foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
เข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 แล้ว มีข่าวใหม่ๆ ออกมาให้ครูหลายคนตกใจ เช่น จะต่อใบประกอบวิชาชีพครูต่อไปจะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับ B1 (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนะ แค่สื่อสารได้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ถ้าเทียบกับการสอบ TOIEC ก็คะแนนประมาณ 250-300 เท่านั้นเอง) ซึ่งจริงๆ แล้วมันจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ใช้ได้ ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศก็ไม่อดตายหรือหลงทางถ้ามีความรู้ระดับนี้ครับ อย่ากลัวที่จะใช้งานภาษาอังกฤษ อายเด็กนักเรียนได้นะ...

KruMontree.com

เว็บไซต์เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม

Ads by KruMontree

uboncom 1

PBL

Parinya tewaผมได้ติดตามเรื่องการสอนแบบ PBL : Project Base Learning หรือบางแห่งใช้คำว่า Problem Base Learning ที่เป็นการพัฒนาการสอนที่น่าจะเรียกว่า เอาตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือที่บ้านเราเคยฮิตก็ Child Center แต่โดนนักเรียนในโรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งเปลี่ยนคำเรียกเสียใหม่ว่า ควายเซนเตอร์ เพราะเหตุผลใดเราก็คงรู้ๆ กันอยู่ ผมติดตามเพจของอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการไปศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนของ NUS (The National University of Singapore) หรือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ที่เปลี่ยน "วิธีการสอน" จนทำให้ NUS กลายเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ติดอันดับ 8 ในเวลาเพียงแค่สิบกว่าปี จนมีข้อสรุปง่ายๆ ว่า "วิธีสอน" สำคัญไม่น้อยไปกว่า "เรื่องที่สอน"

แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดมากมายนัก วันนี้ผมมีบทความของท่านอาจารย์สุทัศน์ เอกา ที่ท่านโพสท์ลงในหน้าเฟซบุ๊คของท่านจำนวน 3 ตอน น่าสนใจมาก ผมจึงได้ติดต่อขออนุญาตจากท่านนำมาลงเป็นบทความให้เพื่อนครูทุกท่านได้อ่านกัน การศึกษาของไทยคงต้องพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งถ้าพวกเราเริ่มลงมือกัน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นกันแล้วทั้งในต่างประเทศ และในประเทศของเราก็เริ่มแล้วมีผลงานชัดเจนที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดตามได้ทางเฟซบุ๊คด้วยการคลิกที่รูปอาจารย์ปริญญาข้างบนนะครับ...

 

PBL กับ การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 และยุทธศาสตร์ของไทย

sutat eakaโดย สุทัศน์ เอกา

ความท้าทายที่น่าลงสนาม “ประลองฝีมือ” ของครูไทย ในความมุ่งมั่นและจริงใจ ในการยกระดับการศึกษาของชาติ... โปรดอ่านบทความต่อไปนี้.. ผมมั่นใจ “ศักยภาพครูไทย เต็มร้อย.!.."

มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ The National University of Singapore หรือ NUS สามารถยกระดับคุณภาพของตนจนมีชื่อเสียงขึ้นเป็นอันดับ 8 ของโลก ด้วยการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน จากการ Lecture ให้นักศึกษาฟัง และวัดผลโดยการสอบปลายภาค มาเป็นการสอนและการเรียน แบบใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียน หรือ PBL สิงคโปร์ทำได้ “ครูไทยก็ย่อมทำได้” เช่นกัน.. และเชื่อว่า “ไม่ต่างอะไรไปจากการแข่งขันกีฬาในสนาม.. ที่เราสามารถเอาชนะได้..” ผมมั่นใจในศักยภาพของคุณครูไทยเต็มเปี่ยม...

มารู้จัก PBL หรือ การสอนแบบใช้โครงการเป็นฐานการเรียน Project Base Learning และเป็นอันเดียวกันกับ การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียน Problem Base Learning ให้ถ่องแท้ก่อนใช้..

วิธีการก็คือ...

  • "ครูบอกแต่น้อย ให้นักเรียนเรียนรู้ให้มาก..Teach less. Learn more"
  • "ครูออกแบบการสอน.. Teaching design"
  • "ออกแบบการเรียน..Learning design"
  • "อำนวยความสะดวกให้นักเรียนค้นพบและซึมซับเอาความรู้ด้วยตนเอง. .Facilitate"
  • "ให้เรียนโดยการลงมือทำจริงๆ.. Learning by Doing"
  • "อาศัยหลักการทำงานร่วมกันของ ครู นักเรียน เพื่อนๆ และแหล่งความรู้.. Collaborative"
  • "อาศัยโลกแห่งความเป็นจริง Real World... การสื่อสารทางไกล.. โลกาภิวัฒน์ Communication.. Globalization"
  • "ใช้คอมพิวเตอร์.. แท็ปเล็ต และเครื่องมือสื่อสารแห่งยุคสมัย.. เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้"

p21 rainbow id254

เมื่อได้ปฏิบัติการเช่นนี้แล้ว.. "การเรียนรู้จะเกิดจากภายในของผู้เรียน.. Insight" เรียกการเรียนแบบนี้ว่า PBL คือ Project Base Learning การเรียนโดยใช้โครงการเป็นฐานการเรียนรู้ หรือ Problem Base Learning การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ นี้คือการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 นั่นเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้คุณครู-อาจารย์ได้มองเห็นภาพกว้างๆ ว่า ท่านจะต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง เมื่อเวลาการใช้หลักสูตรใหม่มาถึง จะได้ไม่เกิด “ความสูญเปล่า” อย่างที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ ผมจะค่อยๆ หยิบยกที่ละอย่างมาบอกกล่าวตามภาษาชาวบ้าน และไม่ทิ้งหลักวิชา เพื่อการสืบค้นสำหรับท่านที่สนใจ ค้นคว้าขอมูลเพื่อความยิ่งๆ ขึ้นไป...

แต่.. ก่อนที่เราจะเดินตามแนวทางของ PBL ก็ควรที่จะมารู้จักกับ คุณลักษณะสำคัญ 7 ประการของ PBL ดังนี้...

1. “21 Century Skill”

คือต้องรู้จัก "ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21" ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากการหลั่งไหลของสรรพวิทยาการ และข่าวสารข้อมูลทาง “อินเตอร์เน็ต” ที่ทุกคนสามารถศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง (นี่แหละครับคือที่มาของ Flipped Classroom) และ การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เรียกว่า “นวัตกรรม 3R และ 4C” ดังนี้

  • 3R ได้แก่ Reading การอ่าน, Writing การเขียน, และ Arithmetic คณิตศาสตร์
  • 4C ได้แก่ Critical Thinking การคิดวิเคราะห์, Communication การสื่อสาร, Collaboration ความร่วมมือ, และ Creatively ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งทักษะชีวิตและอาชีพ สารสนเทศสื่อและเทคโนโลยีฯ ซึ่งคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เอามาทำเป็น “สาระการเรียนรู้” ได้ 6 กลุ่มวิชาดังนี้
  1. ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture)
  2. กลุ่มสาระเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์)
  3. การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life)
  4. ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication)
  5. สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity)
  6. อาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World)

ผมได้เคยกล่าวถึงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไว้ในที่หลายแห่ง และในที่นี้ก็ได้นำมากล่าวซ้ำอีก ซึ่งอาจก่อความรำคาญสำหรับบางท่านไปบ้าง ก็ต้องขออภัย เพราะผมอยากเน้นถึงที่มาที่ไปจริงๆ เพราะ “การรู้ถึงกำพืด” ของสิ่งต่างๆ นั้น สามารถทำให้เราเห็นสิ่งนั้นๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อันเป็นคุณประโยชน์ต่อตัวเราเองไม่มากก็น้อย...

p21 rainbow id254 2

2. “Need to Know”

“Need to Know” นี้หมายความว่า สิ่งที่จำนำมาให้เรียนนั้นต้องเป็น “สิ่งที่ทุกคนอยากจะรู้ร่วมกัน” ทั้ง ครู นักเรียน และสังคมภายนอก (ผมคิดว่า ข้อนี้กำลังเป็นปัญหาสำหรับคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตร.. ที่ยังไม่สามารถเผยออกมาทั้งตัวหลักสูตร และรายวิชา แต่ปัญหาจะหมดไป หากเปิดใจกว้าง รับฟังความเห็นจากภายนอก) สำหรับคุณครู ผมขอแนะนำ “วิชาครู” เพื่อให้ผ่านข้อนี้ไปได้ ก็ด้วยหลักจิตวิทยา ตระกูล Behaviorism ครับ คุณครูต้องระดมพวกแรงจูงใจ Incentive, ตัวกระตุ้น Motivation, สิ่งเร้า Stimulus, การให้กำลังใจ Encouragement, และรางวัล reward, มาใช้อย่าง “มือชั้นครู” เพื่อ “โน้มน้าว” เข้าสู่บทเรียนให้ได้ แต่ต้อง “เห็นร่วมกัน Agreed” เพื่อไม่ให้หนีจากประเด็นของหลักการ Need to Know มากนัก.. เพราะมือชั้นครู.. ”อย่าให้เด็กจูงครู แต่ครูต้องจูงเด็ก ในเรื่องที่ทุกคน Need to Know”........

3. “Student’s Voice and Choice”

p21 rainbow id254 5ข้อนี้สิเป็นเรื่องสำคัญที่ครูเก่าๆ ของเรา มักจะถูกโจมตีว่าเป็น “คนกรอกความรู้เข้าไปในหัวสมองเล็กๆ ของเด็ก จนมันล้น รับอะไรไม่ได้อีก.. จบออกไปแบบโง่ๆ ไร้คุณภาพ..." มาถึงยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว... “Student’s Voice and Choice หรือ การรับฟังความคิดของผู้เรียน ให้เขาเลือกในสิ่งที่เขาต้องการนี้ คุณครูต้องจัดให้อย่างเต็มที่ เพราะมันเป็นการสอน และ “ฝึกฝน” ให้กล้าแสดงออกและยอมรับฟังคนอื่นด้วยเหตุผล มันเป็นการเสริมกำลังใจและให้เกียรติแก่กัน

นักเรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาต้องการรู้.. ครู เป็นผู้คอยชี้แนะ “แบบตะล่อมๆ” ให้ตรงทิศทาง.. เปรียบเหมือนว่าให้คนได้กินอาหารขณะที่กำลังหิว เขาจะกินได้มากและมีความสุข หรือจะทำห้องเรียนเป็นเหมือน “สภาเล็กๆ โดยมีคุณครูเป็นประธานสภา” ช่วยกันเลือก “หัวข้อที่จะทำเป็นโครงการ หรือปัญหา” เพื่อให้พวกเขาได้ไป Inquiry… เอา “ความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ” ได้อย่างเต็มที่ การพูดโน้มน้าวและโหวตเสียงเหมือนสภาเล็กนี้ก็ดีเหมือนกันนะครับ เป็นการฝึกนักการเมืองน้ำดีไปในตัว เพื่อเมืองไทยจะได้ก้าวหน้าเหมือนประเทศอื่นเขาบ้าง

4. "Driving Question or Challenge"

ใช้คำถามเป็นตัวขับเคลื่อนท้าทาย หรือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการ “แสวงหาความรู้” วิธีการเรียนของ PBL นี้ผู้เรียนใช้กระบวนการแบบ “สืบสวนสอบสวน Inquiry method” เป็นวิธีการหาความรู้โดยการสืบสาวราวเรื่อง สอบถาม ซักไล่เรียง ทั้งจากสถานที่ วัตถุ บุคคล หนังสือ หลักฐาน และโลกไซเบอร์ การสื่อสารทางไกล อินเตอร์เน็ต เพื่อตอบคำถามที่ซับซ้อน ตอบปัญหา หรือหาคำตอบต่อสิ่งท้าทายต่างๆ

ดังนั้นการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ จากการแสวงหาคำตอบ “ต่อปัญหา หรือคำถามที่ได้ร่วมมือกันเลือกสรรอย่างรอบคอบมาแล้ว จากทั้ง ครู และนักเรียนแต่ละกลุ่มการเรียนรู้ช่วยกันเลือก ส่วนคำถามที่ใช้เป็นตัวขับเคลื่อนหรือกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องแสวงหาความรู้นั้น “เป็นคำถามประเภทปลายเปิด Open-end Question” คือสามารถที่จะมีคำตอบที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแต่สนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน

ตัวอย่างเช่น “มีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้โรงเรียนของเราน่าอยู่..?.” ซึ่งเราอาจแนะให้ไปหาความรู้จาก อินเตอร์เนต หรือสอบถามผู้รู้และมีประสบการณ์ ซึ่งแสดงหลักฐาน การหาความรู้นั้นได้ จาก “ใบงาน” หรือระบบ RC คือการควบคุมเส้นทางการเรียนรู้ต่างๆ ที่เรียกว่า Learning Route Control นั่นเอง..

5. "Inquiry and Innovation"

p21 rainbow id254 7Inquiry and Innovation หมายความว่า “ผู้เรียน” ต้องแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสืบสาวราวเรื่อง การสอบถามจากแหล่งวิชาต่างๆ การค้นคว้า ค้นหา สืบหา ทดสอบ ทบทวนหาข้อเท็จจริงด้วยวิธีการต่างๆ จากอุปกรณ์การสื่อสาร เทคโนโลยีไร้พรมแดนต่าง จากคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต ไอที ฯลฯ นี้รวมเรียกว่า Inquiry และโดยวิธีนี้ คุณครูอาจต้องให้ความรู้พื้นฐานพอที่จะ “นำทาง Lead” ไปต่อยอดแสวงหาความรู้และความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ จนสามารถ ”สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ construct something new” ขึ้นมาในตัวของผู้เรียน

เป็นต้นว่า ความคิด Idea การตีความหมาย Interpretation และ”นำเสนอ Presentation สิ่งใหม่ๆ ที่พวกเขาได่เรียนรู้มา ซึ่งเรียกว่า นวัตกรรม หรือ Innovation นั่นเอง สำหรับเรื่อง Inquiry Method นี้ อยากจะขอทบทวนกับคุณครูสักเล็กน้อย ดังนี้

ขั้นตอน “การสอนและการเรียน” แบบ Inquiry อย่างย่อๆ มีดังนี้...

ขั้นที่ 1. การร่วมมือกันตั้ง ปัญหา หรือ โครงการ Problem or Project ที่อยู่ในความสนใจและทุกคน “มีความเห็นชอบร่วมกัน” ปัญหานี้อาจได้มาจาก บทเรียน เหตุการณ์ของสังคม ปัญหาของประชาชน เรื่องของศีลธรรมและคุณธรรม..ฯลฯ.. ตรงกับ คุณลักษณะข้อ 2. ของ PBL

ขั้นที่ 2.ทุกคนร่วมกันคิดหาคำตอบที่หลากหลาย เรียกว่า “ตั้งสมมุติฐาน” ว่า เรื่องนั้นๆ จะมี “คำตอบอย่างไรได้บ้าง" แต่คำตอบที่ให้นี้ต้อง “มีเหตุผลน่าเชื่อถือ” และเป็นที่ยอมรับ เรียกว่า “ขั้นตั้งสมมุติฐาน”

ขั้นที่ 3. ร่วมกันวางแผน “พิสูจน์คำตอบ” ที่ได้จาก ข้อ 2. ว่าจะสามารถหาความจริง หรือ คำตอบแต่ละข้อ ได้จากที่ใดบ้าง อาจเป็น บุคคลที่น่าเชื่อถือ แหล่งประกอบการ ที่เกิดเหตุ พยานแวดล้อม หนังสือตำรา คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต Ipad... หรือเครื่องมือสื่อสารไร้พรมแดนทั้งหลาย....

ขั้นที่ 4.ดำเนินการ “ตามแผนที่วางไว้” ในขั้นตอนนี้เองที่เป็นการ “แสวงหาความรู้อย่างแท้จริง” เป็นการ ”ฝึกฝน” วิธีการที่จะเข้าไปหาความรู้.. เรียกว่า “Learn….How to Learn หรือ เรียนรู้วิธีเรียน” นี้เป็นจุดประสงค์สำคัญของการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 เช่นเดียวกัน.....

ขั้นที่ 5. สรุปผลที่ได้จากการแสวงหาคำตอบ ซึ่งคำตอบนี้จะตรงตามสมมุติฐาน หรือ ไม่ตรงตามสมมุติฐานก็ได้ แต่สุดท้ายผู้เรียนก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า “ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร” นี่เองที่ต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ หรือ Critical Thinking และเตรียมการเพื่อนำเสนอ Presentation ต่อไป

ขั้นที่ 6.การนำเสนอ Presentation รอผลการ Feedback เพื่อการปรับปรุงแก้ไข Revision ต่อไป

p21 rainbow id254 4

6. "Publicly Presented Product"

เมื่อทุกคนได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ตามแบบของ PBL แล้ว ทุกคนต้องแสดงออกซึ่ง “ผลแห่งการเรียนรู้” นั้นๆ ออกมาเป็นที่ประจักษ์ต่อผู้อื่น เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่า พวกเขาได้ผ่านการเรียนรู้นั้นๆ มาจริง อาจเป็นการแสดงผลงาน สิ่งประดิษฐ์ หรือการอภิปราย เราเรียกการนำเสนอนี้ว่า Presented Product

7. "Feedback and Revision"

การรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นเป็นสิ่งดีมาก ผู้แสวงหาความก้าวหน้าแก่ตนเอง ย่อมเห็นคุณค่า และ ”สำนึกในพระคุณ” ของข้อ “วิจารณ์ หรือ Criticism หรือ Feedback” ที่ผู้อื่นและสังคมภายนอกวิจารณ์ตน ให้เรานำข้อ “วิจารณ์หรือติเตียนหรือ Feedback” นี้ไป ”ปรับปรุงแก้ไข หรือ Revision” ให้มีคุณภาพและสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปได้อย่างดี และตรงทางที่สุด นี้เป็นจุดมุ่งหมายอันสำคัญข้อหนึ่งของการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ผู้เรียนทั้งหลายจะต้องผ่านกระบวรการนี้

จริงอยู่ในสังคมหนึ่งๆ อาจมีจุดประสงค์ในการวิจารณ์ทั้ง “ด้านบวกและด้านลบ” แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเอาแต่สิ่งดีๆ มาสานต่อ และไม่สนอบตบต่อสิ่งเลวที่ไร้ค่า อย่างนี้เรียกว่า เรามีความรู้เรื่อง “การคิดวิเคราะห์ หรือ Critical Thinking” อย่างดีมาแล้วนั่นเอง...

เท่าที่ได้กล่าวถึง คุณลักษณะทั้ง 7 ประการของ PBL นี้ คงเห็นได้แล้วว่า PBL คือ การเรียนโดยให้นักเรียน “มีประสบการณ์..โดยวิธีผ่านกระบวนการ Inquiry หรือ สืบเสาะสืบสวน ค้นหาความรู้” เพื่อสนองตอบ “คำถาม หรือ ปัญหา หรือ ความท้าทาย” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน “มีสิทธิ์มีเสียง” ในการเลือกสิ่งที่จะเรียนได้.. ”ตามสมควร some degree” และถ้าเป็น “โครงการ หรือ ปัญหา ที่สำคัญ rigorous projects or problems” ต้องมีการวางแผนและมีการจัดการอย่างรอบคอบทุกๆ ด้าน และมีการ “ประเมินผล Assessed” และ “วิจัยชั้นเรียน Classroom Action Research” เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ “เนื้อหาวิชาการที่เป็นทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21" เป็นต้นว่า การทำงานร่วมกัน Collaboration, การสื่อสาร communication, การคิดวิเคราะห์ Critical Thinking..ฯ.เป็นต้น.. ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างคุณภาพการเรียนรู้ที่สูงขึ้นอย่างแท้จริง จนสามารถแสดง หรือ Presentation ต่อสาธารณชนได้..นั่นเอง...

p21 rainbow id254 6

“ก่อนออกแบบการสอน และ ออกแบบการเรียน" คุณครูอาจกำลังมองหาคำตอบบางข้อ ดังต่อไปนี้

p21 rainbow id254 9ข้อเสนอแนะสำหรับคุณครูที่ใช้ PBL ในการเรียนการสอน แม้เราจะเรียกว่านี่คือ “นวัตกรรมแห่งศตวรรษที่ 21” แต่ผมขอเรียนว่า มันไม่ใช่ของใหม่ทั้งหมด แต่เป็น “ของเก่า” ที่ได้รับการต่อยอดมาจาก การสอนแบบโบราณ Traditional Teaching, หลักการศึกษาแบบ Behaviorism, แบบ Cognitivism, และแบบ Constructivism ดังนั้นจึงเป็นของง่ายที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้เป็นไปตามปรัชญาการศึกษาของศตวรรษที่ 21 ซึ่งขอแนะแนวทางเป็นข้อๆ ดังนี้

  1. “กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” เป็นหลักในการวิเคราะห์ เพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนการสอน การปรับปรุง และการพัฒนาเพื่อยกระดับการศึกษาทุกขั้นตอน.....
  2. ครูบอกแต่น้อย ให้นักเรียน เรียนรู้ให้มาก หรือ Teach less. Learn more. นั้นคือ ครูสอนสิ่งที่จำเป็นในการแสวงหาความรู้ ตามวิธีการของ การสืบค้น เสาะแสวงหาความรู้ จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพียงเท่าที่จำเป็น แล้วให้นักเรียนไปหาความรู้เอาเอง ตามวิธี Inquiry Method ดังที่ได้ชี้แจงไว้แล้ว...
  3. การออกแบบการสอน และออกแบบการเรียน Teaching and Learning design เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนการสอนแบบ PBL อย่างมาก จะทำให้เกิดความพร้อมที่สมบูรณ์ขึ้น ได้รู้ร่วมกันว่าขั้นตอนไหน ใครทำอะไร ทั้งครูและนักเรียน
  4. เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน Facilitate ครูควรให้ความรู้พื้นฐานสำหรับไปต่อยอดในการแสวงหาความรู้ Inquiry ต่อไป
  5. ความรู้จะเกิดขึ้นในตัวนักเรียนได้นั้น ต้องเรียนโดยการกระทำของตัวนักเรียนเอง Learning by Doing เนื่องจาก อายตนะ ทั้ง 6 อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดผัสสะ คือได้สัมผัสกับแหล่งเรียนรู้ และเก็บไว้ในหน่วยความจำ ที่เรียกในทางพระพุทธศาสนาว่า “สัญญา” ซึ่งจะเป็นความจำได้หมายรู้ที่มีประสิทธิภาพ กว่าการฟังคำบรรยาย หรือสอนโดยการบอกเล่า....
  6. อาศัยการทำงานร่วมกันของ ครู นักเรียน เพื่อนๆ และแหล่งความรู้ เรียกว่า Collaborative ทำให้เกิดบุคลิกภาพอันพึงประสงค์ ได้ความรู้ที่แหลมคม กล้าแสดงออกและรับฟังผู้อื่น....
  7. อาศัยโลกแห่งความเป็นจริง Real World หนังสือ, การสื่อสารทางไกล Communication, โลกาภิวัฒน์ Globalization คอมพิวเตอร์ Tablet, และเครื่องมือสื่อสารแห่งยุคสมัยเป็นอุปกรณ์สำหรับการแสวงหาความรู้
  8. ใช้คำถามแบบปลายเปิด Open-ended เป็นตัวขับเคลื่อนการแสวงหาความรู้เพื่อตอบคำถามและความท้าทายต่างๆ เน้นให้ผู้เรียนทำงานและศึกษาเชิงลึกในประเด็นสำคัญๆ ในการอภิปราย ตอบคำถาม หรือชี้แจงแถลงไขปัญหาต่างๆที่อาจมีได้
  9. ปลุกเร้าใจนักเรียนให้ “อยากรู้ Need to Know” ในเนื้อหา และทักษะที่จำเป็น Essential Content and Skill ตามปกติการสอนโดยทั่วๆ ไป ครูควรต้องให้ความรู้พื้นฐานและ “แนวคิด Concept” แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนนั้น สามารถนำไป “ต่อยอดหรือประยุกต์ใช้” ในการแสวงหาความรู้ หรือ Inquiry โปรดทำความเข้าใจให้ดีว่า ทั้งครูและนักเรียนร่วมกันตั้ง “จุดหมาย หรือ วัตถุประสงค์ หรือความปรารถนา หรือ เป้าหมาย” ที่จะต้องแสวงหาความรู้ เพื่อที่จะนำเสนอ Presentation“ผลงาน ความคิด ผลิตภัณฑ์ ความรู้ และทักษะ”ที่ได้ไปแสวงหามา ...PBL ต้องการความรู้ใหม่ๆ... “ของใหม่ หรือ นวัตกรรม หรือ Innovation” นี้คือเหตุผลที่ต้องแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ และแนวคิด หรือ Concept โดยวิธี Inquiry Method และเหตุผลที่จะต้อง “ออกแบบการสอน Teaching design และออกแบบการเรียน Learning design..” ให้รัดกุมเพื่อให้ได้สิ่งใหม่ หรือ Innovation นั่นเอง...
  10. โปรดทำความเข้าใจว่า เราจะใช้ Inquiry Method ก็ต่อเมื่อ “ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ Create something “New” ไม่ใช่การเรียนการสอนทั้งหมด จะต้องเป็น Iquiry ทั้งหมด แต่ถ้าต้องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ความคิด ความหมาย แนวทางใหม่ๆ ก็ต้องใช้ Inquiry เพื่อให้สามารถ “แสดง display” ในความรู้ที่ผู้เรียนได้แสวงหามา.....
  11. ต้องการ ความคิดวิเคราะห์ Critical Thinking, การแก้ปัญหา Problem solving, การทำงานร่วมกัน Collaboration, การสื่อสารทุกรูปแบบ Various form of Communication, ผู้เรียนมีความต้องการ “การเรียนรู้มากกว่าความจำ Remember information” ผู้เรียนต้องการที่จะใช้ทักษะความคิดชั้นสูง Use higher-order thinking skill ในการสร้างองค์ความรู้ ผู้เรียนต้องเรียนรู้เป็นทีมและพยายาม “สร้างกลุ่มการเรียนรู้” พวกเขาจะต้องรับฟังผู้อื่นเพื่อช่วย “ขัดเกลา” ความคิด Ideas ของผู้เรียนให้แหลมคมยิ่งขึ้น เมื่อต้องพูด เขียน และแสดงออกในสถานการณ์ต่างๆ สามารถอ่านและเรียนรู้เรื่องราวที่หลากหลาย สามารถนำเสนอ Presentation อย่างมีประสิทธิภาพ นี้เป็นทักษะ ความสามารถ ลักษณะนิสัย และจิตใจ เรียกว่า “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21”......
  12. การรับฟังความคิด คำขอร้อง และทางเลือก ของผู้เรียนตามความเหมาะสมนั้น จะทำให้ผู้เรียน “ทำงานได้อย่างอิสระ..สบายใจและรับผิดชอบ” สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้เรียน “มีความเอาใจใส่ในการเรียน” มากยิ่งขึ้น
  13. การ “รวบรวมคำติชม ข้อคิดเห็นต่างๆ" เพื่อการแก้ไขและปรับปรุงนั้น จะทำให้ มีการปรับปรุง “งาน” ของผู้เรียน มีคุณภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการเรียนรู้ ก็คือ “การทำงานของชีวิต” นั่นเอง....
  14. ผลงานที่ได้จากการแสดงต่อสาธารณะ หรือ Presentation “ในสิ่งที่ได้เรียนรู้ ได้บ่งบอกถึงงานที่ผู้เรียนได้ทำ และต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อการตรวจสอบ และน้อมรับคำติชม..” อย่างจริงใจ เพื่อจะได้รู้ข้อดีที่ต้องรักษาไว้ และรู้ข้อเสียเพื่อการปรับปรุงให้ถูกต้องดียิ่งขึ้น....

และนี้คือบทสรุปของ PBL ที่ผมนำเสนอมาทั้งหมด  ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาให้ความสนใจ และติดตามครับ....

p21 rainbow id254 8

จบบทนี้แล้ว “เชิญครูไทยใจเกินร้อย” ออก Start..ยกระดับการศึกษาของชาติ... “ประชาชนจะไปรอมอบรางวัลแก่คุณครูที่เส้นชัย”....

2019 Copyright @KruMontree.com : เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม Rights Reserved.
Owner : Montree Kotkanta, e-M@il : webmaster at krumontree.com, Mobile phone : 08-1878-3521, 08-3462-4996