foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
18 พฤษภาคม เปิดเทอม Virtual Online ตามบัญชาของ รมต.ศธ. ท่ามกลางเสียงกู่ร้องระงมไปทั่วประเทศถึงความไม่พร้อม ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะชนบทห่างไกลอย่าง ด.ช.เก๋า ดงกล้วย นะ แม้แต่ในเขตเทศบาลเมือง หรือพระนครหลวงก็ยังมีเด็กที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีอินเทิร์เน็ต สมาร์ทโฟน ทีวีดิจิทัล กันอีกมาก ไม่เพียงแต่นักเรียน คุณครูเองก็ย่ำแย่ตั้งแต่การเตรียมการสอน ทำแบบฝึก ใบงาน สื่อสารพัดอย่าง การเยี่ยมบ้านเตรียมความพร้อมนักเรียน เอิ่ม! มันไม่ง่ายเหมือนนั่งสั่งในห้องแอร์นะครับท่าน...

KruMontree.com

เว็บไซต์เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม

Ads by KruMontree

adv 300x250

krumontree talk(ต่ออีกตอน)

children day 01วันนี้วันเด็กแห่งชาติ "ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต" ไม่ได้ออกไปไหนเพราะไม่มีลูกหลานตัวเล็กๆ มาอ้อนให้ไปร่วมงานวันเด็ก วันนี้ก็จะเป็นวันรถติดแห่งชาติอีกวัน เพราะถนนทุกสายต่างก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานวันเด็กกัน ก็เลยขอบ่นต่อจากครั้งที่แล้วอีกสักนิด ก็แล้วกัน เป็นการย้อนเอาบทความเมื่อสิบปีก่อนมาเขียนใหม่อีกครั้ง เพิ่มเติมบริบทปัจจุบันเข้าไปหน่อย เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่ผมบ่นๆ ไปนั้นมันยังคงอยู่ การพัฒนาการศึกษาที่ไม่มองในภาพกว้าง นักการเมืองที่มาเป็นเจ้ากระทรวงแต่ละคน ก็คิดแต่นโยบายหาเสียงเฉพาะหน้า (แฝงด้วยการคอรัปชั่นทางนโยบายกอบโกยกันไป) ข้าราชการ/นักวิชาการสอพลอจำนวนหนึ่ง ก็โดดงับสนองอย่างทันท่วงที ได้ดิบได้ดีบนหอคอยงาช้าง ความล้มเหลวจากโครงการต่างๆ โยนขี้ให้ครูรับกรรมไป โดยเฉพาะครูบ้านนอกไกลปืนเที่ยงเป็นจำเลยที่หนึ่งกันทีเดียว

คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รวบรวม และกลั่นกรองข้อมูล จนได้ประเด็นในการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใน 4 ประเด็น ดังนี้

  1. การปฏิรูปการเรียนรู้
  2. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
  3. การเพิ่ม-กระจายโอกาสและคุณภาพอย่างทั่วถึง
  4. การปฏิรูประบบการบริหารจัดการ

คุ้นๆ ไหม เหล้าเก่าในขวดใหม่ดีกรีเจือจาง นานมากตั้งแต่ประกาศปฏิรูปการศึกษามาโน่นแหละ ก็มันมีประเด็นอยู่แค่นี้จะไปเพิ่มอีกให้หลายหัวข้อก็สรุปลงที่ 4 หัวข้อนี้แหละ อยากรู้แค่ว่า ท่านจะสั่งให้ครู "กลับหลังหัน หน้าเดิน!" อย่างไรมากกว่า

อ้าว! ทำไมสั่งกลับหลังหันล่ะ? คงมีบางคนแหละที่อยากจะถามผม คำตอบ เราเดินหน้าแบบตาบอดคลำช้างมานานแล้วจนมาถึงขอบเหว ถ้าไม่กลับหลังหันตกเหวตายแน่ครับ กลับหลังหันไปที่จุดตั้งต้น วิเคราะห์ หาสาเหตุแห่งปัญหาที่เราผิดพลาด ระดมสมองเพื่อการแก้ไขปัญหานั้น ดีกว่าจะกอดคอกันเดินลงเหวไงครับ

 

การปฏิรูปการเรียนรู้

คงจะจำกันได้นะครับกับการเขียนปรัชญาการศึกษาในหลักสูตร กำหนดการสอน แผนการสอน ที่บอกว่า "เพื่อให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้" ผ่านมาแล้วกี่ปี นักเรียนจบไปแล้วกี่รุ่น มีสักกี่คนที่มีผลสัมฤทธิ์ตามที่เรากำหนด เราจะมีโอกาสทำได้ไหม?

children day 02

เด็กจะคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ ไม่สามารถสร้างได้ด้วยกลวิธีการสอนในโรงเรียน ต้องเริ่มจากครอบครัวและการเลี้ยงดู วิธีการอบรมสั่งสอนจากที่บ้านจะต้องประสานในทางเดียวกันกับในโรงเรียน จึงจะสามารถทำให้เด็กมีวิธีการเรียงลำดับความคิด กล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในสิ่งที่เขาคิดและนำเสนอออกมา

ลองหลับตานึกดูซิครับ ถ้าในครอบครัวหนึ่งเลี้ยงลูกด้วยการ แผดเสียงตวาด ดุดัน บังคับ ไม่มีการยอมรับฟังความคิด สิ่งที่เด็กได้รับคืออะไร? ในระหว่างรับประทานอาหารถ้าลูกมีคำถามเอ่ยขึ้น แล้วพ่อแม่ไม่ตอบแต่ดุด่าว่าถามไม่เข้าเรื่อง ไม่ใช่เรื่องของเด็ก เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร? เรามักจะคิดว่าผู้ใหญ่ถูกต้องเสมอ เรื่องนั้นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องนั้นเด็กไม่ต้องยุ่ง สังคมแบบนี้แหละที่มีและเป็นอยู่จำนวนมาก วิธีการเลี้ยงดูลูกหลานที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงความเห็นหรือหยุดยั้งได้แม้กระทั่งการคิด

เราจึงได้เห็นการนั่งนิ่งไม่กล้าแม้สบตาครูเมื่ออยู่ในห้องเรียน จะถาม จะกระตุ้นต่อมใดๆ ก็ไร้ความหมาย จนกระทั่งทฤษฎีและแนวคิดสวยหรูที่อุตส่าห์นำมาจากนักวิชาการเมืองนอกเมืองนา สิ้นกระบวนท่าไร้ความหมาย เป็นได้เพียงถ้อยคำสวยหรูที่เขียนไว้ปรากฏในหลักสูตร และแผนการสอนที่ใช้สอนไม่ได้จริงๆ เท่านั้นเอง (เขียนยังไงก็ใช้ได้ไม่ถึงครึ่ง)

children day 03

จากประสบการณ์ในการสอนมาหลายปี ผมได้พบว่า มีเด็กอยู่กลุ่มหนึ่งที่สามารถทำได้ในเรื่องนี้และทำได้ค่อนข้างดี จนผมอดประหลาดใจไม่ได้ เด็กกลุ่มที่ว่านี้คือ เด็กนักเรียนที่ผมสอนเมื่อสองสามปีก่อน เป็นเด็กในโครงการพิเศษ โรงเรียนสองภาษา ในตอนแรกๆ ก็แปลกใจที่นักเรียนกลุ่มนี้เวลาเรียนด้วยกระบวนการกลุ่มเขาจะกระตือรือล้น รู้จักแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน แสดงความคิดเห็นออกมาจากประสบการณ์ของตนที่พบเห็นมาก่อน ในขณะที่อีกกลุ่มที่เป็นนักเรียนปกติกลับทำไม่ได้ ครูต้องคอยกำกับตลอดเวลา เรียกว่าต้องให้กำลังใจทุกนาทีกว่าจะเคี่ยวเข็ญจนได้คำตอบของกลุ่ม (โดยอิทธิพลการตะล่อมของครู)

ผมลองค้นหาคำตอบของประเด็นปัญหานี้จึงพบว่า นักเรียนในโครงการพิเศษส่วนใหญ่ จะมาจากครอบครัวที่มองเห็นความสำคัญของการศึกษาสำหรับลูกหลานมาก และมาจากครอบครัวของผู้ปกครองที่มีการศึกษาค่อนข้างดีหรือมีโอกาสมากกว่า เช่น ครอบครัวข้าราชการ พ่อค้า คหบดีที่มีบุคคลในครอบครัวมีการศึกษาที่ดีอยู่ด้วย การเลี้ยงดูจึงให้ความสำคัญกับเด็กมาก ไม่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น หรือได้รับการชี้แนะในสิ่งที่ถูกที่ควรแทนการดุด่าว่ากล่าว

ส่วนนักเรียนปกติทั่วๆ ไปที่มาเรียนในโรงเรียนนั้นจะมีที่มาสารพัดตั้งแต่ครอบครัวแม่ค้าในตลาด กรรมกรผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งข้าราชการ พ่อค้า คหบดี เรียกว่าแบบรวมมิตรก็แล้วกัน การเลี้ยงดูจึงมีทั้งที่ปิดกั้นความคิด และส่งเสริมให้คิดบ้าง แต่พอมาอยู่รวมกันอิทธิพลด้านปิดกั้นมีสูงกว่า การแสดงออกก็ลดน้อยถอยลง ยิ่งไปเจอกับคุณครูประเภท เอ้อ... จะบอกไงดี เอาเป็นว่า ประเภทหน้าตาขึงขัง (ทะเลาะกับสามี/ภรรยาเก็บกดมาจากบ้านแล้วสามชาติ) น้ำเสียงโกญจนาทดั่งพยัคฆา ตวาดก้อง "เธออย่ามาทำอวดรู้ ครูอาบน้ำร้อนมาก่อนเธอ" นี่แหละปัญหาซ้ำซ้อนที่กดดันการคิดเป็น ทำเป็นของเด็กๆ

child center 04

แนวทางการแก้ปัญหานี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดนะครับ เพราะปัจจัยตัวแปรหลักคือพื้นฐานของครอบครัว ที่อบรมบ่มนิสัยมาก่อนหน้าที่จะเข้าสู่ระบบโรงเรียนเป็นมาอย่างไร ได้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น มีประชาธิปไตยในครัวเรือนมากน้อยเพียงใด หรือได้ปิดกั้นสร้างปมในใจของพวกเขาจนไม่กล้าที่จะแสดงออกอะไรได้อีก

 

ยิ่งสภาพสังคมและเศรษฐกิจในภาวะปัจจุบันอยู่ในภาวะบีบรัดมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ผู้ปกครองต้องสาละวนกับการทำมาหากิน จนขาดเวลาที่จะอบรมสั่งสอนบุตรหลาน ขณะที่ตัวบุตรหลานเองก็เจริญวัยมากับสื่อและสิ่งยั่วยุรอบข้าง ที่ขาดการกรองหรืออยู่ในสายตา ขาดการชี้แนะจากผู้ใหญ่ ความไม่เข้าใจกัน การขาดความสัมพันธ์ทางใจทำให้การปิดกั้น และไม่รับฟังความคิดเห็นของเด็กมีมากขึ้นตามไปด้วย จนนำไปสู่ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกรอบแนวคิดของการคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ ดังที่ยกมานั่นเอง

การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

peer korat 1

เรื่องนี้เราทำกันมาค่อนข้างมากครับเรียกว่า ครูไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และปิดเทอมกันทีเดียว เมื่อก่อนครูเราส่วนใหญ่ยังกลัวเทคโนโลยี ไม่กล้าเปิด ไม่กล้าสัมผัสเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกว่าเป็นโรคกลัวแป้นสัมผัสกันเลยทีเดียว ณ วันนี้ครูเราทันสมัยรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น (สังเกตจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น เพื่อนๆ ที่ไม่เคยเจอกันนานนับปีก็ได้เจอจากการเป็นเพื่อนทั้งใน Facebook, Line, Twitter แสดงว่า ครูทันสมัยขึ้นกว่าแต่ก่อน) แม้จะยังไม่ครบร้อยเปอร์เซนต์แต่ก็ใกล้เคียงละ

เพียงแต่การจัดอบรมนั้นจะต้องเลือกเอาหลักสูตรและวิธีการที่เหมาะสมมาใช้ อบรมให้ตรงกับความต้องการของครู อย่าเหมารวมคิดเอาเองจากส่วนกลาง ในการอบรมสัมมนาที่วิทยากรเล่าถึงประสบการณ์ และอ้างอิงทฤษฎีนั้น ผู้เข้ารับการอบรมอาจจะเข้าใจได้สัก 85% แต่มีทักษะเพิ่มขึ้นอย่างมากก็เพียง 15% ถ้าพูดถึงการนำไปใช้จริงในการจัดการเรียนการสอนยิ่งน้อยลงไปอีกเพียง 5-10%

peer korat 2

ถ้าเป็นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (อย่างการอบรมคอมพิวเตอร์) ความรู้ที่ได้อาจจะมากถึง 85% ทักษะในการปฏิบัติได้มากถึง 80% แต่การนำเอาไปใช้ในห้องเรียนอาจมีเพียง 10-15% เท่านั้น แต่ถ้าเป็นการใช้วิธีการเพื่อนแนะเพื่อน การทำงานเป็นทีมในรูปแบบของ Coach ความรู้และทักษะที่ได้จะมีมากถึง 90% และการนำความรู้ลงไปสู่ผู้เรียนจะมีมากขึ้นถึง 80-90% เลยทีเดียว

กระบวนการ Peer Coaching ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมืองไทย เรามักจะได้ยินคำว่า กัลยาณมิตรนิเทศ ซึ่งน่าจะมีความหมายและการดำเนินการที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ Peer Coaching จะเน้นที่การนำเอา ICT เข้าไปสู่การจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

peer surin 1

เน้นที่การปรึกษาหารือ สรุปประเด็นปัญหา การแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาและแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ไม่เน้นที่ปริมาณของผู้เข้าร่วมโครงการ แต่จะเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการนำเอา ICT ไปใช้จัดการเรียนการสอน หลายๆ ท่านเป็นห่วงว่าจะเป็นการนำเอาภาระงานพิเศษไปให้เพื่อนครูหรือไม่? คงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะนี่คือการนำสิ่งดีๆ ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเพื่อนต่อเพื่อนภายในโรงเรียนหรือองค์กรเดียวกัน

ผมอยากให้ศึกษานิเทศก์ร่วมกับบรรดาครูแกนนำ ครูดีเด่น ครูผู้นำในโครงการต่างๆ สำรวจ วิเคราะห์ความต้องการของครูในเขตพื้นที่ของตน แล้วจัดอบรมขึ้น ส่วนกลางควรสนับสนุนด้านงบประมาณตามสมควร ให้มีหลายหลักสูตรแล้วเปิดให้คุณครูสมัครเข้ารับการอบรมตามต้องการ ก็จะบรรลุผลได้ ไม่ใช่แห่แข่งขันเอาแต่ตัวเลขสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรออนไลน์ (แบบเชิงบังคับ)ของครูในเขตมาอ้างอิงกัน จะเรียนจะอบรมจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้

peer ubon1 2

การเพิ่ม-กระจายโอกาสและคุณภาพอย่างทั่วถึง

นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศเลยทีเดียว การจัดหาและจัดสรรงบประมาณให้กับสถานศึกษาในชุมชน ขณะนี้ที่เราได้ยินกันเต็มสองหูมาว่า มีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นจัดการศึกษากันเอง แต่ก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ คนในกระทรวงโบราณนั่นออกมาพูดอยู่เสมอว่า ห้ามการรับบริจาค ใครจะให้ก็ไม่รับ ถ้าขืนรับจะเอาให้ตายเข้าไปโน่นแนะ กรรมของเวรจริงๆ ลองถามย้อนกลับไปว่า เงินรายหัวที่น้อยนิด (ที่ส่วนกลางอุตส่าห์จัดหาให้) นั่นจะเอาไปบริหารการศึกษให้ก้าวหน้าทันสมัยได้อย่างไร? ในเมื่อชุมชนเขาพร้อมที่จะเสียสละเพื่อสถานศึกษาในท้องถิ่นของเขา กระจายอำนาจให้พวกเขาแล้ว (จริงหรือ?) กระทรวงศึกษาธิการ ควรคลายกฎระเบียบให้โรงเรียนสามารถระดมทุนได้โดยมีใบเสร็จและไม่เป็นการบังคับผู้ปกครอง พวกท่านที่อยู่ข้างบนลงมานอนขวางคลองอยู่ทำไมมิทราบ? ตอบผมได้ไหมเอ่ย?

เรื่องของภาษีการศึกษานี่ผมเคยบ่นไว้ครั้งหนึ่งแล้วว่า จะเป็นการจัดสรรทรัพยากรของท้องถิ่นให้กับคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ภาษีการศึกษาจะมีผลต่อการจัดการศึกษาของท้องถิ่นอย่างไร?

  1. ต้องมีการกำหนดเขตพื้นที่ให้แคบลง เช่น เขตหมู่บ้าน เขตเทศบาล หรือเขต อบต. เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้ทั่วถึงและเพียงพอ โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำของประชากรในพื้นที่ ทุกคนต้องชำระภาษีการศึกษาเป็นรายปี และมีสิทธิในการรับบริการทางการศึกษาฟรีในเขตของตน (ตามทะเบียนบ้านและความเป็นจริง)
  2. หากมีการสละสิทธิการศึกษาในพื้นที่ตน ย้ายข้ามเขตไปศึกษาที่อื่น จะต้องชำระภาษีการศึกษาของตน และต้องไปชำระภาษีการ ศึกษาในเขตอื่นที่ไปศึกษาอีก 2 เท่า เพื่อความเป็นธรรมต่อประชากรในเขตอื่นๆ ที่ถูกแย่งชิงที่นั่งและทรัพยากรที่จัดไว้เพื่อพวกเขาไป (ทุกวันนี้เราเห็นการแย่งชิงโอกาสนี้จากการย้ายทะเบียนบ้านเข้าไปในพื้นที่ เพื่อสิทธิ แต่ไม่เคยอยู่จริง เมื่อได้สิทธิแล้วก็ย้ายกลับ ขายสิทธิให้บุคคลอื่นต่อ เกิดธุรกิจอิงแอบการศึกษาให้เห็นอยู่ทั่วประเทศ นี่ยังไม่นับพวกที่อาศัยสิทธิบารมีของนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ บีบบังคับฝากเด็กทางอ้อมเข้าไปอีก)
  3. มีคณะกรรมการการศึกษาของท้องถิ่น ดำเนินการจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดให้กับสถานศึกษาในเขตพื้นที่ ควบคุมดูแลการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น โดยมีรัฐบาลกลางกำหนดกรอบนโยบายและอุดหนุนงบประมาณเพิ่มเติม

children day 04

การปฏิรูประบบการบริหารจัดการ 

เมื่อพวกเราคิดจะพัฒนาการศึกษาไทย แล้วใครควรเริ่มก่อน? คงจะต้องเริ่มจากระบบบริหารรัฐมาก่อน ความจริงเราก็เริ่มมาบางส่วนแล้วมีความพยายามไปลอกเลียนรูปแบบของประเทศที่ เขาประสบผลสำเร็จมาประยุกต์ใช้ แต่เรายังทำไม่หมด ไม่ครบถ้วน ลอกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ ครับ และที่เรายังไม่เอามาใช้ก็เป็นกลจักรสำคัญในการหมุนฟันเฟืองการศึกษาเสียด้วย

  • เราต้องการนักบริหารการศึกษามืออาชีพ ณ วันนี้เรามีนักบริหารการศึกษาที่ต้องการความมีเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลสักครั้งหนึ่งเท่านั้น ความเป็นมืออาชีพหมายความ ว่า หน้าที่ของเขาคือรับผิดชอบต่อการศึกษาที่เขาดำรงตำแหน่งอยู่ (ไม่ใช่คอยพินอบพิเทานักการเมือง หรือผู้มีอำนาจให้เขาได้ดำรงตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ) การเข้ามาสู่ตำแหน่งของเขาต้องเกิดจากการคัดเลือกของชุมชน (ตัวแทนที่เป็นคณะกรรมการสถานศึกษา) มีเงื่อนไขเวลาการอยู่ในตำแหน่ง มีแผนงานและวิสัยทัศน์ที่สามารถวัดและตรวจสอบได้ โดยมีค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถนั้น มีสิทธิที่จะเป็นได้ต่อไปหรือถูกเลิกจ้างหากไม่มีผลงาน
  • เราต้องการครูมืออาชีพ (ยังไม่ได้บอกว่าครูทุกวันนี้ไม่ใช่มืออาชีพนะครับ) ครูมืออาชีพ หมายถึง อาชีพที่มีองค์กรวิชาชีพรองรับ ตรวจสอบ วัด ประเมินและรับรองมาตรฐาน นั่นจะทำให้อาชีพนี้มีทั้งเกียรติยศและค่าที่ประเมินได้เพื่อแลกเปลี่ยนต่อ ค่าครองชีพของพวกเขา ไม่ได้ประเมินจากเอกสารใดๆ แต่ประเมินจากผลผลิตของพวกเขาเทียบวัดกับมาตรฐานที่ควรจะเป็น ชุมชนที่ต้องการให้มาตรฐานการศึกษาของชุมชนเขาดีย่อมแสวงหาครูมืออาชีพที่มี มาตรฐานสูงแม้ค่าจ้างจะแพงกว่าก็ตาม ผู้บริหารมืออาชีพที่ต้องการให้ผลงานของตนมีประสิทธิภาพก็ย่อมจะพัฒนากลจักร ในองค์กรให้มีมาตรฐานสูงตามไปด้วย

ถ้ามองจากฐานความคิดนี้จะเห็นได้ว่า ชุมชน ต้องชำระภาษีการศึกษา เลือก คณะกรรมการการศึกษา ที่มีวิสัยทัศน์และมองประโยชน์ทางการศึกษาที่จะมีผลต่อชุมชนของตน จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาโดยจ้าง ผู้บริหารการศึกษามืออาชีพ ที่มีวิสัยทัศน์และแนวนโยบายพัฒนาการศึกษาเพื่อท้องถิ่น เสนอให้ คณะกรรมการการศึกษา จัดหา ครูมืออาชีพ ที่มีการรับรองจาก องค์กรวิชาชีพครู มาทำหน้าที่ในการสั่งสอนบุตรหลาน

children day 05

ารปฏิรูปการศึกษาวันนี้ สำเร็จหรือล้มเหลว หรือเป็นเพียงการสลับสับย้ายตำแหน่ง และการบริหารงบประมาณ ด้วยโครงการอภิมหาเมกกะโปรเจกต์ที่อุดมสมบูรณ์ และล้มลุกคลุกคลานมาตลอดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ผลสะท้อนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่เฉพาะแค่ผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาเท่านั้นที่รู้สึกว่าล้มเหลว (แต่อย่าถามไปที่หอคอยงาช้างเชียวนะ รู้แล้วคำตอบว่าสำเร็จดียิ่ง ถ้าเทียบกับการใช้เงินงบประมาณได้หมดทุกบาททุกสตางค์) แม้แต่พ่อ-แม่ผู้ปกครองก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เราจะวัดความสำเร็จการปฏิรูปการศึกษาที่จุดไหนดีกัน?

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ลองทดสอบเด็กที่อยู่ใกล้เคียงท่านหน่อยเป็นไรว่า การอ่านออก-เขียนได้ด้านภาษาไทยของพวกเขาเป็นอย่างไร? ไม่ต้องถามภาษาอังกฤษหรอก ถ้าไม่ใช่โรงเรียนในเขตเมืองใหญ่ๆ บอกได้เลยว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมากๆ แค่ให้เขียนตัวอักษรพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็กก็ได้ไม่ครบแล้ว

เราวัดความสำเร็จของการบริหารงานกันที่ใด? นักเรียนพ้นรั้วโรงเรียนออกไปได้ 100% โดยไม่ตกซ้ำชั้น (ไม่สนใจจะอ่านออกเขียนได้ หรือมีความรู้เพียงใด ขึ้นอยู่กับปลายปากกา) รั้ว-ป้ายโรงเรียนขนาดใหญ่บดบังหญ้าที่รกอยู่ข้างใน (ทั้งหญ้าจริงๆ และหญ้าในหัวใจที่ยุ่งเหยิงกับการหาเงินมาบริหาร?) เคยได้ประชุมพูดคุยกับครูในโรงเรียนเพื่อวางแนวทางในการพัฒนามันสมองของชาติ อย่างจริงจังกันหรือไม่? จบช่วงชั้นที่ 1 เด็กเราจะต้องทำอะไรได้บ้าง จบช่วงชั้นที่ 2 และ 3 เด็กควรจะทำอะไรได้เป็นอย่างน้อยจึงจะจบออกไป

children day 06

ในส่วนของครูก็ต้องคุยกันอย่างเปิดใจว่า สาระวิชานี้ในช่วงชั้นไหนจะสอนอะไรถึงไหนจึงจะถือว่าผ่าน เพื่อส่งต่อไปยังช่วงชั้นต่อไป (อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่? มันไม่ได้ ช่วงชั้นต่อไปก็ต้องไปสอนกันเอาเอง เพราะถ้าทำอย่างนั้น ในช่วงชั้นอื่นๆ ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะสอนในบทบาทของตนเองเพราะต้องมาย้อนเรื่องเก่าๆ ที่ไม่ผ่านมาก่อนนี่แหละ) เราคงต้องสร้างความร่วมมือกันในทุกระดับ ในหลักสูตรก็ระบุว่า สามารถหาวิทยากรภายนอกในท้องถิ่นมาช่วยเหลือได้ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ทำกันอาจจะเป็นเพราะกลัวว่าคนข้างนอกจะรู้ว่าภายใน รั้วโรงเรียนเราเป็นอย่างไรล่ะหรือ? คิดใหม่กันดีกว่านะครับ ความรู้มีไว้แบ่งปันกันดีกว่า

ครูมนตรี
บันทึกไว้เมื่อวันเด็กแห่งชาติ 10 มกราคม 2558

 

2020 Copyright @KruMontree.com : เพื่อนครูไทยหัวใจดอทคอม Rights Reserved.
Owner : Montree Kotkanta, e-M@il : webmaster at krumontree.com, Mobile phone : 08-1878-3521, 08-3462-4996