foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
เข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 แล้ว มีข่าวใหม่ๆ ออกมาให้ครูหลายคนตกใจ เช่น จะต่อใบประกอบวิชาชีพครูต่อไปจะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับ B1 (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนะ แค่สื่อสารได้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ถ้าเทียบกับการสอบ TOIEC ก็คะแนนประมาณ 250-300 เท่านั้นเอง) ซึ่งจริงๆ แล้วมันจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ใช้ได้ ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศก็ไม่อดตายหรือหลงทางถ้ามีความรู้ระดับนี้ครับ อย่ากลัวที่จะใช้งานภาษาอังกฤษ อายเด็กนักเรียนได้นะ...

KruMontree.com

เว็บไซต์เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม

Ads by KruMontree

uboncom 1

humer education header

children 15 เรื่องตลก ที่ฮาไม่ออก

วันนี้อยากเล่าเรื่องตลกคลายเครียดสักเล็กน้อย เพราะเราเครียดกันมามากแล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันปั่นป่วนเศรษฐกิจโลก เงินไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน บ้านเมืองก็ยุ่งเหยิงกับการประท้วงวุ่นวาย เพราะความไม่ชอบฅน เหมือนนิทานเรื่อง สิงโตกับลูกแกะ ยังไงยังงั้น แกทำน้ำให้ขุ่นข้ากินไม่ได้ ครั้นลูกแกะบอกพึ่งมาถึง ยังไม่ได้ลงน้ำจะทำให้ขุ่นได้ยังไง? ก็พาลพาโลเออ.. แกไม่ได้ทำ แต่พ่อแกทำ ถ้าพ่อแกไม่ทำ ก็ปู่ย่า ตายาย แกทำมาแหงๆ ทำนองนั้น แล้วก็ไม่ยอมถอยออกมาคิดสักนิด ว่าทำไปจะได้อะไรมาบ้าง? สงครามที่ชนะคือความภูมิใจบนซากปรักหักพังอย่างนั้นหรือ?

อ้าว.. เครียดละซิ.. มาฟังเรื่องตลกกันหน่อยดีกว่า สืบเนื่องมาจากการประกาศใช้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ที่ผ่านมานี่แหละ ในประกาศก็ระบุว่า จะต้องมีโรงเรียนนำร่องจำนวนเท่านั้นเท่านี้โรง แบ่งเป็นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กก็ว่ากันไป โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกที่ระบุ 1 2 3 โรงเรียนไหนเข้าเกณฑ์ ก็จะได้รับการคัดเลือกประกาศให้เป็นโรงเรียนนำร่องใช้หลักสูตรใหม่กันไป และแน่นอนในรายชื่อ และเกณฑ์ที่กำหนดย่อมไม่มีชื่อโรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ อันนี้เราทราบ และไม่ได้สนใจอยากจะเป็นด้วยซ้ำ เพราะเราเปลี่ยนแปลงและทำไปก่อนหน้านั้นแล้ว เห็นหลักสูตรมาใหม่ก็เฉยๆ ...

ตลก..
เพราะไม่รู้เรื่อง..?

แล้วเรื่องตลกก็เกิดขึ้นในวันนี้แหละครับ มีหนังสือและโทรศัพท์ติดตามมาจาก เขตพื้นที่การศึกษา ให้เราทำการสมัครเข้าเป็นโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรใหม่ มันขำตรงที่ เขตพื้นที่การศึกษาก็รู้ว่า... เราไม่เข้าเกณฑ์คุณสมบัติตามประกาศนั้นแน่ๆ แต่ในเรื่องความพร้อม หรือความเป็นผู้นำในการพัฒนาหลักสูตรใช้งานในสถานศึกษา เราไม่ด้อยไปกว่าใครแน่ๆ อยู่แล้ว

เกณฑ์ที่เราไม่ผ่านการคัดเลือก นั้นมันตลกแน่ๆ อยู่แล้วล่ะครับท่าน เกณฑ์นี้ครับ โรงเรียนนำร่องจะต้องเป็นโรงเรียนที่ผ่านการเข้าร่วม โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราไม่ผ่านเข้าเกณฑ์นี้ เพราะยังไม่ผ่านการประเมินคุณภาพ ที่ไม่ผ่านเพราะ สมศ. นัดแล้วเลื่อน เลื่อนไปจนข้ามปี เลื่อนแล้วเลื่อนอีก มันเป็นความผิดของโรงเรียนหรือไง? เห็นไหมล่ะ สิงโตกับลูกแกะมาอีกแล้ว...

คราวนี้ในแบบฟอร์มที่ให้เรากรอกและสมัคร ก็ต้องมาพร่ำพรรณาว่า โรงเรียนวิเศษวิโสอย่างไร จึงอยากกระสันอยากนำร่อง (ต้องใช้คำนี้จึงจะเหมาะสม) ก็คงต้องบอกว่า ถ้าเขตพื้นที่การศึกษา เขต1 ไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้มันมีดีอะไร ก็ไม่ควรจะให้เป็นโรงเรียนนำร่องหรอกหนา เพราะเราไม่เป็นก็มีโรงเรียนน้องๆ มาขอความช่วยเหลือในการพัฒนาครู พัฒนาหลักสูตร ขอดูตัวอย่างเราอยู่แล้ว มันจึงเป็นเรื่องขำๆ ของการตั้งกฎเกณฑ์ แล้วหาอาสาสมัครกระโจนลงสนามไม่ได้ หันรีหันขวางแล้วออกอาการยุ่งแน่ๆ ถ้าไม่หาโรงเรียนที่เขาพร้อมแล้วทำหน้าที่นี้ ครั้นจะให้เลยก็กลัวผิดเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เลยต้องหาทางออกใหม่ด้วยการให้สมัคร

นี่แหละเขาถึงบอกว่า ฅนไม่ทำงานแล้วเที่ยววางกฎให้คนอื่น กฎที่ไม่มีทางเลือกอื่นๆ สุดท้ายมันก็มัดคอตนเอง มันต้องมีทางเลือกเสมอในสถานการณ์ต่างๆ จะไปทางรถยนตร์ รถไฟ เรือ เครื่องบิน ก็ต้องไปได้เผื่อทางหนึ่งทางใดมันมีคนประท้วง จะได้หลบได้บ้าง ไม่ต้องไปนั่งรอติดแหง็กอยู่นั่น

ระบบราชการไทย
ไม่เคยก้าวไปไหน?

stamp turtleผมรับราชการมาก็นานหลายสิบปี (ผ่านการได้รับเหรียญอดทนมาแล้ว) เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวก้าวเข้าสู่ราชการ กับวัย สว. วันนี้ ผมว่า ตัวระบบไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เคยช้าเต่าต้วมเตี้ยมอย่างไร ก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย จะมีโลกไอทีก้าวหน้าเพียงไร ระบบราชการไทยก็ยังต้วมเตี้ยมกับการส่งหนังสือเวียนโต้ตอบ ผ่านตะแกรงร่อนแต่ไม่กรอง แบบว่า เพื่อโปรดทราบ เพื่อโปรดพิจารณา จนท้ายกระดาษไม่พอเขียน มันจะผ่านกี่ด้านก็ไม่มีความเห็นมากกว่านี้ สุดท้ายคนมีอำนาจอนุมัติ ก็จะต้องอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้ายอยู่ดี จะเข้าใจหรือไม่? ไม่ทราบได้ แต่มีคำสั่งลงมาว่า ชอบ มอบผู้ช่วย... แล้วหนังสือนั้นก็จะถูกส่งมอบต่อไปเรื่อยๆ จนถึงคนที่มิอาจปฏิเสธได้ต้องกระทำ

stamp plateทำไมแต่ละด่านที่หนังสือนั้นผ่าน ไม่เสนอความเห็นเสียบ้างว่า เรื่องนี้น่ากระทำ หรือควรปฏิเสธ สรุปไปหน่อย ถ้าทำ จะทำอย่างไร เมื่อไหร่ มอบหมายใคร ด่านสุดท้ายจะได้ตัดสินใจและสั่งการ เรื่องบางเรื่องมันด่วนต้องรีบกระทำ ก็ควรจะแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบ และเตรียมการล่วงหน้าอย่างไม่เป็นทางการ จะด้วยวาจา โดยทางโทรศัพท์ อีเมล์ ให้สมกับยุคไอทีก้าวหน้าหน่อย ไม่ใช่สั่งการแล้วทำไม่ได้ เพราะล่วงเลยเวลามานานนัก เดี๋ยวนี้หนังสือราชการจะมี 2 แบบ คือ ด่วนที่สุด และ ด่วนฉิบหาย

  • ด่วนที่สุด คือหนังสือสั่งการที่พอมีเวลากระทำให้ทันตามกำหนดได้ อย่างน้อยๆ ก็วันนี้แหละ อย่างมากๆ ก็อาจจะ 2-3 วัน พอได้หายใจ
  • ด่วนฉิบหาย คือหนังสือสั่งการที่เลยวันเวลาปฏิบัติมาแล้ว อย่างน้อยๆ ก็เลยมาสักวันสองวัน และอย่างมากๆ ก็เลยมาเป็นสัปดาห์แล้ว หนังสือเข้าทันเวลา แต่มันร่อนให้ด่านต่างๆ เขียนคำว่า เพื่อโปรดพิจารณา หลายวันไปหน่อย จนสุดท้ายหม้อไหม้ทะลุก้นโหว่ไปแล้ว (ฮาไม่ออก)


ไม่รู้ซิว่า ทำไม? ก็เห็นมีกันทุกหน่วยงานแหละ ต้นปีงบประมาณนี่เอ้อระเหยลอยชาย พอถึงปลายสิงหา ต้นกันยา ละก็เป็นฤดูของด่วนฉิบหายมาเยือนอีกแล้วครับท่าน ทั้งต้องเร่งใช้เงินงบประมาณ ไอ้ที่ตั้งใจคาดว่าจะได้ประโยชน์ก็เลยไม่ต้องคำนึงกันมากนัก ขอให้ได้ใช้เงินไปก่อน ไม่งั้นปีหน้าอดแน่ๆ ต้องจัดประชุมสัมมนาจนโรงแรม รีสอร์ต ไม่เคยว่างก็ช่วงนี้แหละ ประชุมแล้วผลเอาปฏิบัติได้ไหม? ไม่เห็นมีใครสนใจติดตาม แล้วปีหน้าก็จะวนรอบกลับมาอีกครั้ง

stamp emoticonจึงได้เห็น การย่ำเท้าอยู่กับที่ในทุกๆ หน่วยงาน เหมือนการกินบุญเก่า หน่วยไหนที่เคยได้ทำอะไรดีๆ ไว้เป็นที่เชิดหน้าชูตาก็ดีไป เอาแค่ไม่เลวร้ายไปกว่าเดิมก็พออยู่ได้แล้ว เมื่อไหร่จะพัฒนาเสียทีล่ะครับ...

เรื่องหลังๆ นี่ตลกไม่ออกเหมือนกันครับ เฮ้อ... ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิกอย่างนี้แหละครับ พวกเราหางๆ ช่วยกันกระโดดหน่อยดีไหมครับ เอาให้หัวมันฟาดพื้นตายไปเสียบ้างก็ดี หางๆ จะได้ขยับไปเป็นหัวแล้วได้กระโดดพร้อมกันไปข้างหน้าทันบ้านอื่นเมืองอื่นเขา...

2019 Copyright @KruMontree.com : เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม Rights Reserved.
Owner : Montree Kotkanta, e-M@il : webmaster at krumontree.com, Mobile phone : 08-1878-3521, 08-3462-4996