foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
นักเรียนปิดเทอมกันแล้ว แต่ครูยังไม่หยุด ช่วงนี้ก็เป็นการรับสมัครนักเรียนใหม่ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ประถมศึกษาปีที่ ๑ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ และ ๔ ไปจนถึงระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ผู้ปกครองทุกคนก็คงหัวหมุนเตรียมรับมือการหาที่เรียนให้ลูกหลาน เลือกที่เรียน มองหาอาชีพในอนาคตให้กับบุตรหลาน อย่ามองแต่มหาวิทยาลัยนะครับ อาชีวศึกษาเป็นทางเลือกที่ดีและขาติกำลังต้องการมากที่สุดในขณะนี้

KruMontree.com

เว็บไซต์เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม

uboncom 1

why

ม่ได้อัพเดทบทความใดๆ มานานครับ ได้แต่นั่งมองนโยบายรายวันที่แก้ปัญหาแบบลิงแก้แห เกาไม่ถูกที่คัน แบบวัวพันหลัก ปัญหาการศึกษาชาติต้องแก้กันทั้งระบบ ไม่ใช่เอะอะก็ลงมาที่ครูกันหมด วันนี้จะมายำปัญหาต่างๆ (เรื่องเดิมๆ) ให้ท่านทั้งหลายได้อ่านกัน จะเอาไปคิดไปแก้ไขต่อกันก็ได้ตามสะดวก หรือไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่าอะไร แต่เปิดใจรับฟังกันสักนิดดีไหม... มีพาดหัวข่าวที่แชร์กันในเฟซบุ๊คมาจากเว็บหนึ่งว่า "พี่ไทยดูไว้! ฟินแลนด์จ่อเป็นประเทศแรกในโลกที่ยกเลิกวิชาเรียนทั้งหมด" แล้วก็คอมเมนต์กันสนุกปากว่า ไม่มีทางทำได้ หรือรอให้เต่ามีเขางอกก่อน ก็ว่ากันไป

มีโรงเรียนมากมายในปัจจุบันที่สอนโดยอิงจากหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับสังคมโลกในยุค 1900 เราต้องคิดใหม่และออกแบบระบบการศึกษาใหม่ที่เข้ากับยุคสมัยศตวรรษที่ 21 นั่นคือทักษะที่เด็กในวันนี้ต้องเรียนรู้เพื่อจะเอาไปใช้ในอนาคต

Marjo Kyllonen ผู้อำนวยการของกรมสามัญศึกษาในเฮลซิงกิ

school in finland

ฟินแลนด์ ตัดสินใจตัดวิชาเรียนในระบบการศึกษาทั่วไปทั้งหมด อาทิเช่น ฟิสิกส์, ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, วรรณคดี รวมทั้งคณิตศาสตร์ และหันมาผลักดันให้นักเรียนได้รับการศึกษาแบบ สหวิทยาการ (Interdisciplinary) อย่างจริงจัง

รูปแบบการศึกษาดังกล่าว หมายความว่า โรงเรียนต่างๆ ในฟินแลนด์จะต้องสอนผ่านเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และทำการสอนเด็กนักเรียนในมุมมองของหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน เช่น เรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นก็จะสอนให้นักเรียนเข้าใจทั้งในแง่มุมของ ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ ไปด้วย รวมทั้งยังมีคอร์สที่ชื่อว่า ‘Woking in a Cafe’ ซึ่งจะให้เด็กนักเรียนได้สัมผัสการทำงานในร้านคาเฟ่และจะทำให้เด็กได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ, เศรษฐศาสตร์ รวมทั้งทักษะการสื่อสารกับผู้คนไปด้วยพร้อมๆ กัน เรียกว่าเป็นการเรียนแบบลงสนามใช้งานจริง ไม่มีการมานั่งประจำในห้องเรียนจนหมดวันอีกต่อไป

สำหรับการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษานี้ จะนำมาใช้อย่างจริงจังภายในปี 2020 ซึ่งนอกจากจะปฏิรูปการเรียนของเด็กนักเรียนแล้ว มาตรฐานการคัดเลือกครูที่มาสอนก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยผู้ที่สมัครที่จะเข้ารับคัดเลือกและประกอบวิชาชีพครูในประเทศฟินแลนด์ได้นั้นจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกแข่งขันและต้องจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อย

ปัจจุบัน โรงเรียนในประเทศฟินแลนด์จะไม่ทำการเก็บเงินค่าเล่าเรียนรวมทั้งยังรับผิดชอบจ่ายค่าอาหารสำหรับนักเรียนทุกคน ไม่มีการบ้าน นอกจากนี้พวกเขายังล้มเลิกระบบการตัดเกรดทิ้งไปและมีรูปแบบการเรียนเป็นลักษณะ คอร์ส มากกว่า รวมทั้งการส่งลูกไปเรียนก่อนอายุ 7 ขวบก็ถือเป็นเรื่องผิดกฏหมายไปแล้วเช่นกัน

school in finland 2

ท่านอ่านย่อหน้าทั้งสี่ข้างบนให้จบอย่างละเอียดก่อน แล้วลองหลับตาจินตนาการถึงบริบทประเทศไทยในปัจจุบัน แน่นอนหลายท่านย่อมฟันธงแบบไม่ลังเลเลยว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยในประเทศไทย เพราะอะไร? ตอบง่ายๆ ครับ เพราะสังคมบ้านเรานั้นมักโยนความรับผิดชอบไปให้คนอื่น คิดเอาเองว่าไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ต่างหาก

  • เมื่อสังคม (พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง) โยนภาระการอบรมสั่งสอนทุกเรื่องราวไปให้ครูในโรงเรียน ทั้งๆ ที่เด็กอยู่ในการดูแลปกครองของครอบครัวมากกว่าสองในสามของวัน มากกว่าห้าวันในหนึ่งสัปดาห์ สิ่งดีๆ ระเบียบวินัย กริยามารยาทที่ดีล้วนมาจากการถ่ายทอดจากครอบครัวและสังคมรอบข้าง มาปรุงแต่งให้ดียิ่งขึ้นในโรงเรียนมิใช่หรือ? พ่อ-แม่มีลูกแค่สอง-สามคนถ้าดูแลอบรมบ่มนิสัยลูกไม่ได้ แล้วครูที่ต้องดูแลลูกคนอื่นเป็นร้อยคนในเวลาวันละไม่ถึงแปดชั่วโมงจะทำให้ดีได้อย่างไร
  • สังคมไทยกำลังเลี้ยงลูกให้มีอำนาจเหนือพ่อแม่ คือไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยเป็นเบี้ยล่างที่ลูกบังคับข่มขู่เอาได้หมด ตอนเป็นเด็กเล็กอยากได้อะไรก็กรีดร้อง กระทืบเท้าเร่าๆ อยากได้ของเล่น อยากทำตามใจ พ่อแม่บางรายก็ดุด่าตบตีด้วยความรุนแรง บ้างก็ต้องยอมตามใจทุกอย่างเพื่อให้เด็กเงียบ เลี้ยงลูกด้วยเงิน เมื่อโตขึ้นก็ต้องจัดหามือถือราคาแพง หาฆาตกรมาให้ลูกใช้ตั้งแต่เล็กๆ (มอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์) แล้วก็มานั่งร้องไห้ฟูมฟายเสียใจภายหลัง (อ่านเพิ่มเติมที่นี่นะครับ)

หลายคนมักพูดกับผมว่า "โชคดีจังที่มีลูกดีเชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจเรียน มีการงานมั่นคงกันทุกคน" ผมว่าไม่ใช่โชคนะ มันเป็นความตั้งใจเลยล่ะ ผมเลี้ยงลูกเองมาตั้งแต่เล็ก เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษาให้กับเขามาโดยตลอด ไม่เคยใช้อำนาจดุด่าว่ากล่าวให้สะเทือนใจ ผมใช้เหตุและผลในการดูแลพวกเขา เรามีกติกากันในครอบครัวใครมีหน้าที่อะไรเพื่อตนเองและบุคคลอื่น ลูกอยากได้ของเล่นก็ซื้อให้แต่มีเงื่อนไขนะ เช่น เราจะไปห้างสรรพสินค้ากันเพื่อซื้อเสื้อผ้า/ชุดนักเรียน ถ้าอยากได้ของเล่นจะซื้อให้ในวงเงินไม่เกิน 100 บาท ถ้าไม่ซื้อกลับบ้านพ่อจะหยอดกระปุกออมสินให้ 100 บาท

เมื่อลูกไปเจอของเล่นที่ชอบและอยากได้ที่ราคาเกิน 100 บาท เขาก็จะบอกว่า "ฝากไว้ก่อนนะ คราวหน้าเก็บตังค์พอจะมาเอา" แน่นอนวันหลังเขาสะสมได้มากพอเขาก็จะได้ของเล่นที่ดีมีคุณภาพที่เขาอยากได้ แต่สิ่งที่ฝังลงไปในใจลูกคือการเก็บออมเพื่ออนาคตในวันหน้า เขาจะรู้จักค่าของเงิน แต่พ่อแม่บางคนกลับทำไม่ได้คือไม่ซื่อสัตย์ต่อกติกา กลับถึงบ้านก็ไม่หยอดกระปุกให้(ทำเป็นลืม) สุดท้ายกลายเป็นเงื่อนให้ลูกมองว่า ทำตามกติกาไปก็ไม่ได้อะไร พ่อ-แม่โกหก

ผมไม่ให้ปู่-ย่า ตา-ยาย ยึดหลานไปปกป้องได้ ถ้าลูกผิดสมควรได้รับการลงโทษผู้เป็นพ่อแม่ควรได้อบรมสั่งสอน ว่ากล่าว ไม่ควรที่ปู่-ย่า ตา-ยายจะมาออกโรงปกป้อง "อย่ามาทำหลานฉัน" เพราะนี่เขาจะไม่มีทางสำนึกผิด และคิดว่าไม่ต้องเชื่อพ่อ-แม่ ไม่ต้องทำตามกติกา

เคยบ่นมานานแล้วครับว่า การศึกษาบ้านเรานี่มันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก เพียงแต่มันทำแบบลูบหน้าปะจมูก อยากให้เกิดผลเร็วๆ ทันในยุคที่ผมมีอำนาจ ต้องให้มีตัวเลขผลสัมฤทธิ์สูงๆ เพื่อได้ออกข่าวเอางบประมาณ(ผลงาน) มันก็เลยต้อง Make a good number for a lots of Money อย่างที่เห็นๆ กัน ทำไมไม่รอดูผลของมันสักห้าหกปีหน่อยปะไรครับลืมแล้วหรือกับกลอนบทนี้

orchids

เราอย่าอยากให้การศึกษาของเราไปเหมือนประเทศนั้นประเทศนี้เลยครับ ต้องดูบริบทด้วยว่าเราอยู่ตรงไหน อย่างไร สังคมรอบข้างเราเป็นอย่างไร งบประมาณ ภาษีที่เราจัดเก็บไปมากน้อยเท่าไหร่ เราไม่มีภาษีเพื่อการศึกษา เรามีคนที่มีโอกาสคอยเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่ามากมายในสังคม โรงเรียนใกล้บ้านสำหรับคนบ้านไกลที่มีโอกาสมากกว่าทั้งเรื่องการเงิน บารมีและเส้นสาย เมื่อไหร่ที่เรามีนักการศึกษาที่มองเห็นและเข้าใจปัญหาการศึกษามาเป็นผู้บริหารเจ้ากระทรวง อย่างท่าน มล.ปิ่น มาลากุล ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และท่านอื่นๆ เราคงไม่หลงอยู่ในวังวนนี้นานนักหรอก

ขออย่าให้เป็นจริงตามนี้เลย

คุณสุทธิชัย หยุ่น บอกว่ามีผู้ส่งบทความนี้มาให้ผม บอกว่าเป็นบทวิเคราะห์ว่าทำไมอีก 20 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มว่าคนไทยจะโง่ลง และเขมร พม่า แขก จีน ฝรั่ง จะเข้ามายึดอาชีพคนไทยเกือบหมด คนไทยจะเป็นลูกจ้างคนพวกนี้ ผมอ่านแล้วก็เชื่อว่า มีคนไทยที่เริ่มจะกลัว คำพยากรณ์นี้จะเป็นจริง จึงขอให้ช่วยกันคิดว่าจะหาทางป้องกัน ไม่ให้ความกลัวนี้เป็นความจริง

เขาวิเคราะห์ว่าอย่างนี้

  1. เด็กไทยสมัยนี้สนใจแต่โทรศัพท์ เล่นไลน์กันทั้งวันทั้งคืน ไม่ต้องหลับต้องนอนกัน นอนดึกตื่นสาย หนังสือไม่สนใจเรียน ตื่นไม่ทันโรงเรียน เลยกินข้าวเช้าไม่ทัน พอสายก็หนีไปกินข้าว ขาดเรียนชั่วโมงแรกวิชาหนึ่ง รุ่งขึ้นแบบเดิม เป็นอย่างนี้ทุกวัน ก็หมดทุกวิชา เมื่อเรียนไม่ทัน ไม่รู้เรื่องก็เบื่อ ก็ชวนกันหนีเรียนไปตั้งแก๊งค์ ไปติดยา มั่วเซ็กซ์ ใครเรียน… ก็แกล้งก่อกวน ก็เลยทำให้ทั้งห้องเหมือนกันหมด ความรู้(ไม่)เก่งเหมือนกันหมด ไอ้เรื่องที่จะให้ทบทวนให้ทันเขา บอกได้คำเดียวว่า “ยากมาก”
  2. ครูก็สอนไปตามหน้าที่ ลองไปเข้มงวดลูกท่านซิ… เดี๋ยวพ่อเสือแม่เสือก็มาถึงโรงเรียนอีก ผู้บริหารยังต้องเกรงใจเลย ครูก็เลยปล่อยไม่ยุ่งด้วย… เด็กก็ได้ใจเพราะได้แบ็ค (พ่อแม่รังแกฉัน…เข้าใจมั้ย… พ่อแม่บางคนไม่รู้เรื่องว่าอะไร ?)
  3. การวัดผล เด็กสอบตกก็ต้องยัดเยียดให้ผ่านให้ได้ ไม่งั้นเสียชื่อครูว่าสอนไม่เก่ง แถมถูกผู้ปกครองด่าอีก กฎหมายใหม่ก็เอื้อให้ทำโทษเด็กไม่ได้ จะเรียกเด็กมาสอบใหม่ ท่านไม่มาสอบ เอ้า…เอาคำตอบไปลอก อ้อนวอนสารพัดจนเด็กผ่านไปได้ โล่งอก ขนาดได้เกรด 1.8 ก็ผ่านได้ ทั้งที่มันแค่ 40% ผ่านได้ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแล้ว นี่ไงความรู้ของเด็กไทยขณะนี้โดยทั่วไป
  4. การเข้าทำงาน เก่งไม่ค่อยจะได้ แต่ถ้ามีเส้นถึงจะ OK ต่อไปเราจะได้ปลัดกระทรวงที่เก่งมากๆ แต่มาจากเส้น ได้ข้าราชการที่เก่ง ก็มาจากเส้นอีก
  5. เด็กสมัยนี้ทำอะไรไม่เป็น ไม่ยอมลำบาก ไม่อดทนต่อความลำบาก (สังเกตให้ดี ลูกๆ เราเป็นอย่างงี้มั้ย ถ้าเป็นครู ลูกศิษย์เราเป็นอย่างงี้มั้ย) ไม่มีวินัย พอเข้าทำงาน เจอระเบียบวินัย เจอเข้มงวด เจองานหนักเข้าก็มาบ่นให้พ่อแม่ฟัง ถ้าพ่อแม่มีตังค์ มีอำนาจ (เลี้ยงลูกแบบคุณหนู) จะบอกลูกว่าอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ลาออกมาพ่อแม่เลี้ยงได้ เด็กก็เลยได้ใจ ไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว พอได้ครอบครัวก็เอาผัวเอาเมียมาเกาะพ่อแม่กิน พอพ่อแม่ตาย สมบัติพอมี ก็ขายกินอีก ขยับขยายทำให้กำไรไม่เป็น แล้วรุ่นหลานจะเอาอะไรขายกิน หลานเหลนก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อีก
  6. เดี๋ยวนี้เราจะเห็นแขก พม่า เขมร และต่างชาติ ต่างมาค้าขายในไทยมากแล้ว และรัฐก็ยกเลิกมาตรการต่างๆ ให้ต่างชาติทำได้ ตอนแรกก็ขายพวกเดียวกันก่อน ต่อมาก็ขายคนไทย ตอนนี้ก้าวหน้า มีผัวไทยเมียไทย จ้างคนไทยเป็นลูกมือ แล้วต่อไปก็ครองเศรษฐกิจ แบบแถวแม่สาย แม่สอด มุกดาหาร หนองคาย กรุงเทพฯ และทั่วทุกเมือง นี่เป็นเพราะพวกเรามองไม่เห็นภัย ที่กำลังคืบเข้ามา ยังสนุกอยู่ ยังมีพ่อมีแม่อยู่ พอพ่อแม่ตาย สมบัติเก็บไม่อยู่แน่ เพราะไม่มีความรู้ในการบริหารงานทำงาน กฎหมายไม่คุ้มครอง ทุกอย่างจะเสียเปรียบหมด เงินทองจะเสียเร็วมาก กว่าจะฉลาดก็หมด หรือเกือบหมด ตัวทีนี้แหละจะอยู่ด้วยความแร้นแค้นละ…

ช่วยกันคิดนะครับว่าจะทำอย่างไรจึงทำให้ความเห็นข้างบนนี้ไม่จริง เป็นเพียงการพูดจาเพ้อเจ้อไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่าให้เป็นจริงเลยแม้แต่ข้อเดียว!

กาแฟสด (สุทธิชัย หยุ่น)
16 เมษายน 2559

 

2017 Copyright @KruMontree.com : เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม Rights Reserved.
Owner : Montree Kotkanta, e-M@il : webmaster at krumontree.com, Mobile phone : 08-1878-3521, 08-3462-4996