US-Israel attacks on Iran
สงครามอิสราเอล-อิหร่านกระทบการบินทั้งโลก
สงครามตะวันออกกลาง (ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลถล่มอิหร่าน) ทันทีที่ขีปนาวุธลูกแรกจากอิสราเอลพุ่งลงที่กรุงเตหะราน ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนตลาดการบินโลก หุ้นสายการบินเอเชียร่วงแรง ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่สนามบินหลักอย่างสนามบินนานาชาติดูไบ ในสหรัฐอาหรับอามิเรตส์ และสนามบินโดฮา ในกาตาร์ ปิดต่อเนื่องเป็นวันที่สามแล้ว ทำให้ผู้โดยสารนับหมื่นติดค้างอยู่ในสนามบินต่างๆ ทั่วโลกไม่เว้นแม้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภูเก็ต และเชียงใหม่ในประเทศไทย
หลายๆ สายการบินโดยเฉพาะสายการบินที่มีเบสในตะวันออกกลางกระทบหมด เพราะบินเข้าออกไม่ได้ หนักสุดก็สายการบิน Qatar และสายการบิน Emirates ที่มีสนามบินใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างออสเตรเลีย เอเชีย กับยุโรปและอเมริกา อีกสายการบินคือ Air India ได้รับผลกระทบหนักมากทีเดียว เพราะมีเที่ยวบินไปตะวันออกกลางจำนวนมาก เพื่อรองรับแรงงานอพยพ อีกทั้งยังถูกห้ามใช้น่านฟ้าปากีสถาน ทำให้เที่ยวบินไป–กลับยุโรปได้รับผลกระทบไปด้วย

สายการบินต่างๆ พร้อมใจกันหลีกเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลางจากการสั่งปิดน่านฟ้าเพราะสงคราม
ณ ตอนนี้เครื่องบิน Airbus A380 ของสายการบิน Emirates ต้องหยุดให้บริการมากถึง 111 ลำ จาก 116 ลำ ซึ่งจอดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ และได้มีการยกเลิกเที่ยวบินมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีผู้โดยสารตกค้างอยู่ที่สนามบินดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มากกว่า 2 หมื่นคน ยังไม่รวมสายการบินอื่นๆ อย่าง Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Air Arabia, Flydubai, Kuwait Airways etc. และท่าอากาศยานต่างๆ ยังคงปิดให้บริการจนถึงตอนนี้ คือ
- Dubai International (DXB) CLOSED
- Abu Dhabi (AUH) CLOSED
- Ben Gurion, Tel Aviv (TLV) CLOSED
- Bahrain International (BAH) CLOSED
- Hamad International, Qatar (DOH) CLOSED
- Kuwait International (KWI) CLOSED
- Queen Alia, Amman (AMM) CLOSED
- Baghdad International (BGW) CLOSED
- Erbil International (EIA) CLOSED
- Beirut International (BEY) CLOSED
- All Iranian airports CLOSED
- Multiple Saudi airports RESTRICTED
สำหรับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางไปแถบตะวันออกกลาง หรือจะต้องไปเปลี่ยนเครื่องยังสนามบินดังกล่าว ยังคงต้องคอยติดตามสถานการณ์ และประกาศจากทางสายการบินเป็นระยะๆ นะครับ (ในความโกลาหลครั้งนี้ผมโชคดีที่ได้ลาพักร้อนกลับมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โล่งใจไปนิดหนึ่ง)
การปิดน่านฟ้าตะวันออกกลางในครั้งนี้ อาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์อย่างยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการปิดน่านฟ้าที่ยาวนานที่สุดของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่มีสายการบินยักษ์ใหญ่ทั้ง Emirates (ฝูงบิน ~260 ลำ), Qatar (ฝูงบิน ~270 ลำ), Etihad (ฝูงบิน ~120 ลำ) และสนามบินยักษ์ใหญ่อย่างดูไบ DXB และ โดฮา DOH เป็นฮับการบินในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางของเที่ยวบินต่อเครื่อง (Transit) เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยเฉลี่ยมีผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่องบินที่ตะวันออกกลางประมาณวันละกว่า 100,000 คน

สนามบินนานาชาติ Hamad International Airport สนามบินที่ดีที่สุดในโลกหลายปี
สายการบินในตะวันออกกลาง ได้เปรียบสายการบินอื่นๆ อย่างมาก ถ้าสังเกตเราจะรู้ว่า สายการบินเหล่านี้ เติบโตเร็ว ขยายเส้นทางบินไปยังเมืองเล็กใหม่ๆ ได้มาก เพิ่มความถี่ในการบินจากเมืองใหญ่สู่ฐานในตะวันออกกลางได้มาก สร้างความหรูหราทั้งห้องโดยสาร การบริการ สนามบิน เลานจ์ต่างๆ ได้อย่างยิ่งใหญ่ ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย รวมสามารถถึงสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ได้ในจำนวนมหาศาลในระดับที่สายการบินอื่นๆ ตกใจ เนื่องจากสายการบินเหล่านี้ มักจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และยังมีต้นทุนค่าน้ำมันที่ถูกกว่าสายการบินอื่นๆ เนื่องจากเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันเอง และน้ำมันเชื้อเพลิงก็เป็นต้นทุนในสัดส่วนเยอะมากที่สุดในอุตสาหกรรมการบิน จึงสามารถทำราคาค่าตั๋วโดยสารได้ดีมาก และเป็นตัวเลือกของผู้โดยสารที่เดินทางข้ามภูมิภาค (ที่ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลาง) อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ผู้โดยสารที่เคยเป็นลูกค้าของสายการบินกลุ่มตะวันออกกลางเหล่านี้ ไม่เคยได้รับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยมาก่อน ทุกสายการบินมี safety record ที่ดีมากๆ ไว้ใจได้มาก จนกระทั่งเกิดเหตุสู้รบในครั้งนี้ มีผู้โดยสารติดค้างที่หลายเมืองในตะวันออกกลางหลายหมื่นคน โดยที่ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าจะติดค้างถึงเมื่อไหร่ และยังถูกซ้ำเติมด้วยสนามบินหลัก มีความเสียหายจากการถูกโจมตี (ผมยังอดสงสารผู้โดยสารที่ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อต่อเครื่องที่ดูไบ หรือโดฮา ที่ตอนเที่ยงสนามบินปิด ไปไหนต่อก็ไม่ได้ ยังไม่ทราบจะเปิดน่านฟ้าขึ้นบินได้เมื่อไหร่)

สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB)
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ติดอยู่ที่ตะวันออกกลางเท่านั้น แต่กระทบถึงคนที่มีตั๋วโดยสารของสายการบินตะวันออกกลางด้วย ที่ไม่รู้จะเดินทางได้ตามกำหนดไหม และกังวลถึงความปลอดภัยแม้จะเดินทางได้ หลายคนเลือกที่จะซื้อตั๋วใหม่ ด้วยสายการบินที่ทำการบินตรงเชื่อมโยงเอเชีย-ยุโรป หรือเอเชีย-อเมริกา โดยไม่ผ่านการต่อเครื่องที่ตะวันออกกลาง (อานิสงส์นี้ การบินไทย ได้รับไปเต็มๆ) การปิดน่านฟ้า ทำให้สายการบินอื่นๆ หลายสายการบิน ต้องบินอ้อมจากเส้นทางปกติ ส่งผลให้ใช้เวลานานขึ้น ใช้น้ำมันมากขึ้น และอาจจะไม่สามารถหมุนเวียนเครื่องบินได้ตามตารางบินที่วางแผนไว้ ทำให้ราคาตั๋วของสายการบินที่ทำการบินตรง เชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคเช้าด้วยกันโดยไม่ผ่านตะวันออกกลาง พุ่งสูงขึ้นแล้วในวันนี้
นอกจากตั๋วโดยสารทั่วไปแล้ว การขนส่งสินค้า Air Cargo ก็ได้รับผลกระทบด้วย เพราะว่าฐานกระจายสินค้าสำคัญอยู่ที่ดูไบและโดฮาด้วย ยังไม่รู้ว่าจะปิดน่านฟ้าไปอีกนานเท่าไหร่ และถึงจะกลับมาเปิดน่านฟ้าได้ ต้องใช้เวลาในการเคลียร์ผู้โดยสารตกค้างจำนวนหลายหมื่นกันอีกหลายวัน เพราะยังมีเครื่องบินของสายการบินหลักนับร้อยลำ ตกค้างอยู่ที่สนามบินอื่นๆ ทั่วโลก

คำถามสำคัญ คือ ถ้าในอนาคต มีตัวเลือกของสายการบินตะวันออกกลาง ที่ราคาถูกกว่าสายการบินอื่นๆ ประมาณ 20-30% (เหมือนก่อนหน้านี้) คุณจะยังเลือกสายการบินตะวันออกกลางอยู่เหมือนเดิมหรือไม่? ด้วยความเสี่ยงของการปิดน่่านฟ้าจากการขัดแย้งกันรุนแรงในย่านนี้

ภาพที่ไม่คิดจะได้เห็น กับเที่ยวบินของสองสายการบินยักษ์ใหญ่จากภูมิภาคตะวันออกกลางทั้ง Emirates และ Qatar Airways ปัจจุบัน (2 มีนาคม) มีทำการบินอยู่บนท้องฟ้ารวมกันทั้งหมด 7 ลำเท่านั้น จากจำนวนเครื่องบินรวมทั้งสองสายการบิน 543 ลำ (Emirates 273 ลำ Qatar Airways 270 ลำ) โดยทั้งหมดเป็นเที่ยวบินที่ไม่ได้บินเข้า-ออกจากฐานการบินดูไบและโดฮา ที่ปัจจุบันมีการปิดน่านฟ้ามาแล้ว 3 วัน เฉพาะสายการบิน Emirates ในเวลา 18.50 น. มีเพียง 4 ลำเท่านั้นที่กำลังทำหารบิน อาทิ เที่ยวบิน EK210 เส้นทาง นิวยอร์ค-เอเธนส์ และเที่ยวบิน EK256 เส้นทาง บาร์เซโลนา – เม็กซิโก ซิตี้ เป็นต้น
ข่าวล่าสุด
สายการบินแรกที่เริ่มบินออกจากตะวันออกกลางคือ Etihad Airways บินจากอาบูดาบีไปอินเดีย และปลายทางอื่น โดยจำกัดปริมาณและเที่ยวบิน เพื่อระบายผู้โดยสารที่ค้างอยู่ในสนามบิน เมื่อเย็นวันที่ 2 มีนาคม และในเช้าวันนี้ Emirates ก็เริ่มทำการบินออกจากสนามบินนานาชาติดูไบเช่นกัน ในจำนวนเที่ยวบินจำกัด และให้ความสำคัญกับผู้โดยสารที่มีเที่ยวบินก่อนหน้าเป็นลำดับแรก เพื่อความปลอดภัย และการต้องระบายผู้โดยสารที่ติดค้างในสนามบินออกไป ขอให้ผู้โดยสารติดตามข่าวสารผ่านทางช่องทางเว็บไซต์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ในเรื่องของเที่ยวบินและปลายทาง ไม่ต้องรีบไปรอที่สนามบินนะครับ

ส่วนผมอยู่ในช่วงลาพักร้อน ก็ขออนุญาตนำแม่และพี่สาวหลบร้อนไปเที่ยวประเทศจีนก่อนนะครับ คุณพี่สาวอยากไปมากเลยจัดให้ 3-7 มีนาคม 2569 แล้วค่อยกลับไปทำงาน หวังว่า น่านฟ้าตะวันออกกลางคงจะเปิดได้ในช่วงนั้น
![]()
