ติดปีก (1) : Open Day

ว่าจะได้มาเป็นลูกเรือสายการบินนี่…ไม่ง่ายเลยหล่ะครับ

หลังจากอกหักกับ “สายการบินห้าดาว” อย่าง Qatar Airways มาแล้ว โชคดีที่ในสัปดาห์ถัดมา ก็มีการเปิดรับสมัครของสายการบินที่ทำงานอยู่ตอนนี้แหละครับ

ต้องยอมรับเลยว่าตอนนั้น ไม่เคยคิด หรือติดตามข่าวสาร กับสายการบินนี้มาก่อนเลยครับ เพราะตอนนั้นใจมุ่งไปอยู่ที่กาตาร์อย่างเดียว ด้วยความที่กาตาร์มารับบ่อยมากๆ แต่พอเห็นว่าสายการบิน Emirates นี้ กำลังจะมารับลูกเรือที่กรุงเทพฯ ก็ถึงเวลาต้องมาทำความรู้จักกับสายการบินนี้แล้วครับ ด้วยการหาข้อมูลทางเว็บไซต์ต่างๆ

สำหรับการรับสมัครลูกเรือของเรา ก็จะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบครับ คือ Open Day และ Global Assessment Day

Open Day ก็คือ การรับสมัครลูกเรือแบบ Walk-in นั่นคือ เตรียมเอกสารอย่างเรซูเม่ และรูปถ่าย ไปยื่นให้กรรมการในวันนั้นได้เลย ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับกาตาร์นั่นแหละครับ

Global Assessment Day คือ การที่ผู้สมัคร จะต้องทำการสมัครออนไลน์ในเวปไซต์ของสายการบิน หลังจากมีการพิจารณาใบสมัครแล้ว ก็จะมีอีเมล์มาให้ไปร่วมสัมภาษณ์ในวัน Global Assessment day นั่นเองครับ โดยจะรับเฉพาะผู้ที่ผ่านการคัดใบสมัครมาแล้ว เท่านั้นนะครับ ไม่มีการ Walk-in แต่อย่างใด

ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง จึงควรสมัครออนไลน์ในอินเตอร์เนตไว้ก่อนนะครับ อีกอย่างจะได้ศึกษาข้อมูลบริษัท คุณสมบัติ และความต้องการอื่นๆ ของบริษัทเกี่ยวกับการรับลูกเรือด้วยครับ

ก่อนหน้านั้น ก็มีรุ่นพี่คนนึงถามว่า “จะไปสมัคร เอมิเรตส์ มั้ย” ก็ตอบว่า “ไป อยากลองดู” พี่เค้าก็เตือนๆ ว่า สายการบินเอมิเรตส์ส่วนมากไม่ค่อยรับผู้ชายนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีตัวแทนที่มาทำการคัดเลือกในรอบแรกก่อนแล้วด้วย ผู้ชายแทบจะไม่มีสิทธิ์เลยครับ เพราะได้ข่าวมาว่า จะให้ผู้ชายไปวางเรซูเม่เฉยๆ แล้วกลับบ้าน ไม่มีการคัดเลือกรอบแรกอะไรทั้งสิ้นครับ แต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ก็ยังคิดว่า “ไม่ลองไม่รู้ ไม่ไปลองดูแล้วจะเสียดาย”

ถึงเวลาเตรียมตัว ก็ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการสมัครครับ ช่วงนั้นรับสมัครรอบแรกที่ โรงแรมตะวันนา รามาดา สีลม โดยทางสายการบินแต่งตั้งตัวแทน (agency) เพื่อมาทำการคัดเลือกผู้สมัครรอบแรกก่อนครับ โชคดีที่มีเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน ก็นัดเจอกันแล้วก็บึ่งแทกซี่ไปถึงโรงแรมครับ สิ่งหนึ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ ศึกษาเล้นทาง หรือจะให้ดีก็ไปดูสถานที่รับสมัครเลยก็ได้ครับ จะได้ไม่หลง โชคดีที่วัน Open day เปิดให้ยื่นเอกสารตั้งแต่แปดโมงเช้า จนถึงสี่โมงเย็น จะมาช่วงเวลาไหนก็ได้ แต่ในความคิดผม ก็คิดว่ามาเช้าๆ จะดีกว่าครับ มีอะไรเกิดขึ้น เช่น เอกสารไม่ครบ รูปไม่พร้อม ก็ยังมีเวลาทั้งวันที่จะแก้ปัญหาได้

ไปถึงแล้วก็พบกับ คลื่นมหาชนจำนวนมากครับ ต่อแถวบ้าง ยืนเป็นกลุ่มๆ บ้าง ก็เลยเดินขึ้นไปถึงห้องรับสมัครซึ่งอยู่ชั้นสอง เห็นคนต่อคิวกันยาวเหยียด ด้วยความที่ไม่เคยมาสมัครสายการบินนี้มาก่อน เลยไม่รู้ว่าเค้าทำกันยังไงนะครับ ก็ต่อไปเรื่อย ระหว่างนั้นก็แอบสังเกตผู้สมัครคนอื่นด้วยครับ กะคร่าวๆ ผู้ชายน่าจะประมาณสามร้อยกว่าคน ส่วนผู้หญิงนี่หลักห้าพันได้เลยครับ ต่อไปเรื่อยๆ คุยไปเรื่อยๆ จนเห็นว่าผู้ชายเค้าแยกออกไปวางเรซูเม่กันตามที่เคยได้ข่าวมา ยอมรับว่าตอนนั้น ก็คิดครับว่า เฮ้อ…ก็จริงนะ ผู้ชายมาอย่างมากก็วางเรซูเม่แล้วก็กลับ ก็เลยบอกลาเพื่อน แล้วก็แยกออกไปวางเรซูเม่ที่โต๊ะหน้าห้องรับสมัครครับ แนะนำว่า “ควรใช้คลิปหนีบรูปภาพกับเอกสารให้เป็นชุดเดียวกัน เขียนชื่อหลังภาพถ่าย หรือจะให้ดี ใส่แฟ้มเอกสารใสๆ ไปได้ก็ดีครับ”

ในขณะที่ผู้หญิงก็ต่อแถว วัดส่วนสูงคือเอื้อมแตะ 212 เซนติเมตรครับ ถ้าแตะผ่าน ก็จะได้รับบัตรคิว เพื่อมาทำการสัมภาษณ์ในรอบ Group Discussion ในช่วงสายจนถึงเย็นๆ จนกว่าจะหมดเวลารับสมัครครับ

ระหว่างที่รอเพื่อนเอื้อมแตะ ก็เห็นหลายๆ คน พยายามแตะให้ถึง 212 เซนติเมตรนะครับ บางคนลองหลายๆ รอบมาก เรียกว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” จนสุดท้ายพวกเค้าก็สามารถเอื้อมแตะ แล้วก็ได้เข้าห้องสัมภาษณ์ได้ในที่สุดครับ สำหรับการเอื้อมแตะอันเป็นที่เลื่องลือนี้ ผู้สมัครจะต้องถอดรองเท้า แต่สามารถเขย่งปลายเท้าได้นะครับ (แอบเคยได้ยินมาว่า บางคนถึงขั้นไปเรียนบัลเลต์พื้นฐาน เพื่อฝึกเขย่งปลายเท้าให้ได้ถึง 212 เซนติเมตรกันเลยทีเดียวครับ ความสูงนี้คือ ระยะเอื้อมถึงฝาปิดกล่องเก็บสัมภาระบนห้องโดยสารตามภาพประกอบด้านล่างนั่นเอง)

ส่วนเพื่อนก็แตะถึงสบายๆ ครับ ก็ได้บัตรคิวมาช่วงเที่ยงๆ ระหว่างนั้นก็ไปหาอะไรทานแถวๆ โรงแรม ไม่กล้าไปไกลครับ กลัวเพื่อนกลับมาไม่ทัน พอถึงเวลาก็ส่งเพื่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ ส่วนเราก็รอด้านนอกตามระเบียบครับ

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ด้วยความที่ผู้สมัครชายเมื่อมาถึง วางเรซูเม่ที่โต๊ะหน้าห้องเป็นกองๆ ไว้แล้ว ส่วนมากก็กลับบ้านไป โชคดีที่ระหว่างรอมีเจ้าหน้าที่จาก Agency เดินออกมาประกาศว่า “ผู้สมัครชายขอให้เตรียมเรซูเม่และเอกสารให้พร้อม จะมีกรรมการมารอรับเรซุเม่” นั่นคือ ให้เรายื่นเรซูเม่ และแนะนำตัวกับกรรมการที่มาจาก Agency สั้นๆ ครับ ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ เพราะไม่ได้คิดว่าจะต้องมาแนะนำตัวอะไรกับกรรมการขนาดนี้ แต่ไม่ว่ากรรมการจะเป็นใคร มาจากสายการบินโดยตรงเองหรือไม่ ไม่สำคัญครับ ยังไงก็ต้องทำให้ดีที่สุดก็แล้วกันครับ

ผู้สมัครชายก็ต่อแถวกันเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่า จนถึงคิวของเราก็ตื่นเต้นครับ ก็แนะนำตัวไป ชื่อนี่ กำลังจะเรียนจบจากที่นี่ แล้วก็แถมท้ายว่า โอเค เราอยากร่วมงานกับสายการบินนี้นะ หวังว่าคงจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันในอนาคต ว่ากันไป… เรียบร้อยก็กลับบ้านพร้อมเพื่อนครับ

ข้อสังเกตนิดนึงนะครับ เรื่องการที่เราได้แนะนำตัวกับกรรมการจาก Agency นี่ โดยส่วนตัวก็ไม่แน่ใจว่า มีผลต่อการคัดเลือกรึเปล่านะครับ เนื่องจากว่า ไม่ใช่ทุกคนจะได้มาแนะนำตัว เพราะส่วนมากเมื่อวางเรซูเม่เสร็จแล้ว ก็มักจะกลับบ้านกันเลย สองคือ เท่าที่ลองอ่านๆ ดูจากประสบการณ์รับสมัครของรอบที่ผ่านๆ มา ก็ไม่เคยเห็นว่า จะมีกรรมการออกมารับเรซูเม่ของผู้สมัครชายเลยซักที และสามคือ ระหว่างที่เราแนะนำตัว และยื่นเรซูเม่ให้นั้น ก็ไม่เห็นว่าจะมีกระบวนการประเมินผล หรือจดบันทึกข้อมูลใดๆ นะครับ

หลังจากที่เรายื่นเอกสารในวัน Open day กันไปแล้ว สิ่งที่เราจะต้องรอก็คือ “อีเมล์” แจ้งผลครับ ส่วนมากจะไม่เกินเจ็ดวันหลังจากยื่นเอกสารไป ถ้าเรซูเม่เราเข้าตาก็จะได้รับอีเมล์ตอบกลับมาครับ

เนื้อหาในอีเมล์จะเป็นการแจ้งให้เข้าร่วมในวัน Assessment Day ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดในอีเมล์ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ “ตอบอีเมล์กลับไปว่ายินดี (หรือไม่ยินดี?) ที่จะเข้าร่วมการสัมภาษณ์ในรอบนั้นครับ”

ตอนนั้นจำได้ว่า ตอนเปิด inbox ในอีเมล์ดูแล้วเห็นว่า มีเมล์แจ้งมาว่า ผ่านรอบแรก ตะโกนลั่นห้องเลยครับว่า “ได้แล้วๆ” แต่ใครจะรู้หล่ะครับว่า กว่าจะได้พูดว่า “ได้แล้วๆ” อย่างเต็มปาก ยังมีอีกหลายรอบที่ต้องเผชิญ ติดตามตอนต่อไปครับ…

 519 total views,  1 views today

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error

Enjoy this blog? Please spread the word :)