Boeing & Airbus War
สงครามเครื่องบินพาณิชย์
ในอุตสาหกรรมการบินโลก ถ้าพูดถึงโลกของเครื่องบินพาณิชย์ ชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยมากที่สุดหนีไม่พ้น “Boeing-โบอิ้ง” และ “Airbus-แอร์บัส” สองผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่แบ่งเค้กตลาดเครื่องบินพาณิชย์กันเกือบหมด โดยมีส่วนแบ่งรวมกันมากกว่า 90% ของตลาดโลก ที่เหลือเป็นของผู้ผลิตรายอื่นๆ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินระยะใกล้หรือระยะไกล เครื่องบินส่วนใหญ่ที่เราโดยสารล้วนแล้วแต่เป็นของสองค่ายนี้เกือบทั้งสิ้น

แต่การแย่งชิงความเป็นผู้นำระหว่างโบอิ้งและแอร์บัส ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของยอดขาย หรือจำนวนการส่งมอบเครื่องบินเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงแนวคิดด้านวิศวกรรม ความเชื่อมั่นจากสายการบินนานาชาติ และการปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความปลอดภัย นวัตกรรมดิจิทัล หรือความกดดันด้านสิ่งแวดล้อม
ในยุคแรกๆ ตลาดเครื่องบินพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทในอเมริกา ยุคนั้นยังใช้เครื่องบินใบพัดที่ยังมีขนาดเล็กบรรทุกผู้โดยสารได้ต่ำกว่า 100 คนต่อเที่ยวบิน พอเข้าสู่ยุคเครื่องบินไอพ่น (Jet) ยุคแรกก็ยังเป็นแบบลำตัวแคบทางเดินเดี่ยวตรงกลาง ซึ่งโบอิ้ง (หลังจากควบรวมกับผู้ผลิตรายอื่นในอเมริกา) ก็ยังเป็นผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ที่ส่งมอบให้สายการบินต่างๆ ทั่วโลกได้มากที่สุด โดยเฉพาะรุ่น Boeing-737 ซึ่งในสมัยนั้นสนามบินต่างๆ ทั่วโลกยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก อุปกรณ์อำนวยความสะดวกของแต่ละสนามบินยังมีไม่เพียงพอ เช่น ท่าเทียบเครื่องบินประชิดอาคาร เครื่องบินที่ลงจอดอาจจะอยู่ห่างจากตัวอาคาร ทำให้โบอิ้งได้ออกแบบเครื่องบิน Boeing-737 ให้มีความสูงจากพื้นดินเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้โดยสารลงจากเครื่องบินผ่านทางบันไดแบบเคลื่อนทีข้างรันเวย์ได้สะดวก

เมื่อผู้ผลิตเครื่องบินหน้าใหม่คู่แข่งจากยุโรปกำเนิดขึ้นมา จากรวมตัวกันของประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สเปน ในชื่อ Airbus ถือกำหนดขึ้นมาก็ในช่วงที่สนามบินต่างๆ ทั่วโลกเริ่มมีท่าเทียบเครื่องบินประชิดอาคารมากขึ้น มีทางเดินเชื่อมต่อเครื่องบิน (งวงช้าง) สะดวกรวดเร็ว ทางแอร์บัสจึงผลิตเครื่องบินรุ่นทางเดินเดียว ลำตัวแคบ ตระกูล Airbus-300 ออกมา และที่เหนือกว่าของโบอิ้งคือ เทคโนโลยีควบคุมการบินที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Fly by Wire) ที่ทันสมัย และมีความสูงกว่า Boeing-737 มาก และมีการพัฒนารุ่นใหม่ๆ ออกมาคือ Airbus-320 ขายดิบขายดี เป็นที่นิยมของสายการบินต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะ Boeing-737 ได้ จนกระทั่ง…
ฝั่งแอร์บัสได้พัฒนาเครื่องบิน Airbus-320 เดิมให้เป็นรุ่นที่ทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้นในรุ่นที่ต่อท้ายด้วยคำว่า Neo เช่น Airbus-320 Neo, Airbus-321 Neo ยิ่งทำให้ยอดขายของ Boeing-737 ร่วงลงอย่างหนัก ทำให้โบอิ้งต้องพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ออกมาสู้ แต่การออกแบบใหม่นั้นต้องลงทุนเยอะหลายหมื่นล้าน เลยหันกลับมาพัฒนา Boeing-737 Max แทน แต่…

ด้วย Boeing-737 เดิมออกแบบมาให้ลำตัวอยู่ต่ำ เมื่อจะให้บินได้ไกล ประหยัดเชื้อเพลิงก็ต้องใช้เครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งมันนำมาติดตั้งกับ Boeing-737 ไม่ได้ จะออกแบบให้ตัวเครื่องยกสูงขึ้นก็ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานใหม่ ที่อาจใช้เวลานานเหมือนกัน ไม่ทันกับการแข่งขันในยุคนี้ ทางออกของโบอิ้งคือ ใช้ Boeing-737 เดิม ติดเครื่องยนต์ให้เยื้องจากเดิมมาด้านหน้าเล็กน้อย ทำฝาครอบเครื่องยนต์เดิมให้มีลักษณะแบนทางด้านล่าง แม้มันจะผ่านการทดสอบบินได้ แต่…

เครื่องบิน Boeing-737 Max มันจะมีอาการ Stall หัวเชิดขึ้น/ลงในระหว่างบินได้ จากน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่มีจุดศูนย์ถ่วงล้ำมาด้านหน้า โบอิ้งแก้ด้วยการเขียนซอฟต์แวร์ควบคุมการบินชื่อ MCAS ให้ทำการแก้ไขการบิน ช่วยให้ปรับการบินได้อัตโนมัติไม่ต้องให้นักบินควบคุมมากนัก แต่โบอิ้งพลาดไป ที่ไม่บอกเรื่องซอฟต์แวร์นี้ให้กับสายการบิน/นักบินทราบ เพราะไม่อยากให้เสียเวลากับการต้องมาฝึกนักบินใหม่ และการขอการรับรองใหม่ที่ล่าช้านั่นเอง
แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นจริง เมื่อเครื่องบินโดยสารรุ่น Boeing-737 Max-8 ตกถึงสองลำในเวลาห่างกันไม่ถึง 6 เดือน โดยลำแรกเป็นของสายการบิน Lion Air ตกในทะเลชวา ขณะทำการบินขึ้นไม่นาน มีผู้โดยสารและลูกเรือสูญเสียจำนวน 189 คน และล่าสุดสายการบิน Ethiopian Airline ก็ตกอีกหลังขึ้นบินเพียง 6 นาที มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตยกลำ 157 คน ทั้งที่เครื่องบินรุ่นนี้ทั้งสองลำผลิตและเปิดตัวเมื่อปี 2016 และทั้งสองบริษัทก็เพิ่งจะนำเข้ามาประจำการไม่นานนัก
หน่วยงานกำกับดูแลทางด้านการบินของสหรัฐอเมริกา คือ FAA (Federal Aviation Administration) ได้ประกาศให้สายการบินที่ใช้เครื่องบินรุ่นนี้ในอเมริกาห้ามขึ้นบินเป็นประเทศท้ายๆ ของโลก โดย FAA ได้รายงานว่า ได้รับรายงานล่าสุดว่า สาเหตุที่เครื่องบินโดยสารของ Ethiopian Airlines ตกนั้นเป็นกรณีใหม่

MCAS เป็นระบบช่วยบินอัตโนมัติ ระบบนี้เป็นของใหม่ของเครื่องบินตระกูล 737 max ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เครื่องบินไม่เสียสภาพการทรงตัว (stalling) โดยระบบจะป้องกันไม่ให้หัวเครื่องบินชี้ทำมุมสูงเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียการควบคุมในการไต่ระดับเพดานบินได้
โบอิ้งต้องสูญเสียรายได้มหาศาลจากคำสั่งซื้อที่หายไปทันที รวมทั้งต้องจ่ายเงินชดเชย จากกรณีสั่งหยุดการทำการบินของสายการบินต่างๆ ทั่วโลก แล้วต้องทำการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ลุล่วง เพื่อขออนุมัติการใช้งานเครื่องบินรุ่น Boeing-737 Max นี่เป็นโอกาสอันดีของเครื่องบินโดยสารจากค่ายคู่แข่ง โดยเฉพาะจาก Airbus ที่ยอดสั่งซื้อรวมของเครื่องตระกูล Airbus A320 ล่าสุดนั้นเยอะกว่า Boeing ไปแล้ว ปัจจุบันกำลังการผลิตในตระกูล A320 ของบริษัทอยู่ที่ 63 ลำต่อเดือน ในชณะที่ Boeing ผลิตเครื่อง Boeing-737 Max ออกมาก็ค้างสต็อกในลานจอดจากการชะลอการรับมอบจากสายการบินต่างๆ ทั่วโลก
ในด้านการส่งมอบเครื่องบิน ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญของศักยภาพการผลิตและความเชื่อมั่นจากลูกค้า ข้อมูลจาก Statista ระบุว่า Airbus ส่งมอบได้ 826 ลำ ภายในปีเดียวกัน ขณะที่ Boeing อยู่ที่ 561 ลำ ช่องว่างนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ Boeing ยังคงต้องเร่งแก้ไข
ตุลาคม 2568 Airbus สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมการบิน หลังตระกูลเครื่องบิน A320 ทำสถิติส่งมอบเครื่องบินรวมกว่า 12,260 ลำ แซงหน้า Boeing 737 ขึ้นเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ส่งมอบมากที่สุดในโลก สะท้อนบทบาทของยุโรปในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมการบินระดับโลก
![]()
