หลายๆ คนที่มีลูกต้องเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาปีนี้ จึงมีความรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังเช่นเดียวกับปีก่อน ในขณะที่วิธีการดั้งเดิมเมื่ออดีตที่เรียกกันว่า เอนทรานซ์ นั้นชัดเจน ไม่วุ่นวายอย่างนี้ หรือนี่คือผลพวงจากการปฏิรูปการศึกษา และการปรับเปลี่ยนวิธีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้ถกเถียงกันเสมอมาในเรื่องของมาตรฐานของโรงเรียนว่า มีความเท่าเทียมกันหรือไม่เพียงใด โรงเรียนใดปล่อยเกรดและกดเกรดนักเรียนบ้าง แต่ก็ไม่มีใครยอมรับความจริง
แม้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะไม่เห็นด้วยที่จะนำผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ หรือโอเน็ต ไปผูกกับการจบช่วงชั้นของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ก็ควรจะหาวิธีการในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เป็นมาตรฐาน ให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงให้ได้ สทศ. เสนอด้วยว่า ในปีการศึกษาหน้า ควรจัดสอบในทุกช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ป.3 สอบ 2 วิชา คณิตศาสตร์ และภาษาไทย, ช่วงชั้นที่ 2 ป.6 สอบ 3 วิชา คณิตศาสตร์ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์, ช่วงชั้นที่ 3 ม.3 สอบ 5 วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และช่วงชั้นที่ 4 ม.6 สอบ 8 วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา สุขศึกษา-พลศึกษาศิลปะ และการงานอาชีพและเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องนี้มีเหตุผลทีเดียว เพราะการเรียนในโรงเรียนนั้น ปรากฏว่า มีนักเรียนและผู้ปกครองบางรายไม่สนับสนุนให้ลูกเรียนรายวิชาอื่นๆ อย่างเอาใจใส่ (ขอเพียงให้ผ่าน) แล้วหันไปเน้นในเรื่องการเรียนวิชาที่ต้องใช้สอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ส่งเสริมการเรียนพิเศษอย่างบ้าคลั่ง โรงเรียนสอนพิเศษชื่อดังในกรุงเทพฯ แห่กันไปเปิดสาขาในต่างจังหวัดกันเพียบเลย... แล้วจะให้ผมคิดอย่างไร? ผมได้อ่านข่าวๆ หนึ่งซึ่งอาจจะเป็นข่าวเล็กๆ ของใครบางคน แต่ดูมันจะมีอิทธิพลที่ทำให้ผมต้องเขียนถึงในวันนี้ ข่าวที่ว่าคือ "สหรัฐฯ ประกาศเลื่อนสถานะประเทศไทย จากประเทศถูกจับตามองเป็นถูกจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะมีผลต่อเรื่องการตัดจีเอสพี ประเทศไทยถูกประกาศเป็นประเทศที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์และสิทธิบัตรยา 1 ใน 12 ของโลก และจะถูกกดดันด้านภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา" เรื่องนี้บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับการมองแคบๆ ใกล้ตัว เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ส่งออก แต่หากมองไกลออกไปเราจะพบว่ามันจะส่งผลกระทบถึงพวกเราชาวบ้านได้แน่นอน ยกตัวอย่างเช่น รายได้รวมของประชาชาติที่จะช่วยฉุดภาคเศรษฐกิจมหภาคของประเทศเดินหน้าจะหยุดนิ่งทันที อย่าลืมว่าผลผลิตของประเทศไทยที่ส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ถ้าเราถูกกีดกันทางการค้าส่งออกไม่ได้ ราคาพืชผลก็ตกต่ำ คนหาเช้ากินค่ำ ชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในภาคการผลิตก็จะเดือดร้อนแน่นอน เศรษฐกิจตกสะเก็ด เม็ดเงินไม่หมุน พวกเราก็ต้องพลอยหน้าแห้งไปด้วยแน่ๆ และยังมีข่าวนี้อีก "ไมโครซอฟท์เปิดโครงการ "ไมโครซอฟท์ อันลิมิเต็ด โพเทนเชียล (Microsoft Unlimited Potential)" ใช้ชื่อย่อว่า UP จุดมุ่งหมายสำคัญมี 3 ประเด็นหลักคือ การพลิกโฉมการศึกษา การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม และการสร้างงาน ซึ่งไมโครซอฟท์มองว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ประชากรโลกอีก 5 พันล้านรายเข้าถึงเทคโนโลยีได้" โครงการที่น่าสนใจที่สุดในโปรเจค UP ที่มีอยู่กว่า 8 โครงการที่ไมโครซอฟท์จะพาเหรดเข้ามาแก้ปัญหาช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนไทยมี 2 โครงการ หนึ่งคือการเปิดตัวชุดซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียน ในชื่อ Microsoft Student Innovation Suite หรือ MSIS ประกอบด้วยไมโครซอฟท์เอ็กซ์พีสตาร์ทเตอร์อิดิชัน ไมโครซอฟท์โฮมแอนด์ออฟฟิศ 2007 ไมโครซอฟท์แมท 3.0 เลิร์นนิงเอสเซนเชียล 2.0 ฟอร์ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ และวินโดวส์ไลฟ์เมลล์เดสก์ทอป ซึ่งราคาจำหน่ายชุดซอฟต์แวร์นี้อยู่ที่ 3 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 105 บาท คาดว่าเวอร์ชันภาษาไทยจะสามารถวางจำหน่ายได้ในช่วงธันวาคมปีนี้ โดยจะจำหน่ายให้กับรัฐบาลที่มีคุณสมบัติตามที่ไมโครซอฟท์กำหนด และมีจุดประสงค์ในการซื้อและมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้กับนักเรียนโดยตรง โครงการที่น่าสนใจโครงการที่สองคือ โครงการวินโดวส์มัลติพอยท์ (Multi Point) เป็นการนำเทคโนโลยีพิเศษ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องมีเมาส์ได้มากถึง 50 ตัว จุดประสงค์คือเพื่อให้นักเรียนสามารถใช้งานและเรียนรู้ได้พร้อมๆ กัน แม้โรงเรียนไม่สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียนหนึ่งคนได้ เป็นผลงานการออกแบบของศูนย์วิจัยไมโครซอฟท์ประเทศอินเดีย เคอร์เซอร์กว่า 50 ตัวที่วิ่งไปมาบนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวนั้นจะแสดงผลเป็นรูปสัตว์ที่ต่างชนิดกัน นักเรียนสามารถเลือกสัตว์ที่ชื่นชอบและกำหนดชื่อลงบนเคอร์เซอร์แต่ละตัวได้ ถูกนำไปใช้เป็นโครงการนำร่องในประเทศอินเดียและประเทศไทยเท่านั้นในขณะนี้ โดยทดลองใช้ที่โรงเรียนลุมพินีและกรุงเทพคริสเตียน ข่าวหลังนี่บางคนบอกเป็นเรื่องที่ดีนี่ ครับคิดตื้นๆ ว่าราคาถูก เขาให้เราใช้มันน่าจะดี แต่พอมองออกไปในเงื่อนไขพบว่า จะจำหน่ายตามข้อตกลงบางประการเป็นพิเศษเท่านั้น แน่นอนเพื่อรุกเข้าไปยังเด็กเล็กวัยเรียน สร้างความคุ้นเคย จดจำ ติดใจ และต้องจำใจใช้มันเมื่อโตขึ้น หรือในวัยทำงานด้วยราคาที่สูงกว่ามากๆ (เพราะคุณไม่อาจปฏิเสธความคุ้นเคย) ณ เวลานั้นเราอาจจะต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดในด้านกฏหมาย และคงไม่มีโอกาสเห็นซอฟท์แวร์ผีรวมมิตรแผ่นละร้อยอีก ในขณะที่ทางเลือกของซอฟท์แวร์เสรีที่เป็นโอเพ่นซอร์ส มีให้เราใช้งานกันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า มีหลากหลายโปรแกรมครอบคลุมการทำงานในชีวิตประจำวันของเราอย่างเพียงพอ วันนี้เราจึงเห็นความร่วมมือของ 2 องค์กรสำคัญจับมือกันในการส่งเสริมการใช้ Open Source Software ในโรงเรียนไทย คือ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งประเทศไทย (SIPA) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่จะช่วยกันผลักดันซอฟท์แวร์เสรีลงสู่โรงเรียน เพื่อจุดประกายให้เห็นว่า เรายังมีทางออกอีกมากในการพัฒนาด้านไอทีโดยไม่ต้องไปผูกติดกับการค้าใดๆ ก็ได้ ข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการนี้ชัดเจนแล้วครับ หลังจากที่ผมได้เดินทางไปร่วมประชุมจัดทำหลักสูตร เพื่อการอบรมขยายผลสู่โรงเรียน ที่โรงแรมบางแสนบีช จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 4-7 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยจะดำเนินการจัดอบรมครูในโรงเรียนแกนนำจำนวน 100 โรงเรียน ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2550 นี้ที่โรงแรมรอแยล เบญจา สุขุมวิท 5 กรุงเทพฯ รายละเอียดโครงการคลิกไปอ่านที่นี่ บันทึกไว้เมื่อ : 10 พฤษภาคม 2550
|