
การปฏิรูป หรือ การปฏิวัติ หรือการพยายามทำให้ "การศึกษาไทย" เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เราพยายามเรื่องนี้มานานหลายสิบปีไม่เคยสำเร็จ เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชี้ชัดเป็น KPI ในความพยายามนี้เลย อาจเป็นเพราะการศึกษาไทยเรานั้นมีนโยบายเปลี่ยนไปตามการกำกับของนักการเมือง ที่เข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละยุค แล้วก็เป็นเรื่องที่พวกเราคนไทยรู้ๆ กันอยู่ว่า นโยบายของนักการเมืองนี่ไม่ว่าใครจะมีแนวคิดดีเพียงใด คนที่เข้ามาสานต่อก็ไม่คิดจะสานต่อให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากไม่สนับสนุนแล้ว ยังออกนโยบายที่ไม่เข้าท่ามาทดแทนสับเปลี่ยนกันโดยตลอด ด้วยความคิดที่ว่า "ถ้าทำต่อ สานต่อ ให้โครงการนั้นๆ สำเร็จมันจะไปสร้างชื่อเสียงให้เขา (พรรคการเมืองอื่น) ผลงานทั้งหลายที่สำเร็จมันต้องมาจากนโยบายของเราเท่านั้น" และผลที่เห็นได้ชัดเจนคือ "การศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน" อะไรกันนี่

พูดตรงๆ นะว่า "การเข้ามาเป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ของไทย" นี่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลบว่า จะให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นๆ เข้ามาดูแลกำกับนโยบายให้ประเทศชาติเดินสู่ความสำเร็จ เรารู้เช่นเห็นชาติมาตลอดว่า เขาแบ่งกระทรวงเป็นเกรด A, B, C ตามขนาดของงบประมาณที่ได้รับมาบริหารจัดการงานของกระทรวง ทบวง กรมในสังกัดนั้น ผู้ที่จะได้เข้าไปเป็นรฐมนตรีในกระทรวงเกรดใดก็จะดูว่า มีส่วนช่วยให้พรรคได้รับการเลือกตั้งมามากน้อยเพียงใด เป็นนายทุนสนับสนุนพรรค หรือมากบารมีที่ทำให้มี สส. ในสังกัดในกลุ่มมากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เราจึงมีรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงาน ไม่เป็นที่รู้จักเลยตลอดอายุรัฐบาลนั้นก็มี หรืออาจจะเป็นรัฐมนตรีที่ชาวบ้านรู้จักแล้วร้องยี้ๆ ด้วยความเปิ่น ไม่เข้าท่าในท่วงทีกล่าววาจาออกนโยบายก็มี
การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา
เราเคยเปลี่ยนแปลงหลักสูตร พัฒนาหลักสูตรในบางสาขาวิชา เพื่อให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าตามยุคสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน ในยุคสมัยที่ยังเป็นครูในวัยหนุ่มของผม การนำเอา คอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เข้ามาใช้งานทางด้านการศึกษาก็มีความพยายามกันมาก สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างในบางโครงการ มีผลที่ที่เป็นรูปธรรมในการศึกษาหาความรู้ แต่พวกเราก็ชะล่าใจกันเกินไปจริงๆ เรารู้ผลกระทบของมันในยุคสมัยนั้น พยายามสร้างบทเรียนบอกการเฝ้าระวังอันตรายที่จะมาจากสังคมออนไลน์ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมารวดเร็วเข้าไปยึดโยงกับชีวิตประจำวัน เข้าไปถึงในมุ้ง ในห้องนอน ของเด็กทุกคนขนาดนั้น

การหลั่งไหลเข้ามาของอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ที่มีความรวดเร็วมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นพวกพกพา (Mobile) อย่าง โทรศัพท์มือถือ แท็ปเล็ต ที่เข้ามาโดยเร็ว ซึ่งเป็นที่น่ากลัวและสำคัญมาก คือ ราคา ที่ลดลงจับต้องได้ เข้าถึงได้ง่ายในทุกกลุ่มชนชั้น ผนวกกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของประเทศเราที่พัฒนาเร็วมากๆ ในประเทศแถบย่านนี้ ครอบคลุมได้เกือบจะแทบทุกหนแห่งจริงๆ ทำให้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายได้รับความนิยมมาก เช่น Youtube, Facebook, Line, Tiktok etc. และสื่อพวกนี้ก็ได้แย่งเอาความสนใจใฝ่รู้ไปเป็นเหยื่อทางการตลาด หมกมุ่น ติดกันงอมแงม หลุดออกจากโลกของการเรียนรู้ไปจมอยู่กับความบันเทิงเริงรมย์ และหลุดเข้าไปสู่สังคมการหลอกลวงอีกมากมายตามมา
การศึกษาของไทยถูกท้าทายและทดสอบโดยโควิด-19
แล้วก็มาถึงบททดสอบใหญ่ของการศึกษาไทยโดย "การระบาดใหญ่ของโควิด-19" ซึ่งก็มีผลกระทบกันทั้งโลก การสั่งห้ามการรวมกลุ่มในที่สาธารณะ การป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้น ซึ่งนั่นรวมถึงการสั่งหยุดทำงาน หยุดเรียน ปิดเรียน ทำให้เกิดนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ เกิดการพัฒนาทักษะการใช้งานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การสื่อสารยุคใหม่ (โชคดีที่ผมเกษียณแล้ว ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ไม่ได้ร่วมรับความโกลาหลนั้น แต่ก็แอบๆ ช่วยน้องๆ อยู่หลายคนเป็นครั้งคราว) ช่วงนี้แหละที่เป็นการกระตุ้นให้การระบาดของ "โรคติดหน้าจอ" ของเยาวชนไทยมากที่สุดที่ห้ามได้ยาก ด้วยข้ออ้างว่า "ต้องเรียนออนไลน์ เดี๋ยวไม่ทันเพื่อน ส่งงานครูไม่ทัน" แต่ในความจริงแล้ว พวกเขากำลังหลงอยู่ใน "ดงโซเชียล" หาใช่การเล่าเรียนไม่

มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลหลายประเทศใช้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสคือ เว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) และกึ่งปิดเมือง (semi-lockdown) ที่กำหนดสถานที่บางแห่งต้องปิด-เปิด ตามวันและเวลาที่กำหนด นอกจากนั้น หลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยมีมาตรการปิดโรงเรียนเพื่อความปลอดภัยของเด็ก และใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์แทน แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการปิดโรงเรียน และหลักฐานต่างๆ จะแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนไม่ใช่สถานที่หลักของการแพร่เชื้อ แต่ประเทศต่างๆ ก็ยังคงเลือกที่จะปิดโรงเรียนและสถานศึกษา ซึ่งบางแห่งได้ปิดมาแล้วเกือบหนึ่งปี
ผลกระทบที่ร้ายแรงจากโควิด-19 ต่อเด็กและเยาวชนทั่วโลก ไม่ใช่การติดเชื้อหรือป่วยด้วยโรคนี้ แต่เป็นการเสียโอกาสในการศึกษา และเด็กหลายคนไม่มีโอกาสเข้าถึงระบบพื้นฐานอินเตอร์เน็ตต่างกัน ไม่มีเครื่องมือในการเรียนออนไลน์ เช่น โทรศัพท์ แท็ปเล็ต และค่าใช้จ่ายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงสุขภาพ พัฒนาการ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของเด็กๆ ก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เด็กกลุ่มเปราะบางที่สุดกำลังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด จากสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย การขาดแคลนอาหาร ไม่ได้รับอาหารกลางวันจากทางโรงเรียน นมโรงเรียน

การศึกษาไทยในวันนี้
พอมาถึงช่วงเปิดภาคเรียนปกติในช่วง พ.ศ. นี้ สิ่งที่เคยเร่งระดมส่งเสริม ให้มีการใช้งานอย่างหนักในช่วงโควิด เริ่มส่งผลร้ายตามมาชนิดที่ทุกคนคาดไม่ถึง วันนี้เราต้องหันมาห้ามการใช้อุปกรณ์การสื่อสารทุกชนิดในห้องเรียน เพราะมันกลายเป็นสิ่งเสพติด(หน้าจอ) การไถหน้าจอแม้ในช่วงที่คุณครูกำลังสอนในห้องเรียน เป็นสิ่งบั่นทอนการรับรู้ในบทเรียน
แนวคิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะให้เอา TikTok มาสอนเด็กลดภาระครู โดยทำคอนเทนต์คลิปสั้นสอนไม่เกิน 2 นาที Up skill วิธีสร้างรายได้…เอาล่ะ ประเทศนี้เตรียมเป็นแม่ค้าปักตะกร้ารัวๆ ชาติที่การศึกษาคุณภาพสูงพยายามดึงเด็กออกจากมือถือและโซเชียลกันเด็กสมาธิสั้น แต่ไทยนั้น… ว่าแต่ การลดภาระครูมันควรลดงานเอกสารรึเปล่า ไม่ใช่ลดการสอน?
การเอา TikTok มา “ช่วยสอน” ไม่ใช่เรื่องผิดโดยอัตโนมัติ แต่ถ้ามองว่าเป็น “ทางออกหลัก” ของการศึกษาไทย นั่นน่ากังวลมากว่าเราจะไปผิดทางไปไกล พอมาพูดถึงเรื่อง “ลดภาระครู” แต่ไม่แตะระบบงานเอกสาร คนก็มีเหตุผลที่จะวิจารณ์ว่าไม่จริงใจจะแก้ไข จะลดโครงการนั่นนี่ทั้งทียังต้องไปให้โรงเรียนสำรวจ (มันก็เพิ่มภาระการทำเอกสารขึ้นมาอีกพะเนิน) สุดท้าย ปัญหาใหญ่จริงๆ ไม่ใช่เจ้า TikTok แต่คือรัฐกำลังมี “วิสัยทัศน์การศึกษา” แบบไหนกันแน่ ต้องการจะสร้างคนให้คิดลึกๆ อ่านเป็น วิเคราะห์ได้ มีวินัยทางความคิด หรือจะสร้างคนเพื่อมาเสพข้อมูลอย่างรวดเร็ว อยู่กับ attention economy ตลอดเวลา สองอย่างนี้ให้ผลต่ออนาคตประเทศต่างกันมากครับ

เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมผ่านตาว่าเห็นหลายๆ โรงเรียนได้รับการจัดสรรอุปกรณ์พกพามาเพื่อการจัดการเรียนการสอน (ผมขอไม่วิจารณ์ไปมากกว่านี้ในรายละเอียด) แต่ประเทศอื่นเขาเริ่มมีการห้ามเด็กอายุน้อยๆ ไม่ให้ใช้สื่ออนไลน์กันแล้ว อย่าง "รัฐบาลสวีเดนกำลังผลักดันนโยบายที่ให้ความสำคัญกับหนังสือเล่มจริง กระดาษ และปากกาให้กลับมาใช้ในห้องเรียนอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาระดับทักษะการรู้หนังสือที่ลดลง"
ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2000 และต้นทศวรรษ 2010 คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป เริ่มกลายเป็นอุปกรณ์หลักในห้องเรียนของสวีเดน โดยข้อมูลทางการระบุว่าภายในปี 2015 นักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาได้รับงบประมาณจากรัฐ ผ่านกลไกเทศบาลให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนบุคคลได้กว่า 80% การบังคับใช้ "แท็บเล็ต" ในสถานศึกษาปฐมวัย ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาเมื่อปี 2019 โดยเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของรัฐบาลที่นำโดยพรรคสังคมประชาธิปไตยในขณะนั้น ซึ่งต้องการจะเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ ปรับตัวเข้าสู่ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น แม้กระทั่งในเด็กเล็กที่อายุน้อยที่สุด
รัฐบาลสวีเดนได้ใช้สโลแกนว่า "från skärm till pärm" อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นวลีที่ฟังติดหูในภาษาสวีเดน และแปลได้ว่า "จากหน้าจอสู่แฟ้มเอกสาร" รัฐบาลกำลังพยายามลดการใช้หน้าจอลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในระดับชั้นที่สูงขึ้นอาจยังใช้หน้าจออยู่บ้าง แต่สำหรับเด็กที่อายุน้อยหรือในระดับโรงเรียนโดยรวม ไม่คิดว่าควรใช้หน้าจอเลย รัฐบาลให้เหตุผลว่า การเรียนการสอนที่ไม่ใช้หน้าจอจะสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กสามารถจดจ่อกับบทเรียน และพัฒนาทักษะการเขียนและการอ่านได้ดียิ่งขึ้น
รัฐบาลสวีเดนคาดหวังว่า หากหันกลับมาใช้วิธีการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมมากขึ้น จะช่วยยกระดับอันดับของประเทศในการประเมินผลการศึกษานานาชาติ PISA ขึ้นได้ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดมาตรฐานด้านวิชาหลักขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก่อนหน้านี้สวีเดนเคยเป็นประเทศที่มีผลงานโดดเด่นในการจัดอันดับดังกล่าว ก่อนที่คะแนนจะร่วงลงอย่างมากในปี 2012 และแม้จะฟื้นตัวได้ช่วงสั้นๆ แต่ก็เผชิญกับการลดลงอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญในด้านคณิตศาสตร์และการอ่านในปี 2022
แม้ว่าผลการประเมินของสวีเดนโดยรวม จะยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD แต่ในปี 2022 สวีเดนกลับมีผลการประเมินด้านการรู้หนังสือต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ โดยนักเรียนอายุ 15 หรือ 16 ปีเกือบหนึ่งในสี่ หรือราว 24% ไม่สามารถผ่านเกณฑ์พื้นฐานด้านความเข้าใจในการอ่านได้
ประเทศอื่นๆ "ห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย แต่ประเทศไทยมีแต่จะส่งเสริม" อนาคตของชาติจะเป็นยังไงไม่ต้องพูดถึง! ประเทศล่าสุดที่สั่งห้ามเยาวชนเข้าไปยุ่งกับโซเชียลมีเดียคือ ประเทศมาเลเซีย (เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ห้ามผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียล ได้แก่ Facebook, Instagram, TikTok and YouTube ต้องนำระบบยืนยันอายุมาใช้งานอย่างจริงจัง และต้องบล็อกไม่ให้ผู้ใช้งานที่อายุไม่ถึงเกณฑ์สามารถสร้างบัญชีได้ และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ประเทศอินโดนีเซีย ก็เริ่มใช้มาตรการห้ามใช้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox เช่นกัน
จะแถมให้อีกประเทศที่ยังไม่แบน แต่ดำเนินการบางอย่างแล้ว คือ ประเทศเกาหลีใต้ ในเดือนมีนาคม 2569 มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ห้ามนำ "โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ดิจิทัล" เข้าห้องเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ และในระหว่างนี้มีการเสนอร่างกฎหมายล่าสุด ให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตรวจสอบอายุผู้ใช้ และห้ามใช้อัลกอริทึมในการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อผู้เยาว์

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก โดย ออสเตรเลีย บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ได้มีการบังคับใช้หรือประกาศข้อจำกัดด้านอายุในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไปแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สเปน, เดนมาร์ก รวมถึงประเทศไทย ก็กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาแนวทางในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน (หวังว่า ประเทศไทยคงจะใช้เวลาไม่นานนักนะ)
รัฐบาลที่อ้างถึงเหล่านี้ ห้ามผู้เยาว์ไม่ได้เข้าถึงโซเชียลฯ เพราะเกรงว่า เด็กจะเอาเวลาเรียนไปเล่นโซเชียล ผลก็คือพัฒนาการการเรียนรู้จะตกต่ำลง ส่งผลต่อคุณภาพในอนาคตของทรัพยากรมนุษย์ในชาติ ยังไม่นับการที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำตัวประหนึ่งเป็น "รัฐอิสระ" นึกจะยัดเยียดแนวคิด ค่านิยม หรือเรื่องโกหกพกลมอะไร ก็ทำตามใจชอบ โดยอาศัย อัลกอริทึม ผลก็คือ ผู้ใช้งาน (User) ถูกจูงจมูกไปตามวาระที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเหล่านี้ต้องการ เราจะสังเกตได้ว่า "ถ้าเราสนใจดูเรื่องราวอะไรก็ตาม" ทันใดนั้น! โซเชียลที่คุณกำลังดูนั้นจะส่งเรื่องทำนองเดียวกันนั้นผุดขึ้นมาในหน้าจอของคุณมหาศาล แม้แต่โฆษณาขายสินค้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ
การบงการของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต่อ "การตัดสินใจ" ของผู้คนเป็นเรื่องที่รัฐบาลต่างๆ ตื่นตัวกันมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะหลังกรณีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 มีการใช้อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ในการชี้นำการตัดสินใจทางการเมืองของผู้คนโดยบริษัท Cambridge Analytica แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย "จะไม่ได้ลงมือทำเอง" แต่การละเลย ไม่ควบคุมการแทรกแซงของมือที่สาม หรือกระทั่งปล่อยให้มีการปล่อยข่าวปลอมหลอกลวงผู้ใช้งาน ก็เท่ากับปล่อยให้พื้นที่ของตัวเองกลายเป็น Jungle หรือป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน เมื่อโซเชียลฯ เกียร์ว่างแบบนี้ ก็เท่ากับทำให้แพลตฟอร์มของตนอยู่ภายใต้ Law of the jungle หรือพื้นที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ แต่ใช้กฎแห่งการเอาตัวรอด และเอารัดเอาเปรียบ
รัฐบาลต่างๆ เห็นว่าจะให้ประชาชนของตนตกอยู่ใน Law of the jungle แบบนี้ไม่ได้ พวกผู้ใหญ่นั้นยังพอมีประสบการณ์เอาตัวรอดอยู่บ้าง (แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม) แต่เยาวชนไม่มีทางรอดจาก Law of the jungle แน่นอน ประเทศพัฒนาแล้วต่างมองหาวิธีป้องกันอนาคตของชาติ จากโลกโซเชียลที่ไม่มีขื่นไม่มีแป แต่รัฐบาลไทยกลับส่งเสริมเสียอย่างนั้น ไม่เชื่อลองอ่านถ้อยคำของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
วันนี้ได้คุยกับ TikTok ถึงความร่วมมือที่ผ่านมา และการขยายความร่วมมือในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของครู พร้อมกับผลิตสื่อทำคอนเทนต์ในลักษณะช็อตวิดีโอ เพื่อเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายภายใน 2 นาที ที่เหมาะสมกับวิถีของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ของและหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการการอัปสกิล รีสกิล เพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งในเด็กนักเรียน ครู และบุคลากร รวมไปถึงการโปรโมทข่าวและกิจกรรมของกระทรวงฯ ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมในวงกว้างด้วย”
แน่นอนว่า รัฐมนตรีเห็น "ข้อดี" ของโซเชียลมีเดีย แต่ผมเกรงว่าประเทศอื่นๆ เขาเห็น "ข้อเสีย" มากกว่าเวลามันอยู่ในมือของเยาวชน ยิ่งในตอนนี้ ครูในเมืองไทยบางคนเป็นพวก "หิวคอนเทนต์" อยู่ด้วย (เป็นครีเอเตอร์ทำรายได้เพิ่นว่า) ยิ่งจินตนาการไม่ออกเลยว่า เมื่อกระทรวงสั่งให้ครูทำช็อตวิดีโอ สิ่งที่ออกมาคงจะไม่ใช่สื่อการสอน แต่เป็น engagement (เพิ่มยอดไลค์ยอดวิว) ในช่องส่วนตัวของบรรดา "ครูหิวคอนเทนต์" มากกว่า นั่นยิ่งเท่ากับกระแทกซ้ำให้กับปัญหาเยาวชนถูก "มอมเมาด้วยโซเชียล" เพราะเด็กไม่มีคนช่วยพาออกจากโซเชียลอยู่แล้ว ยังมีครูที่ลากเข้าไปให้จมลึกยิ่งกว่้าเดิมเข้าไปอีก

นักการศึกษา ต่างก็มองหาความสำเร็จและอนาคตของชาติที่จะมีขึ้น ในขณะที่ นักการเมือง มองไปที่การใช้งบประมาณให้มาก ให้หมด (ให้มีเงินทอน) โดยไม่นึกถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป อนาถใจจริงๆ
บทความที่ใช้เวลาคิดและเขียนนานจัง หลายวัน เขียนแล้วก็ลบ แล้วก็มาเขียนใหม่
บันทึกไว้โดย ครูมนตรี โคตรคันทา
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569














