Valentine : ไม่ได้มีวันเดียว ถ้าหัวใจยังมีรัก
|
หลายคนให้ความสำคัญกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ดุจดังวันแห่งความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของความรัก เขตบางรักก็จะมีสถิติในการจดทะเบียนสมรสกันมากที่สุดในรอบปี (ส่วนการจดทะเบียนหย่าของคู่ที่สมหวังในวันที่ 14 หลังจากวันวาเลนไทน์จืดจางลง ไม่ได้มีการสำรวจและแจ้งไว้) แต่ที่แย่ร้ายไปกว่านั้นคือ จะเป็นวันเสียสาวของวัยรุ่นกระเตาะ ที่ยอมพลีกายให้กับซาตานโดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆ สุดท้ายมีมารหัวขนจนเสียการเรียน เสียอนาคต บางทีถึงกับเสียชีวิตด้วยซ้ำไป จนผู้ใหญ่หลายต่อหลายท่านประสานเสียงเซ็งแซ่ บอกว่าแย่แล้วสังคมไทย ทำไมไม่มีใครเหลียวแลกันบ้างเลย
|
 |
วาเลนไทน์ มีได้ทุกวัน... ถ้าเราคิดจะมอบความรักให้แก่กัน สังคมไทยมักแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ เกิดเหตุแล้ว วัวหายแล้ว ค่อยคิดจะมาล้อมคอกกัน ล้อมคอกไม่ทันก็หันมาใส่ความครูว่า ไม่สั่งไม่สอน เดือดร้อนกันไปทั่ว ทั้งสารวัตรนักเรียน ตำรวจ กระทรวงวัฒนธรรม ไปจนถึงม่านรูด... (เพราะไม่มีแขกมาใช้บริการด้วยสาเหตุที่ตำรวจมาตั้งด่านตรวจกันซึ่งหน้า)
เราจะโทษคนอื่นได้อย่างไร? ในเมื่อทุกคนมีส่วนในการรับผิดชอบในเรื่องนี้ ในอดีตเมื่อการสื่อสารไม่ก้าวหน้า การโฆษณาอยู่ในวงจำกัด คนที่รู้จักวันวาเลนไทน์มีกันไม่กี่คน แต่พอสถานีวิทยุ-โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ตมันเข้าถึงทุกตรอก ซอกซอย บวกเข้ากับแรงพลังมหาศาลของระบบการบริโภคนิยม ประโคมโหมโฆษณาอย่างหนักหน่วง ถูกพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน ครูภาษาต่างประเทศของเราก็พลอยเป็นเหยื่อ จัดกิจกรรมสนับสนุนเพื่อการเรียนการสอน (แต่ลืมดูเงาสะท้อนของอีกด้านหนึ่ง) จึงบังเกิดผลให้ลูกหลานไทยเราตกอยู่ในวังวนของการบริโภคนี้ด้วยอย่างจัง
 |
ฝรั่งเขาเข้าใจคิดวิธีการเผยแผ่ศาสนา ด้วยการผูกเรื่องราวให้เข้ากับความเชื่อและศรัทธาของผู้คน ในขณะที่ประเพณีดีงามของเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น วันมาฆบูชา วิสาขบูชา หรือวันอื่นๆ ของเราจึงไม่อยู่ในความทรงจำของผู้คน เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว ผมเคยถูกหลอกไปดูบ้านกัปตันคุ๊กที่ออสเตรเลีย (จงใจให้หลอก เพราะอยากรู้ว่าเขามีวิธีการอย่างไรในแง่ธุรกิจท่องเที่ยว) มันก็กระท่อมไม้ธรรมดานี่แหละ ไม่มีใครยืนยันได้ว่าใช่หรือไม่? แต่เขาผูกเรื่องราวการท่องเที่ยวไว้ที่การเดินทางมาสำรวจทวีปออสเตรเลียของกัปตันเรือคนหนึ่ง ที่ได้มาตั้งรกรากในถิ่นนี้ จึงจำลองกระท่อม เครื่องใช้ไม้สอย สวนพรรณไม้สวยงาม และจัดเป็นไฟต์บังคับให้กับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องมาชมให้ได้ นัยว่าเป็นการมาถึงออสเตรเลียจริงๆ
เหมือนกับการท่องเที่ยวจีน ที่ต้องมีการบังคับกรุ๊ปทัวร์เข้าไปชมการแพทย์แผนจีน เพื่อขายสมุนไพร ชมแหล่งผลิตของแบบ OTOP บ้านเรา แล้วต้องซื้อผลิตภัณฑ์ติดไม้ติดมือกลับไป ถ้ากรุ๊ปทัวร์ไหนไม่เข้าไปชม โอกาสของการนำทัวร์มาเมืองจีนอีกครั้งก็จะปิดสนิท บ้านเรามีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย มีผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นบ้านคุณภาพจำนวนมาก แต่กลับไม่มีใครสนใจปล่อยให้กรุ๊ปทัวร์ไหลผ่าน ไปชมบ้านป่าขาดอนในประเทศเพื่อนบ้านซะนี่ ทำไมเราไม่ผูกนิทานพื้นบ้านเข้า
|
กับแหล่งท่องเที่ยวให้มีชื่อดังกระฉ่อนอย่างเขา คิดแล้วน่าเสียดายจริงๆ เท่านั้นยังไม่พอ ผมเดินทางผ่านเห็นหลายจังหวัดทำศูนย์รวมสินค้า/ผลิตภัณฑ์ มีแต่คนขายแต่ไม่มีคนซื้อ บางแห่งลงทุนหลายสิบล้านเหลือแค่ป้ายเป็นอนุสรณ์ (ไม่ทราบใช้สมองส่วนไหนคิดทำ) ทำไมต้องลงทุนกันขนาดนั้น...
ลองนึกดู ถ้าคุณไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ซื้อของที่ระลึกไปฝากญาติพี่น้องเพื่อนฝูง คุณจะซื้อที่แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นผู้ผลิตโดยตรง หรือจะซื้อจากพ่อค้าคนกลางในศูนย์รวมติดแอร์ อะไรจะให้คุณค่าในการระลึกถึงวันวานที่คุณเคยไปเยี่ยมเยือนมาแล้ว จะซื้อผ้าทอกาบบัวที่หมู่บ้านฝีมือชาวบ้านที่ทออยู่ตรงหน้า ซื้อเครื่องทองเหลืองที่ข้างเตาเผาในหมู่บ้านปะอาว หรือจะซื้อที่ศูนย์รวมสินค้าโอท็อป เมื่อวันเวลาผันผ่านสินค้าจากแหล่งผลิตจะบอกเล่าเรื่องราวและย้อนรอยความทรงจำได้มากกว่าเสมอ... เออ ขึ้นต้นวันวาเลนไทน์ลงท้ายที่โอท็อปได้ไงเนี่ย...
ฤา.. การศึกษาไทยจะรู้แต่คว้าสิ่งสำเร็จรูป?
ที่เล่ามายืดยาวนั้นก็เพื่อจะให้ทุกท่านได้มองเห็นวิธีคิด และการจัดการศึกษาของเรา ที่มันย่ำเท้าอยู่กับที่ก็เพราะ เรารู้จักแต่บริโภค เอาแต่เปลือกมา ดังเช่นที่เขาเล่าเป็นเรื่องตลกในวงเหล้าว่า "เรียนจบปริญญาตรี พูดน้อยทำงานเก่ง พอไปเรียนปริญญาโทมา พูดมากทำงานน้อย พอจบดอกเตอร์ พูดมากไม่รู้เรื่องแล้วยังทำอะไรไม่เป็นเสียอีก ได้ใบปริญญามาคุยโวจัดประชุมสัมมนาใหญ่โต แล้วมันก็ไปเชิญอาจารย์ของมันมาพูด" เสียดายเงินภาษีของชาวนาที่ส่งมันไปเรียนจังเลย...
อย่างเรื่องปฏิรูปการศึกษานี่ก็เหมือนกัน ลอกเขามาแต่เอามาไม่หมด เพราะถ้าเอามาหมดก็จะอดคว้าชิ้นปลามัน กลายเป็นหัวมงกุฎท้ายมังกร หรือไส้เดือนของอาตี๋ก็ไม่รู้ (ไม่ต้องมีเจ็ดหัว ไม่ต้องคาบแก้ว ไม่ต้องมีเกล็ด เฮ้อ!) ถ้าอยากจะปฏิรูปไม่ต้องทำอย่างอื่นหรอก ง่ายๆ เลย รีบทำเสียด้วย
- หาครูมาให้ครบก่อน จะอยู่บนดอยบนดอน ชานเมืองหรือนอกเมืองต้องมีให้ครบถ้วนตามอัตรากำลังที่ตั้งไว้ บางโรงเรียนเขาเรียกว่าขาดแคลนซ้ำซากมานานนับยี่สิบปี ต้องแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน เมื่อมีอัตรากำลังครบงานจะเบามือลง การพัฒนาตนเองและทุ่มเทเอาใจใส่ในการสอนจะดีขึ้นเองตามลำดับ อย่าลืมว่าไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับการสอนคน เพราะไม่ใช่การผสมปูนที่จะคัดเลือกหิน ดิน ทราย ชนิดของซีเมนต์ได้เพื่อให้กำแพงแข็งแกร่งมั่นคง ตัวป้อนของการศึกษาคือ ฅน ที่มีความแตกต่าง วิธีการสอนที่ดีเลิศประเสริฐศรีปานใดก็ไม่อาจให้ผลสัมฤทธิ์เท่าเทียมกันในทุกที่
- ทำให้วิชาชีพครูมีศักดิ์ศรีเกียรติยศไม่ด้อยกว่าอาชีพอื่น คิดแล้วก็ยากเหมือนกันแต่จำเป็นต้องทำ เหมือนเมื่อในอดีตคนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้จะต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม เก่งวิชาความรู้ เพราะต้องออกไปสั่งสอนผู้อื่น อาชีพอื่นล้วนผ่านการเคี่ยวกรำมาจากครู แล้วทำไมจึงเห็นครูด้อยคุณค่านักเล่า ไม่อยากเห็นครูเป็นพนักงานขายประกัน ขายเครื่องสำอางค์หรือสินค้าตรงอื่นๆ ครูก็ต้องมีรายได้มากพอที่จะจูงใจให้คนอยากเป็นครู เรียนเก่งต้องเป็นครู และแน่นอนกระบวนการตรวจสอบคัดกรอง รับรองคุณภาพต้องเข้มแข็ง เพื่อประกันคุณภาพครูให้เป็นที่หนึ่ง (เรื่ององค์กรของครูนี่ผมละอายใจที่จะกล่าวถึงที่มาจริงๆ การเมืองเลือกตั้งว่าสกปรกแล้ว มีการซื้อสิทธิขายเสียง มีคืนหมาหอน แต่การเลือกตั้งในวงการครูกลับยิ่งกว่า... ละอายเวลาจะยกตัวอย่างเรื่องประชาธิปไตยให้นักเรียนฟังครับ หรือว่าไง? เลือกตัวแทนครูเพื่อมากดขี่ข่มเหงครูด้วยกัน มันสะใจดีแท้ โยกย้ายเดี๋ยวนี้เขาคิดกันกิโลเมตรละ... แล้วนะท่าน...)
- ยกงานธุรการ-เอกสาร-รายงานออกไป ครูน้อยไม่เพียงพอในการสอนก็ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว เบื้องบนยังสั่งให้ทำเอกสาร รายงานร้อยแปดพันเก้าไม่รู้จบ อยู่ในกรมเดียวกันแท้ๆ แต่คนละแผนกงานก็ขอโรงเรียนอยู่นั่นแล้ว ข้อมูลเดิมๆ ไม่รู้จักจัดเก็บบ้างหรือไร? ถามหน่วยงานข้างๆ กันก่อนได้ไหม? อยากได้ผลงานประจบเจ้านายก็ต้องทำงานให้เป็น ทรัพยากรเงินทองงบประมาณหรือก็มากกว่า แล้วจะเอาเวลาไหนไป ปะ-ติ-ลูบ ล่ะเจ้านาย ทำที่โรงเรียนยังไม่พอหอบไปทำต่อที่บ้านไม่มีเว้นวันเสาร์และอาทิตย์เลย จนเดี๋ยวนี้หน้าที่หลักไม่ใช่ครูสอนหนังสือ แต่เป็นคูกั้นและกรองข้อมูลให้ท่านๆ เจ้านายไปแล้ว
 |
ในวัยเยาว์เหมือนผ้าขาวที่รอการแต้มแต่งสีให้สดใส หากเราช่วยประคองสองมือให้เรียนรู้ในสิ่งที่ดีงาม อนาคตย่อมสดใสแน่นอน เว้นแต่ พ่อแม่ ครู-อาจารย์นี่แหละที่จะผลักดันเปลี่ยนแปลงเขาจนเลยวัย ดูอย่างในวันเด็ก หรือในวันครบรอบอันสำคัญที่ต้องมีการแสดงในวัยอนุบาล ทำไมเราไม่คิดใส่ความดีงามด้วยการแต่งกายสมวัย ด้วยเอกลักษณ์ไทยที่สุดสวย แต่กลับไปเขียนหน้าทาปาก แต่งตัวชะเวิ๊บชะว๊าบอย่างหางเครื่องหมอลำซิ่ง หรือดนตรีลูกทุ่ง ออกท่าเต้นเด้งหน้าเด้งหลัง มันน่าเอ็นดูตรงไหน ใครเป็นคนทำลายวัยเยาว์อันแสนงามของเขาไป หากไม่ใช่ครูและผู้ปกครอง ทำให้เขาเห็นดีเห็นงามในวันนั้น แล้วสิบปีต่อมา... |
เมื่อมีดาราวัยรุ่นแต่งตัวเหมือนไม่สวมอะไรเลย มาปรากฏต่อหน้าสาธารณชน แล้วถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมรายการโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ รุ่งเช้าวันใหม่สื่อทั้งหลายประโคมพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขรม ผมไม่อยากจะตำหนิเธอ แต่อยากจะตำหนิผู้มีส่วนผลักดันเธอในวัยเด็ก อย่างกรณีตัวอย่างของเด็กวัยอนุบาลข้างต้นก็อาจเป็นไปได้ เธออาจจะคิดว่า นั่นคือความกล้าแสดงออก ที่น่าจะได้รับการยกย่องชื่นชมเหมือนเมื่อครั้งวัยเด็ก แล้วเราจะโทษใครดี?
|
ขอเพียงแต่ให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุดกำลัง เป็นครูสอนก็สอนอย่างเต็มที่ เป็นเจ้าหน้าที่ก็ให้ทำรายงานของตน การปฏิรูปการศึกษาของเราจะก้าวไกลไปเอง ด้วยพลังเฟืองขับที่มีตามธรรมชาติ ผู้บริหารให้มีหน้าที่เพียงแต่ช่วยทำหน้าที่ประสานหล่อลื่น เข้าเกียร์ ประคองพวงมาลัย เหยียบคันเร่งนิ่มๆ ก็เพียงพอแล้ว
ในการทำงานยุคปัจจุบัน (ในความรู้สึกของผม) เหมือนกับว่า พระลูกวัด (ครูน้อย) จะต้องคอยถือตาลปัตรและสวดยถา สัพพี ทีโย... ไม่เห็นเจ้าอาละวาดเลย พอสวดเสร็จสักพักเจ้าอาวาสดันมาขอยืมตาลปัตรไปถือแล้วถ่าย
|
 |
ภาพ ก่อนจะหันหน้าไปหาไมโครโฟนนักข่าวเสียนี่... ทำไมไม่มาถือแต่แรก สวดไม่เป็นผมก็จะช่วยสวดให้ดอก แต่อย่ามาทำหลอกๆ เอาตอนนี้เลย เซ็งจริงๆ ขอรับ ไม่รู้ที่อื่นเป็นไหม?
ก็บ่นให้ฟังตามประสา ก่อนจะบ้าไปเสียก่อน... ถึงวันนี้ แม้จะท้อก็ไม่ถอยครับ ผมยังมีความสุขใจที่ได้ทำงานรับใช้บ้านเมืองและประเทศชาติ ทำให้คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับมาจากภาษีของทุกคนบนผืนดินไทย (ใกล้วันยื่นชำระภาษีอีกแล้วเลยต้องกล่าวถึงเสียหน่อย) แม้ว่าเพื่อนครูท่านอื่นๆ จะมีแรงกดดันในการทำงานอย่างไรก็อย่าพึ่งท้อนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนครูทุกท่าน แล้วเราจะร่วมเดินทางไปด้วยกันครับ อย่าพึ่งงงกับหน้าแรกของเว็บผมนะ เพราะนั่นคือกำลังใจที่ผมมีอยู่ ณ เวลานี้ ที่ต้องสู้ต่อไป...
บันทึกไว้เมื่อ : 13 กุมภาพันธ์ 2550
กลับไปอ่านเรื่องบ่นอื่นๆ
|