีที่กำลังจะหมดยุคหมดสมัยแล้ว หน่วยราชการต่างๆ เหล่านี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า จะเอาเครือข่ายนั้นไปทำอะไร ทุกหน่วยพูดเหมือนท่องจากตำรา คือ จะเอาไว้ใช้ทำ "เอ็มไอเอส" MIS ก็คือ Management Information System หรือเรียกเป็นไทยอย่างสวยหรูว่า "ระบบข้อสนเทศเพื่อการบริหาร" พวกเขาอ้างว่าข้อมูลของกรมและของกระทรวงนั้นมันกระจายอยู่ทั่วประเทศ เขาจึงต้องมีเครือข่ายความเร็วสูงเพื่อการดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เข้ามาทำรายงานให้แก่ผู้บริหาร ครับ, โดยสรุปแล้วก็คือ คำว่า "คิดใหม่" นั้นถูกตีความหมายเป็นการ "คิดหาทางใช้งบประมาณกันใหม่" แล้วคำว่า "ทำใหม่" ก็ถูกตีความหมายเป็นการ "เอาเทคโนโลยีที่ตนพอรู้จักมาใช้" ทั้งหมดมุ่งไปที่คำว่า "ระบบข้อสนเทศเพื่อ
ที่มาของบทความ : DrPunya.com ด้วยความที่อาจารย์มีมุมมองประทับใจผมอยากให้ได้อ่านกันหลายๆ คนครับ
"บทความนี้เป็นของ ดร.ปัญญา เปรมปรีดิ์ ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า" |