foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
พฤษภาคมแล้วหลายโรงเรียนก็ให้ครูมาลงเวลาทำการ เตรียมการสอนเทอมใหม่ จัดปฐมนิเทศนักเรียนเข้าใหม่กันบ้างแล้ว ก็ได้ยินเสียงบ่นมาตามลมว่า "ปิดเทอมเมื่อไหร่ ไปโรงเรียนเกือบทุกวันเลย" ก็ตอบไม่ได้หรอกครับแล้วแต่บริบทและหน้าที่ของท่าน โรงเรียนของท่านด้วย แต่ก็เห็นหลายคนหลบความร้อนเมืองไทยไปชิวๆ อากาศเย็นที่เมืองนอกเมืองนากันอยู่ ดีใจด้วยครับ และก็เห็นใจกับท่านที่ต้องเช็คอินหน้าเสาธงโรงเรียนทุกวันเหมือนกัน เห็นใจจัง...

KruMontree.com

เว็บไซต์เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม

Ads by KruMontree

uboncom 1

ไว้อาลัยแด่ระบบการศึกษาไทย!

โดย : อภิรดี จูฑะศร
พับลิกโพสต์ออนไลน์ : 3 สิงหาคม 2555

มีเพื่อนในเฟสบุ๊คท่านหนึ่ง เอานิทานมาเล่าให้ฟัง ชื่อเรื่องว่า 'โรงเรียนของสัตว์' เรื่องมีอยู่ว่า...

rabbit 01"ในวันหนึ่งสัตว์ทั้งหลายในป่าได้มารวมตัวกัน และตัดสินใจ ว่าจะตั้ง โรงเรียนของสัตว์ ขึ้นมา กระต่าย นก กระรอก ปลา และปลาไหล ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการพัฒนาหลักสูตร กระต่าย ยืนกรานว่า เรื่องการวิ่งจะต้องเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตร ส่วนนกบอกว่า เรื่องการบินก็ต้องอยู่ในหลักสูตร ปลาบอกว่า การว่ายน้ำจะต้องอยู่ในหลักสูตรเช่นกัน ส่วนกระรอกก็บอกว่า การปีนขึ้นต้นไม้ในแนวดิ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น และเห็นควรรวมไว้ในหลักสูตรด้วย ซึ่งในที่สุดพวกสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับมอบหมายให้ร่างหลักสูตร ก็ได้นำวิชาต่างๆ เหล่านี้มารวมกัน และจัดทำเป็นหลักสูตรขึ้นมา พร้อมกับ ป่าวประกาศ และบังคับให้สัตว์ทั้งหลายที่เข้าเรียนหลักสูตรนี้ จะต้องสอบผ่านทุกวิชาตามที่กำหนดไว้

กระต่ายซึ่งเคยได้เกรดเอจากการวิ่ง มีปัญหามากในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่ง มันปีนขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดหัวสมองก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถจะวิ่งต่อไปได้ จากที่เคยได้เกรดเอในการวิ่ง ตอนนี้มันกลับได้เกรดซี และแน่นอนมันได้เอฟ (สอบตก) ในการปีนต้นไม้ นกที่เคยเก่งมากในเรื่องการบิน แต่พอต้องเรียนวิชาขุดโพรงลงไปในดิน มันก็ทำได้ไม่ดีนัก จะงอยปากของมันแตกและปีกของมันก็หัก ในไม่ช้ามันก็ได้เกรดซีในวิชาการบิน และได้เอฟในวิชาขุดโพรง แถมประสบปัญหาในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่งเช่นกัน

p-warm-okในที่สุดสัตว์ที่สามารถเรียนจบผ่าน หลักสูตรนี้ไปได้กลับกลายเป็น เจ้าปลาไหล ที่ทำทุกอย่างผ่านได้แบบครึ่งๆ กลางๆ แต่มันก็ทำให้ผู้สร้างหลักสูตรมีความสุข ที่เห็นว่าสัตว์เหล่านั้น ได้เรียนรู้ทุกวิชาที่เหล่าบรรดากรรมการหลักสูตร ได้พัฒนาขึ้นมา และต่างพากันเรียกการศึกษาแบบนี้ด้วยความภูมิใจว่า "การศึกษาแบบครอบจักรวาล"

ฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามันคุ้นๆ ไหม? นี่ล่ะคือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับการศึกษาในเมืองไทย (ความจริงมันเกิดขึ้นมานานแล้วด้วยซ้ำ) ระบบการศึกษาแบบไทยๆ ที่ทำร้ายเยาวชนของเรามานานนักแล้ว ทุกปีเด็กไทยจะมีปัญหาเรื่องของการสอบเข้าเรียนเสมอ ไม่ว่าจะเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษา สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ที่สุดแล้วก็เป็นไปเพื่อจะสร้างสถิติใหม่ๆ ที่ว่า เมืองไทยมีบัณฑิตจบใหม่ตกงานเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี และด้อยคุณภาพลงไปทุกที นั่นเพราะระบบการศึกษาบ้านเราได้ทำลายแรงบันดาลใจ เชาว์ปัญญา และอัจฉริยภาพที่แตกต่างกันในตัวคนแต่ละคนลงไป จนกลายเป็นเด็กพิมพ์เดียวกัน ที่ขาดไร้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ขาดความมั่นใจในตัวเอง และไร้ทิศทางอนาคต สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนพบเจอบ่อยครั้งในการไปบรรยายให้กับนักศึกษาในหลาย สถาบัน ซึ่งเราไม่อาจโทษเด็กได้เลย เราเพียงต้องให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวฉายแววออกมา

thai education 01

ในความเป็นจริงแล้ว เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมศักยภาพที่มีอยู่ใน  ตัวตนของพวกเขา เพียงแต่ศักยภาพที่มีอยู่นั้นได้ถูกขัดเกลา ส่งเสริม และเกื้อหนุน ให้ฉายแววโดดเด่นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ไม่เฉพาะผู้ปกครองเท่านั้นที่จะต้องคอยส่งเสริมเกื้อหนุน แต่สถาบันการศึกษาคือ ส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันหรือต่อยอดเชาว์ปัญญาและศักยภาพของเด็กๆ ให้  โดดเด่นขึ้นได้

oh noทว่า... ด้วยระบบการศึกษาแบบท่องจำ และยำรวมมิตรแบบบ้านเราทุกวันนี้ ได้ทำให้ศักยภาพของเด็กๆ ถูกกดทับ การเรียนการสอนแบบท่องจำ ไม่ได้ช่วยเสริมจินตนาการใดๆ แบบเรียนที่ใช้สอนกันมา ก็ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ได้ช่วยเปิดโลกทรรศน์ที่ปราศจากการครอบงำความเชื่อเดิมๆ ออกไป แต่กลับพยายามตอกย้ำฝังหัวเด็กแบบผิดๆ โดยไม่เปิดรับองค์ความรู้ หรือการค้นคว้าใหม่ๆ ไม่นิยมให้เด็กโต้เถียง หรือตั้งคำถามที่แย้งไปจากตำรา อีกทั้งการออกข้อสอบเพื่อวัดความรู้ เช่น กรณีโอเน็ต ยังทำให้ผลการสอบของเด็กไทยต่ำเตี้ยติดดินครั้งประวัติศาสตร์ อีกด้วย แสดงถึงความล้าหลังทางความคิดของคนออกข้อสอบ ที่ไม่ได้สะท้อนการเรียนรู้ของ เด็กให้พวกเขานำไปใช้ในชีวิตจริงได้ แต่กลายเป็นว่า ข้อสอบมีไว้เพื่อคัดกรองเอาแต่เด็กที่คิดตามแบบคนสอน หรือได้คะแนนมา เพราะสามารถเดาใจคนออกข้อสอบได้เท่านั้นเอง 

เมื่อไม่นานมานี้มีการวิเคราะห์ ข้อสอบ โอเน็ต โดยนำไปเทียบกับข้อสอบนานาชาติ หรือที่เรียกกันว่า PISA ผลปรากฏว่า ข้อสอบของโอเน็ตกับข้อสอบของ PISA ต่างกันชนิดคนละศตวรรษ โดยผู้วิจัยสรุปว่า ข้อสอบโอเน็ตยังเป็นข้อสอบที่อยู่ในศตวรรษที่ 20 ขณะที่การสอบประเมินผลในระดับนานาชาติเป็นข้อสอบที่ก้าวมาอยู่ในศตวรรษ ที่ 21 แล้ว...พูดง่ายๆ ก็คือ ของเราล้าหลังชนิดข้ามศตวรรษกันเลยทีเดียว!

เหตุที่เอาปัญหานี้มาพูดถึง ก็เพราะทราบข่าวมาว่า ทาง สพฐ.กำลัง เสนอให้มีการนำคะแนนโอเน็ต 20% มารวมกับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ของนักเรียน ข่าวว่า แนวทางนี้กำลังเสนอต่อเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถ้าเกิดเขาเห็นพ้องต้องกันขึ้นมา ก็แปลว่า ลูกหลานของเราจะต้องมาผจญกับการออกข้อสอบแบบย้อนยุคอีกล่ะสิ แปลว่าถ้าทำคะแนนโอเน็ตไม่ดี ก็มีสิทธิฉุดคะแนนเฉลี่ยสะสมที่อุตส่าห์ตั้งใจ เรียนมาตลอดหลายเทอม ให้หล่นฮวบหงายเงิบไปด้วย!?

thai education 03

นิทาน 'โรงเรียนของสัตว์' สะท้อน ว่า การศึกษาของไทยพยายาม อย่างเหลือเกินที่จะทำให้คนทุกคนเหมือนกัน ให้เก่ง และสอบผ่านทุกวิชาในหลักสูตร ที่ถูกยำรวมมิตร โดยผู้สร้างหลักสูตรที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของความเป็นปัจเจกที่มีอยู่ในตัวของ แต่ละคน (ซึ่งแตกต่างกัน) ได้ทำลายศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในแต่ละคน บั่นทอนความเป็นตัวของตัวเองในคนแต่ละคนจนหมดสิ้น เด็กทุกคนที่เกิดมาพร้อมเชาว์ปัญญาเฉพาะตัว แต่พอพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้กลับหายไปเพราะว่า การศึกษาไม่ได้สอนให้เป็นไปตามธรรมชาติของแต่ละคน ไม่ได้ให้ความเคารพในสิ่งที่แต่ละคนมี แต่กลับควบคุมบังคับให้ทุกคนเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ซึ่งมีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถเดินไปตามขนบรูปแบบนี้ได้ 

จึงต้องขอไว้อาลัยแด่การศึกษาของไทยด้วยประการฉะนี้!!

2019 Copyright @KruMontree.com : เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม Rights Reserved.
Owner : Montree Kotkanta, e-M@il : webmaster at krumontree.com, Mobile phone : 08-1878-3521, 08-3462-4996