foto1
ความงดงามการศึกษาไทย
foto1
เพื่อ?
foto1
ไม่เข้าใจ?
foto1
วิทยากรที่กระทรวงศึกษาธิการ สปป.ลาว
foto1
ชเวดากองในเมียนมาร์ คงยากที่จะได้ไปอีกครั้ง


adv 300x250

adv 300x250

webmaster talk

วันนี้ขอเอา "เรื่องเก่ามาเล่าใหม่" บ่นกันอีกสักรอบ หลังจากที่มีกระแสเสียงมากมายจากผู้ปกครอง และครูทั่วบ้านทั่วเมือง แต่บรรดาผู้บริหารการศึกษา นักวิชาการบนหอคอย กลับยังนั่งฝันคิดว่า สิ่งที่ตนเองคิดนั้นถูกต้อง หลงไหลไปกับการลอกเอาสิ่งที่คนอื่นคิด (อ้างว่าศิวิไลซ์) นำมาใช้โดยไม่ลืมหูลืมตา มองบริบทของสังคมไทย และสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามของบรรพบุรุษ ทั้งๆ ที่ตนเองได้ดิบได้ดีมาก็เพราะสิ่งที่ตนเองมองว่าป่าเถื่อนนั่นแล

student 011ผมเคยบ่นไว้ที่นี่เมื่อปีก่อนว่า การจะพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์นั้น นอกจากครูผู้สอนจะมีกลยุทธ์ วิธีการสอนที่น่าสนใจ มีสื่อการสอนที่ดีพร้อมเหมาะสมแล้ว การพร้อมที่จะเรียนและรับความรู้ ต้องออกมาจากแรงกระตุ้นภายในของตัวนักเรียนด้วย การเรียนจึงจะมีผลซึมซับเอาความรู้และกระบวนการคิดเข้าไปในสมองของนักเรียน

จะมีประโยชน์อะไรกับการที่ต้องไปบ่นอยู่หน้าห้องเรียน ต่อหน้าหุ่นยนต์ที่ไร้จิตวิญญาณของการเรียนรู้ เขามาโรงเรียนเพื่อรับจ้าง (เงิน) รายวันจากผู้ปกครอง ในหัวสมองคิดแต่เรื่องเย็นนี้ จะไปเที่ยวไหนดี จะเดิมพันฟุตบอลคู่ไหน จะดูละครน้ำเน่าช่องใด จะไปดริ๊ง ไปแดนซ์ที่หอพักใด จะโกหกครูในชั่วโมงหน้าว่าอย่างไร? (เพราะยังไม่ได้ทำการบ้าน ยังไม่ได้อ่านเตรียมมาตอบคำถาม)

ครูหนุนฟื้นตกซ้ำชั้น เชื่อช่วยสร้างเด็กมีความรับผิดชอบ

ผมไม่ได้คิดอยู่คนเดียวหรอกครับ ต่อไปนี้ผมลอกมาจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เลย และก็ขอแทรกความคิดเห็นของผมเพิ่มเติมลงไปด้วย อ่านดูซิครับ

ครูหนุนฟื้นระบบตกซ้ำชั้น เชื่อช่วยสร้างเด็กมีความรับผิดชอบ ใส่ใจการเรียนมากขึ้น แม้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นแต่คุ้มค่า ดีกว่าปล่อยเด็กจบออกไปแบบไม่มีคุณภาพ ทางด้านเลขาธิการ กกศ. แนะครูดูแลเด็กเป็นพิเศษ และหารือกับผู้ปกครองเพื่อหาทางแก้ไข "

จากกรณีที่ครูและผู้ปกครองส่วนใหญ่คัดค้าน ระบบการเรียนเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยต้องการให้นักเรียนที่สอบไม่ผ่านเรียนซ้ำชั้น เพื่อเด็กจะได้ตั้งใจเรียน และจบออกมาอย่างมีคุณภาพนั้น ร.ต.อ.วรเดช จันทรศร เลขาธิการสภาการศึกษา (กกศ.) กล่าวว่า "โดยทฤษฎีของการเรียนหากสอบไม่ผ่านควรจะมีการลงโทษ คือการซ่อมเสริมจนกว่าจะผ่าน และให้เรียนซ้ำชั้น แต่วิธีซ้ำชั้นไม่นิยมและทุกคนก็ไม่ค่อยจะยอมรับ เพราะมีข้อจำกัดมากทั้งต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น จากเดิมรัฐเคยจ่ายเงินอุดหนุน 12 ปี ก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 13 ปี

sob tokวิธีแก้ที่ดีคือ ครูควรจะต้องดูแลเด็กที่มีปัญหาเป็นพิเศษว่า   ปัญหาเกิดจาก อะไร และต้องแจ้งผู้ปกครองให้ทราบ เพื่อจะได้หาทางแก้ไขได้ถูกวิธี" เลขาธิการ กกศ.กล่าว

"รัฐเคยจ่ายเงินอุดหนุน 12 ปี ก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 13 ปี" นี่กำลังคิดแทนรัฐบาลหรือเปล่า? ถ้าเราจะยอมจ่ายเพิ่มอีก 1 ปีเพื่อให้ได้เยาวชนที่เพียบพร้อมออกไปสู่สังคม พร้อมที่จะเรียน พร้อมที่จะทำงาน พัฒนาประเทศชาติรอดพ้นจากความยากจน จะไม่ดีกว่าปล่อยคนสมองว่างเปล่า (ไม่อยากพูดตรงๆ ว่าโง่) ออกไปสู่สังคม สุดท้ายเขาก็ช่วยเหลือตนเองและครอบครัวไม่ได้ เป็นภาระย้อนกลับมาหารัฐบาลอีก อาจจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ต้องใช้เพราะการซ้ำชั้นเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหาโจรผู้ร้ายฉกชิงวิ่งราว คนว่างงาน ก็ไม่ใช่เพราะการไม่มีการศึกษานี่ล่ะหรือที่สร้างปัญหาทับถมกันทุกวันนี้ ถามหน่อยเถอะท่าน...????

"ต้องแจ้งผู้ปกครองให้ทราบ เพื่อจะได้หาทางแก้ไขได้ถูกวิธี" นี่ก็อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากจะแย้งแล้วเลยเถิดไปถึงเรื่องการรับนักเรียน ตอนที่มามอบตัวลูกให้เข้าเรียนก็รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า จะดูแลเอาใจใส่ลูกหลาน ประสานกับโรงเรียนมิได้ขาด แต่พอผ่านไปกลับไม่เป็นดังพูด อ้างว่า ยุ่งกับงานไม่มีเวลา บ้านอยู่ไกลคนละอำเภอ คนละจังหวัด (ก็ไหนตอนมาเข้าเรียนเป็นเด็กบ้านใกล้ในพื้นที่ล่ะครับ มันฟ้องปัญหาอะไรอยู่? คิดกันหน่อยนะเจ้านายในกรม ในกระทรวงนั่นนะ) เชิญประชุมผู้ปกครองแค่เทอมละครั้งก็ยังมาไม่ได้ ประชุมก็วันเสาร์วันอาทิตย์แท้ๆ พอเดือนมีนาคม ลูกสุดที่รักรับเละได้ ศูนย์ ไปเกือบ 20 ตัว ไม่รู้มีเวลาว่างจากงานมาจากไหน มานั่งเฝ้าช่วยลูกเรียนได้เป็นอาทิตย์โดยไม่กลัวถูกไล่ออกจากงาน ที่อื่นมีเหมือนที่ผมเจอไหมครับ?

ด้าน ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ระบบดังกล่าวโรงเรียนทำตามมหาวิทยาลัย ที่ไม่มีการตกซ้ำชั้น ถ้าตกวิชาใดก็ต้องกลับมาลงเรียนในวิชานั้นใหม่ จนกว่าจะสอบผ่าน และต้องรวมเกรดเฉลี่ยผลการเรียนทั้งหมดให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดด้วยถึงจะจบได้ แต่โรงเรียนไม่ได้ทำตามทั้งหมด คือเรียนตกวิชาใดก็ให้มาซ่อมเสริม แล้วให้ผ่านในบางครั้งเด็กก็ไม่มีความรู้ ซึ่งควรแยกกลุ่มเด็กออกตามความสามารถในการเรียนรู้ และมีครูเฉพาะทางที่จะมาสอนเด็ก และปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนด้วย (อันนี้ผมเห็นด้วย ต้องแก้ระบบให้เรียนซ้ำ ต้องเรียนทั้งเทอม ไม่ใช่มาเรียน 7 วัน 15 วันแล้วสอบ ผ่านได้เกรด ซ้ำร้ายมีการอนุญาตให้ไปเรียนร่วมกับโรงเรียนอื่นเพื่อให้จำนวนนักเรียนมากใช้ครูน้อย ผลที่ได้มีการหากินกับเด็กที่อยากผ่านเข้าไปอีก ผมไม่ได้ใส่ร้ายใครนะแต่มีจริงๆ ด้วย แล้วการจบควรมีค่าเกรดเฉลี่ยระดับชั้นละไม่ต่ำกว่า 1.5 นะครับ ไม่ใช่ 1.0 และติด ร. ติด 0 อีกกระบุงก็ยังจบได้)

lotto stdขณะที่อาจารย์ผู้สอนอย่าง นางรัตนา อุทก อาจารย์ประจำวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนจันทร์ประดิษฐาราม กล่าวว่า เห็นด้วยที่เด็กสอบตกควรจะให้ซ้ำชั้น เพราะระบบเลื่อนชั้นอัตโนมัติเด็กไม่กระตือรือร้น พอสอบไม่ผ่านก็ซ่อมเสริมครูก็ให้ผ่าน ระบบนี้ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเด็กไทยที่ไม่มีความรับผิดชอบ เด็กบางคนจะจบ ม.6 อยู่แล้วยังติด 0 ติด ร เวลาสอบซ่อมครูจำใจให้ผ่านเพราะกลัวเด็กเสียโอกาส

"ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกหมดสิทธิสอบหรือ มส. ที่เดิมกำหนดว่าเด็กคนใดที่ขาดเรียนเกิน 80% จะไม่มีสิทธิเข้าสอบ เพราะเมื่อยกเลิกไปแล้วเด็กก็ไม่สนใจเข้าเรียน เพราะรู้ว่าขาดเรียนเกินก็ได้มีสิทธิเข้าสอบอยู่แล้ว" นางรัตนากล่าว

ด้าน นายณรงค์ สายทอง รอง ผอ.โรงเรียนนางรองพิทยาคม จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นครูมากว่า 30 ปีแล้ว กล่าวว่า เห็นด้วยให้เด็กที่สอบไม่ผ่านต้องตกซ้ำชั้น เพื่อเด็กจะได้รู้คุณค่าของการศึกษา ถึงแม้ว่าการสอบตกแล้วต้องซ้ำชั้นจะทำให้เด็กต้องเสียเงินและเสียเวลามากขึ้น ถือว่าคุ้มค่า ดีกว่าปล่อยให้เด็กเรียนตามอำเภอใจผ่านไปวันๆ จบออกไปก็ไม่มีคุณภาพและเป็นภาระสังคมในอนาคต

นี่คือความเห็นของผมที่บ่นไว้เมื่อ (20 สิงหาคม 2547) "ผมยังยืนว่า ระบบแต่เดิมของเราดี ไม้เรียวสร้างคนมานักต่อนัก (ไม้เรียวของครูไม่เคยฆ่าใคร อย่าไปเทียบกับบางคนที่แฝงมาในคราบครูแล้วสร้างรอยบาป จนไม้เรียวถูกหักไปแล้ว ณ วันนี้) วันนี้นักเรียนของเราเปี๋ยนไป ผมจะไม่พูดถึงเรื่องความประพฤติหรอก เอาแต่เรื่องการเรียนล้วนๆ นี่แหละ ความอุตสาหะ วิริยะ ของเด็กลดลง ด้วยสาเหตุใด?

แรงจูงใจในการเล่าเรียนไม่มีครับ เด็กทุกวันนี้เสพแต่ความสุขเฉพาะหน้าไม่เคยคิดถึงอนาคต ระบบที่ถูกสั่งมาจากเบื้องบน จากนักการเมือง ซ้ำเติมให้ระบบล้มลงไปอีก คนหนึ่งเรียน ขยันขันแข็งแทบตาย ทำงานกิจกรรมการเรียนไม่เคยขาด ได้เกรดแค่ 1 อีกคนไม่สนใจเรียน หลบเลี่ยงตลอด ครูต้องแทบกราบให้มาเรียน (ไม้เรียวไม่ได้ ดุด่าว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้) สุดท้ายการประเมินได้ศูนย์ แต่หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์เกรดเปลี่ยนเป็น 1 ได้ เพราะคนที่สอนแล้วเด็กติดศูนย์จะถูกเพ่งเล็งว่าไม่มีประสิทธิภาพ จะโดนมาตรการที่ 3 เข้าให้" จริงหรือไม่? ท่านมีสิทธิจะคิดและตรึกตรองครับ

"เด็กไทยในมิติวัฒนธรรม"

งานวิจัยด้านเด็กจากหลายสำนัก ยังสะท้อนพฤติกรรมเด็กไทยเข้าสู่ยุคมืด การดำเนินชีวิตบนความแปลกแยกทางวัฒนธรรม ขาดความรับผิดชอบ เป็นนักบริโภคตัวยง หลงไหลไปกับสื่อโฆษณาของผู้ใหญ่ที่จ้องทำมาหากินกับเด็ก อาทิ

  • เด็กไทยอยู่บนความแปลกแยกจากศาสนาและครอบครัว กลุ่มวัยรุ่นร้อยละ 60 โตในห้างสรรพสินค้า ดูภาพยนตร์ กินอาหารแดกด่วน (Fast food) ร้อยละ 45 ไม่ทำบุญตักบาตร ร้อยละ 65 ไม่เคยฟังพระเทศน์เลย ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลพ่อแม่มีเวลาให้ลูกวันละ 1-3 ชม.
  • เด็กไทยอยู่ในวัฒนธรรมดื่ม กิน ช้อป จากการมีเงินไปโรงเรียนรวมกันปีละ 3 แสนล้านบาท และใช้เงินซื้อขนมถึงปีละ 1.6 แสนล้านบาท เท่ากับ 15.7% ของงบประมาณแผ่นดินปี 2547 หรือมากกว่างบประมาณประจำปีของ 6 กระทรวงรวมกัน วัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปีดื่มสุรามากขึ้นถึง 5.6 เท่า ในรอบปีที่ผ่านมา วัยรุ่นชาย-หญิงร้อยละ 52 นิยมซื้อโทรศัพท์มือถือมากที่สุด
  • เด็กไทยกับวัฒนธรรมแห่งเสรีภาพและการแสดงออกทางเพศ ซึ่งวัยรุ่นไทยทำสถิติโลก 4 ประเภท
           - นิยมมีคู่นอนมากกว่า 1 คน ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก คือร้อยละ 52 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกร้อยละ 34
           - เริ่มเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาช้าที่สุดในโลก คือเมื่ออายุ 13.5 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลก 12.2 ปี
           - มีการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเซ็กซ์ครั้งแรกน้อยที่สุดในโลก เพียงร้อยละ 23 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกร้อยละ 57 และ
           - พ่อแม่ไทยมีบทบาทในการสอนเรื่อง เพศ แก่ลูกน้อยที่สุดในโลก คือร้อยละ 1 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกร้อยละ 12 และยังพบอีกว่า เด็กและผู้หญิงถูกข่มขืนเพิ่มขึ้นปีละกว่า 1,000 ราย ส่วนใหญ่จะถูกกระทำโดยคนในครอบครัวมากถึงร้อยละ 80
  • เด็กไทยท่ามกลางวัฒนธรรมคลั่งหวย รวยลัด วัดดวง (พนัน) ปรากฏว่า คนจำนวนกว่าร้อยละ 49.59 มองว่า การขายหวยบนดินของนักศึกษาเพื่อเป็นรายได้เสริม ไม่เดือดร้อนใคร อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือครอบครัวอีกทาง

เราต้องยอมรับกันแล้วล่ะว่า ผลพวงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยในสมัยนี้เกิดมาจากผู้ใหญ่ การมองข้ามวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่มีลักษณะครอบครัวใหญ่มีสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวแนบแน่น แต่พอเรารับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากๆ มองเห็นการแยกครอบครัวเป็นอิสระ ส่งเสริมให้เขาคิดอิสระเป็นของตนเองโดยไร้ขอบเขต ได้ส่งผลกระทบมามากน้อยเพียงใด เรื่องบางเรื่องเป็นสิ่งที่น่าอับอาย กลับได้รับการเผยแพร่ตอกย้ำโดยสื่อ จนวัยรุ่นเยาวชนมองภาพผิดคิดว่าเป็นช่องทางลัดสู่การมีรายได้ เพื่อจะได้บริโภคตามที่สื่อชักชวนอยู่ทุกวัน

เราจะแก้ไขทันไหมนี่กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็วอย่างนี้ ถ้าไม่คงกฎระเบียบที่ดีในอดีตเอาไว้ อย่ามองแต่ภาพด้านเศรษฐกิจนิยมอย่างเดียว อย่าตีคุณค่าของทุกสิ่งด้วยเงิน เพราะบางครั้งเงินก็ซื้อความเป็นมนุษย์และจิตใจอันดีงามกลับคืนไม่ได้ ท่านที่มีโอกาสเป็นใหญ่เป็นโต ได้มีส่วนบริหารบ้านเมือง ก็อย่าคิดเอาเองว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำ สั่งการนั้นถูกต้องทุกข้อ ลองกลับมาทบทวนสักนิดแล้วจะเห็นว่าสิ่งที่ครูน้อยอย่างพวกผมบ่นอยู่นี่ มันของจริง 1000% นะครับท่าน!!!

ปิดท้ายด้วยข่าวดีของครูที่เป็นครูมานาน (ก่อนที่ พ.ร.บ.สภาครูประกาศใช้วันที่ 12 มิถุนายน 2546) ทุกสังกัด มีครูอยู่ประมาณ 670,000 คน ซึ่งครูกลุ่มนี้จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 500 บาท หากครูคนใดจ่ายเงินไปแล้วจะให้ทางคุรุสภาคืนเงินให้ภายหลัง และจะให้ยกเลิกขั้นตอนต่างๆ ในขณะนี้ที่ครูจะต้องเสนอขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยทางคุรุสภาจะจัดส่งใบอนุญาตให้ครูในภายหลัง ส่วนงบประมาณที่จะนำมาออกค่าใช้จ่ายแทนครูนั้น จะให้เสนอใช้งบประมาณกลาง (นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 มกราคม) ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นการหาเสียง แต่ผมคิดว่าครูทุกคนมีวิจารณญาณในการเลือกตั้งครับ

ครูมนตรี โคตรคันทา
บันทึกไว้เมื่อ : 29 มกราคม 2548