|
เว็บไซต์มีความแตกต่างจากเอกสารสิ่งพิมพ์ ในแง่ของเทคนิคการนำเสนอ ที่มีความน่าสนใจ สามารถเพิ่มเติมเทคนิคพิเศษ ทำให้มีการโต้ตอบกับผู้ชมด้วยลูกเล่นต่างๆ การเพิ่มเสียงประกอบ การใช้ภาพเคลื่อนไหว เช่น คลิปภาพยนต์สั้น การ์ตูน เข้ามาเป็นตัวแทนนำเสนอเนื้อหา หรือเล่าเรื่องต่าง
เทคนิคที่นำมาใช้จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับยุคสมัย เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การเร่งศึกษาในเรื่องที่คาดหวังไม่ได้ว่า จะได้รับความนิยมเพียงใด จะเป็นการสูญเปล่าถ้าความนิยมนั้นหดหายไป เทคนิคบางอย่างอาจจะเหมาะสมกับ ผู้ชมที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จึงควรระมัดระวังหรือมีทางเลือกให้กับผู้ใช้งานความเร็วต่ำด้วย
เราเคยจัดฟอนต์และสีของตัวอักษรและตารางต่างๆ ด้วยคำสั่งในภาษา HTML กันมาบ้างแล้ว คราวนี้ลองนึกถึงความยุ่งยากในการทำเว็บจำนวนมากกว่า 20 หน้าที่ต้องมีรูปแบบของตัวอักษร ทั้งส่วนที่เป็นตัวอักษรธรรมดา และหัวข้อต่างๆ เหมือนๆ กัน แบบเดียวกัน ทั้งสี ขนาด และฟอนต์ ซึ่งเราจะต้องใส่แท็ก <FONT> ในทุกๆ ตำแหน่งที่จะกำหนด Font แม้ว่ามันจะซ้ำๆ กันเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ตาม
แต่สิ่งที่ยุ่งยากยิ่งกว่านั้นก็คือ การแก้ไขรูปแบบที่ทำไปแล้ว สมมุติว่า มีผู้ชมได้เปิดเว็บมาชม แล้วก็เสนอแนะกับเราว่า "ส่วนที่เป็นหัวข้อตัวอักษรเล็กไปหน่อย น่าจะใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่กว่านี้นะ" สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เปิดเว็บเพจทั้ง 20 หน้านั้นมาแก้ไข ถ้ามีหน้าละ 10 หัวข้อ ก็เท่ากับว่าเราต้องทำการแก้ไขมากถึง 200 จุด แล้วถ้ามีมากกว่านั้นล่ะ คิดแล้วเหนื่อยแทนจริงๆ...
Cascading Style Sheet : การกำหนดสไตล์ให้กับหน้าเว็บเพจ |
แต่โชคดีที่เรามีพระเอกมาช่วย ด้วยการใช้ CSS (Cascading Style Sheet) จำนวนครั้งที่เราจะแก้ไขจะลดลงมาเหลือเพียง 1 จุดเท่านั้นเอง แนวคิดของ CSS ก็คือ การกำหนดรูปแบบมาตรฐานไว้เป็นชนิดๆ ที่แตกต่างกันตามต้องการ สมมุติว่า เรากำหนดให้ Style A หมายถึง ฟอนต์ MS Sans Serif ขนาด 10px และมีสีน้ำเงิน ทุกๆ ตำแหน่งที่เราใช้ Style A ก็จะมีรูปแบบตัวอักษรเป็นแบบนี้ทั้งหมด
ประโยชน์ที่ได้จากการใช้สไตล์ชีตในการควบคุมการแสดงผลในหน้าเว็บเพจ
- กำหนดรูปแบบได้ในครั้งเดียว ประโยชน์ในข้อนี้นับเป็นจุดเด่นของการใช้สไตล์ชีต เพราะไม่ต้องเสียเวลากำหนดรูปแบบใดๆ ทีละจุด
- แก้ไขรูปแบบที่ได้กำหนดไว้ในจุดเดียว เป็นผลพลอยได้จากข้อแรก ทุกครั้งที่เราอยากเปลี่ยนรูปแบบหน้าเว็บเพจ แก้ไขที่สไตล์ชีตที่เดียวพอ
- กำหนดรูปแบบพิเศษ รูปแบบบางอย่าง เช่น ระยะห่างระหว่างบรรทัด เราไม่สามารถกำหนดได้ด้วยคำสั่ง HTML ธรรมดา
- ประหยัดเนื้อที่ เพราะเราไม่ต้องไปกำหนดในทุกตำแหน่ง ขนาดไฟล์ย่อมเล็กลง
- ประหยัดแบนด์วิธ เมื่อขนาดของหน้าเว็บเพจลดลง ปริมาณข้อมูลในการส่งผ่านไปยังผู้ชมก็จะลดลงตามไปด้วย
CSS Structure : โครงสร้างของสไตล์ชีต |
โครงสร้างของการเขียนสไตล์ชีต HTML Tag {Property : Value; Property : Value; ...}
|
HTML Tag
|
คำสั่งในภาษา HTML
|
|
Property
|
ชื่อของคุณสมบัติที่เป็นส่วนขยายของคำสั่งภาษา HTML หากมีหลายค่าแต่ละค่าจะคั่นด้วยเครื่องหมายเซมิโคล่อน (;)
|
|
Value
|
ค่าของ Property ที่กำหนด
|
|
เครื่องหมาย {...}
|
ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องหมาย <...> ในภาษา HTML
|
ตัวอย่าง การกำหนดการแสดงผลบนเว็บเพจด้วยคำสั่ง H1 และมีฟอนต์เป็น Angsana UPC สีแดง เราจะเขียนด้วยคำสั่งภาษา HTML และแบบสไตล์ชีตได้ดังนี้
| HTML Style | Cascading Style Sheet |
<FONT COLOR="red" FACE="AngsanaUPC">
<H1>หัวเรื่อง ตัวอักษรแบบ AngsanaUPC สีแดง</H1>
</FONT>
....
|
H1 {font-family: AngsanaUPC; Color: red}
......
<H1>หัวเรื่อง ตัวอักษรแบบ AngsanaUPC สีแดง</H1>
....
|
Inline CSS : การใช้สไตล์ชีตในบรรทัดคำสั่ง HTML |
Inline Style Sheet เป็นการกำหนดสไตล์ชีตให้กับคำสั่ง HTML โดยตรงในบรรทัด ด้วยการแทรกค่าคุณสมบติหลังคำสั่ง ดังตัวอย่าง กำหนดให้ข้อความบางส่วนเน้นขนาดและสี
คำสั่ง : ย่อหน้านี้<FONT STYLE="color: red; font-size:14pt">ตัวอักษรสีแดงขนาด 14 พอยท์</FONT>
ผลลัพธ์ : ย่อหน้านี้ตัวอักษรสีแดงขนาด 14 พอยท์
Embeded CSS : การใช้สไตล์ชีตในไฟล์ HTML |
Embeded Style Sheet เป็นการกำหนดสไตล์ชีตไว้ภายในคำสั่ง <STYLE>...</STYLE> อยู่ระหว่างส่วนหัว (HEAD) ของไฟล์ HTML โดยมีรูปแบบการเขียนดังนี้
<HEAD>
<TITLE>Embeded Style Sheet</TITLE>
<STYLE>
HTML Tag {Property: Value; Property: Value; ... }
</STYLE>
</HEAD>
|
ตัวอย่างการกำหนดสไตล์ชีต ที่กำนหดให้ พื้นหลังของหน้าเว็บเป็นสีเขียวอ่อน หัวเรื่องสีน้ำเงินขนาด 16 พอยต์จัดกึ่งกลาง หัวเรื่องรองสีเขียวเข้มขนาด 12 พอยต์ และย่อหน้าข้อความเยื้องครึ่งนิ้ว ตัวอักษรขนาด 10 พอยต์ จัดชิดขอบซ้าย-ขวา
<HTML>
<HEAD>
<TITLE>
Embeded Style Sheet Example
</TITLE>
<Style>
BODY {background: #99ffcc; margin-top: .25in; margin-left: 1in; margin-right: 1in;}
H1 {font-size: 16pt; font-family: "MS Sans Serif"; color: #0000ff; text-align: center;}
H2 {font-size: 12pt; font-family: "MS Sans Serif"; color: #006600; text-align: left;}
P {font-size: 10pt; font-family: "MS Sans Serif"; color: #000066; text-align: justify; text-indent: 0.5in;}
</Style>
</HEAD>
<BODy>
<H1>เทคนิคของการใช้สไตล์ชีตแบบ Embeded</H1>
<H2>คำสั่งและคุณสมบัติของสไตล์</H2>
<P>
คำสั่ง BODY จะมีสไตล์ในการกำหนดสีคือ background: ชื่อสี; ระยะห่างจากขอบบราวเซอร์บนคือ margin-top: ระยะ (พิกเซล,นิ้ว,เซนติเมตร) ระยะห่างจากขอบบราวเซอร์ซ้ายและขวาคือ margin-left:ระยะ; margin-right:ระยะ
</P>
<P>
คำสั่ง H และ P จะเหมือนกันคือกำหนดขนาดฟอนต์ด้วย font-size:ขนาด (px,pt) รูปแบบฟอนต์ด้วย font-family: ชื่อฟอนต์ (ถ้าชื่อฟอนต์มีช่องว่างต้องใช้เครื่องหมาย ("...") ครอบไว้ กำหนดสีด้วย color: ชื่อสี และการจัดตำแหน่งข้อความด้วย text-align: ตำแหน่ง (left/center/right/justify) เฉพาะคำสั่งย่อหน้าจะมีการกำหนดระยะเยื้องในบรรทัดแรกด้วย text-indent: ระยะ;
</P>
</BODY>
</HTML>
|
External (linked) CSS : การอ้างถึงสไตล์ชีตในแยกต่างหาก |
Linking Style Sheet เป็นการสร้างแฟ้มไฟล์สไตล์ชีตแยกออกมาจากไฟล์ HTML โดยแฟ้มนี้จะมีส่วนขยายเป็น .css ไฟล์ HTML ที่เรียกไฟล์สไตล์ชีตมาใช้งานต้องสร้างการเชื่อมโยงด้วย <LINK> ไว้ในส่วน <HEAD>...</HEAD> เพื่อเรียกใช้แฟ้มสไตล์ชีต
การแยกสไตล์ชีตออกเป็นแฟ้มต่างหาก และนำมาใช้งานนั้น มีผลดีตรงที่เราสามารถนำสไตล์ชีตไปควบคุมการทำงานของเว็บเพจจำนวนมากได้ ซึ่งอาจเป็นทั้งเว็บไซต์เลยก็ได้ มีรูปแบบการเขียนดังนี้
<LINK REL="StyleSheet" HREF="mystyle.css" TYPE="text/css">
เขียนไฟล์ตามตัวอย่างด้านล่างแล้วจัดเก็บในชื่อ mystyle.css
BODY {background: #99ffcc; margin-top: .25in; margin-left: 1in; margin-right: 1in;}
A:LINK { color: #0000cc; text-decoration: none}
A:VISITED { color: #990099; text-decoration: none}
A:ACTIVE { color: #006600; text-decoration: underline}
A:HOVER { color: #006600; text-decoration: underline; font-weight: bold}
H1 {font-size: 16pt; font-family: "MS Sans Serif"; color: #0000ff; text-align: center;}
H2 {font-size: 12pt; font-family: "MS Sans Serif"; color: #006600; text-align: left;}
P {font-size: 10pt; font-family: "MS Sans Serif"; color: #000066; text-align: justify; text-indent: 0.5in;}
|
Cascading Style Editor : เครื่องมือสำหรับการเขียนสไตล์ชีต |
เราสามารถใช้ Text Editor ใดๆ ก็สามารถเขียนสไตล์ชีตได้ และโปรแกรมสร้างเว็บสำเร็จรูปบางโปรแกรมก็จะมีความสามารถในการเขียนสไตล์ชีตได้เช่น DreamWeaver, FrontPage แต่ถ้าเราใช้การเขียนภาษา HTML โดยการใช้โปรแกรม Notepad ก็สามารถเขียนได้โดยตรง หรือจะใช้โปรแกรมสำหรับเขียนสไตล์ชีตโดยเฉพาะก็ได้ เช่น TopStyle Lite 3.10 ของบริษัท Bradbury Software ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี คลิกที่นี่
ยังมีเทคนิคขั้นสูงที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้งาน Cascading Style Sheet ให้สามารถควบคุมเว็บไซต์ได้ดังใจปรารถนา ที่ควรศึกษาเพิ่มเติม
Next 
|