
เมื่อก่อนตอนมีไฟอยู่ในวงการอาชีพครูก็จะมีบทความบ่นเรื่องนั้น เรื่องนี้ออกมา อาจจะเดือนละครั้ง-สองครั้ง ช่วงพีคๆ มีเรื่องราวมากมายอาจมากถึงอาทิตย์ละครั้ง แต่เพลานี้ไฟเริ่มมอดๆ แต่ก็กลัวเพื่อนๆ จะลืมเลยขอเป็นปีละครั้ง หรือปีละสองครั้งก็แล้วกันนะ คือบ่นทีไรมันก็วนมาที่เรื่องเดิมๆ ทุกที เหมือนแวดวงการศึกษาบ้านเรามันจะย่ำกับที่ไม่ไปไหนมาไหน รวมทั้งเรื่องที่จะบ่นในวันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขียนถึงมาหลายครั้งแล้ว
80% ของครู 9 แสนคน (ประมาณ 7.2 แสนคน) มีหนี้รวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ครูหลายคนเหลือเงินเดือนใช้ไม่ถึงห้าร้อยบาทต่อเดือน รัฐบาลจึงเปิด โครงการแก้หนี้ครูปี 2569 เปิดยื่นกู้ 5 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2569 วงเงินกู้สูงสุด 700,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ลดต้นลดดอก ผ่อนนาน 13 ปี เพื่อปิดหนี้เดิมที่มีดอกเบี้ยสูง"
ครูเกษียณ 100 ชีวิต รุดยื่นหนังสือ เดือดร้อนหนักเป็นหนี้ตอนแก่ ขอต้นสังกัดช่วยเหลือ
นี่ข่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์มติชน ได้เสนอข่าวว่า ตัวแทนข้าราชการบำนาญ กว่า 100 คน จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคคลากรทางการศึกษา เพื่อขอให้เร่งรัด และหาทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง เนื่องจากปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหนี้หมักหมม จนไม่สามารถหาทางออกได้ หลายคนต้องฆ่าตัวตาย กลายเป็นโรคซึมเศร้า ส่งผลให้คุณภาพชีวิตในวัยเกษียนอยู่อย่างไร้เป้าหมาย และไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นครู
ใครควรเป็นคนแก้ปัญหา

วันนี้ผ่านการเลือกตั้งแล้ว เรารู้คร่าวๆ แล้วว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่จะเป็นผู้กำหนดจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งนี้ผมไม่อยากได้คนที่พอมารับงานแล้วแถลงทันทีว่า "จะแก้หนี้ครู" เพราะที่ผ่านๆ มานั้น ยังไม่เคยทำได้สำเร็จ และคงไม่มีทางจะทำให้สำเร็จได้ เชื่อเหอะ! มีรัฐมนตรีที่พูดแบบนี้มาตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นหนุ่มรับราชการใหม่ๆ ยังไม่เคยกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ จนตอนนี้เกษียณมานับสิบปีก็ยังไม่เห็นมีใครแก้ปัญหาได้จริง ถ้ามันแก้ปัญหาได้คงไม่มีข่าวข้างบนนี้แน่นอน
พอข่าวนี้ปรากฏออกมาก็มีความเห็นจากหลายๆ ภาคส่วน รวมทั้งในวงการครูเรา ขอยกเอาความคิดเพื่อนครูที่สนิทกับผมคนหนึ่งคือ (อดีต)ครูวีระ สุดสังข์ ได้เขียนไว้ว่า
ผมรู้สึกอายนะ
เวลาสอนเด็ก ครูสอนให้เด็กมีนิสัยประหยัด มัธยัสถ์ อดออม รู้จักการประมาณตน(พอเพียง) รู้จักการวางแผนใช้จ่ายเงิน มีวินัยทางการเงิน แต่แล้วครูกลับกลายเป็นคนที่มีหนี้สินพะรุงพะรังจนถึงกับออกมาเรียกร้องขอความเห็นใจและความช่วยเหลือ นี่แหละที่ผมอับอายขายหน้าในศักดิ์ศรีของความเป็นครู
อาชีพไหนๆ ก็มีหนี้มีสินกันทั้งนั้น หนี้นั้น คือหนี้ที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง เราจะติดหนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เราต้องรับผิดชอบอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มีใคร ไม่มีหน่วยงานใด องค์กรใดยัดเยียดหนี้สินให้แก่เรา เราต่างหากที่ยัดเยียดหนี้สินแก่ตนเอง เราจะมาเรียกร้องโอดครวญ ฟูมฟายทำไมกันเล่า? ไม่คิดจะอายลูกศิษย์ ไม่คิดจะอายชาวบ้านบ้างหรืออย่างไร?
ไม่อยากจะพูดต่อแล้ว พูดแล้วมันจะยาว...

ครูวีระพูดถูกใจมากๆ คือมันไม่มีศักดิ์ศรี หนี้ก็ไม่มีใครบังคับให้ก่อให้กู้ เราสร้างเองทั้งนั้น เมื่อผูกเอง ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพราะให้รัฐมาแก้ก็โดยการรวบรวมหนี้ทั้งหลายที่คุณมีเยอะแยะตาแป๊ะไก๋ ที่ล้วนแต่ดอกเบี้ยตั้งแต่น้อยๆ (กู้จากธนาคาร/สหกรณ์ออมทรัพย์) ไปจนถึงนายทุนเงินกู้นอกระบบที่มีการเก็บดอกเบี้ยมหาโหด แรกๆ อาจจะมีเพียงรายเดียวก็พอจะชำระได้ แต่พอมีกิเลสมากขึ้นมองไปที่คนอื่นๆ เห็นเขามี มันดูเท่ ดูรวย เราก็อยากมีเหมือนเขาบ้าง ก็จำเป็นต้องไปกู้เพิ่มยอดมากขึ้น จนจำนวนยอดจ่ายดอกเบี้ยมันเกินรายได้(เงินเดือน)ที่มีไปไกล
เพื่อนรักผมอีกคน อดีตศึกษาธิการอำเภอ ผอ.โรงเรียนประถมศึกษา บอกว่า "สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมันกู้ง่ายเกินไป กู้สามัญ (เมื่อครบรอบสามารถกู้ใหม่ได้ ก็มายื่นขอกู้ใหม่เพิ่มยอดขึ้นอีก มีเหลือให้ได้รับนิดเดียว แต่หนี้พอกพูนขึ้นอีก) กู้ฉุกเฉิน (เป็นการกู้ตลอดชีพมากกว่า เมื่อครบกำหนดก็มาเขียนคำร้องขอกู้ต่อโดยไม่ได้รับเงิน) กู้เพื่อสร้างและต่อเติมบ้าน (กู้กันเป็นระยะๆ ถ้าสร้างจริง บ้านคงใหญ่กว่าศาลาการเปรียญของวัดในอำเภอใหญ่ หลวงพ่อวัดดัง) กู้เพื่อซื้อเครื่องใช้ในครัวเรือน (กู้กันไม่นับครั้ง ถ้าซื้อจริงคงมาตั้งร้านขายได้สบายๆ จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองสำหรับครู!) กู้เพื่อซื้อยานพาหนะและเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตร (ถ้าซื้อจริงในบ้านน่าจะไม่มีที่จอดรถเก๋ง รถปิคอัพ รถไถ รถเกี่ยวข้าว) ..." ความเห็นของผู้เขียนอย่างผมเอง ยังนึกเลยว่า "มึงเป็นครูไปกู้ซื้อรถเกี่ยวข้าวมาทำไมว่ะ จริงๆ ไม่ได้ซื้อสักอย่าง เอาเงินสดมาหมุนมากกว่า"
“หนี้ครู” ยอดพุ่ง 1.4 ล้านล้าน ทั้งเงินกู้ในระบบและเงินกู้นอกระบบ | เรื่องนี้ม้วนเดียวจบ PPTV HD 36
การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การยอมรับมันให้ได้ว่า "หนี้" เกิดจากการกระทำของตนเองด้วยความอยาก (ให้ได้ ให้มี เหมือนใครเขา) ของตนเอง ทั้งๆ ที่เป็น "ครู" ที่สอนให้เด็กนักเรียน ลูกศิษย์ของตนว่า จงเป็นคนขยัน ประหยัด มัธยัสถ์ อดออม พอเพียงตามพระราชดำริของพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ สร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพ มีเหลือก็ขายหรือแลกเปลี่ย/แจกจ่ายแก่เพื่อนบ้าน แล้ววันนี้! มาเรียกร้องให้คนอื่นมาช่วยแก้ปัญหาตนเองมันใช่หรือ? ชาวนา ชาวไร่ เกษตรกรอื่นๆ เขาก็มีหนี้สิน เขาก็พยายามช่วยเหลือตนเอง เอาพื้นดินทำกินมาค้ำประกันหนี้ แต่ครูใช้ตัวศักดิ์ศรี(บะเริ่ม)มาค้ำประกันหนี้ พอใช้คืนเขาไม่ไหวก็ออกมาโวยวายขอความช่วยเหลือ โอ๊ะ.. โอ!

เงินเดือนที่รับมาทุกเดือนเคยหยิบพลิกมาอ่านไหม? ใต้คำว่า "รัฐบาลไทย" เขาเขียนว่า "ธนบัตรเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย" ยืมเขามา เป็นหนี้เขา ก็ต้องชดใช้ เงินหมดเงินไม่พอเลี้ยงชีพก็ต้องหามาเพิ่มโดยสุจริต ปลูกผักสวนครัวริมรั้ว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาของตนด้วยตนเอง หลายๆ คนก็เป็นหนี้กันทั้งนั้น (รวมทั้งตัวผมด้วย) แรกเริ่มทำงานบรรจุอยู่ห่างไกลบ้าน (ก็สัจธรรมนะ ใครสอบได้ที่ ๑ รอบแรกต้นปีการศึกษา มักจะโดนบรรจุโรงเรียนชนบทไกลๆ พวกลำดับรองๆ มาเรียกตัวทีหลังทดแทนอัตราเกษียณได้ตำแหน่งโรงเรียนในเมือง) ดีที่โรงเรียนมีบ้านพักครูว่าง ไม่ต้องเช่า ก็ไม่ลำบากนัก อยู่มาไม่นานก็เริ่มมีหนี้ จากการที่พี่ๆ เขาอยู่มาก่อนในโรงเรียนชักชวนให้ไปสมัครสหกรณ์ออมทรัพย์ครู (ตอนแรกก็รู้สึกว่า รุ่นพี่เราหวังดี ตอนหลังมารู้อีกที ปั๊ดโธ่! เขาชวนเข้าวังวน "ค้ำประกันเงินกู้แบบงูกินหาง" ก็ค้ำกันวนไปมานั่นแหละ หึยส์! พี่ที่น่า...) ช่างเถอะ! ผมมีปัญญาส่งลูกเรียนปริญญาหลักสูตรอินเตอร์ได้ก็ด้วยการกู้สหกรณ์ออมทรัพย์นี่แหละ ม.ธรรมศาสตร์ เทอมละ 68,000 บาท หาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน้อตทั้งสองผัวเมีย เพื่อส่งลูกสองคนให้ถึงฝั่งฝัน
ผมยังจำได้ดีในวันที่ลูกทั้งสองคนจบการศึกษาออกมาพร้อมๆ กัน (คนโต ปริญญาโท สถาปัตยกรรม ธรรมศาสตร์ คนเล็ก รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์) ได้งานทำทั้งคู่ เดือนนั้นมีความรู้สึกโล่ง เงินเดือนที่ได้รับได้ใช้ซื้อของที่อยากกินหลังจากทนอดมานาน ไม่ต้องส่งเสียลูก ไม่ต้องคอยพะวงว่าลูกจะโทรมาบอกตอนปลายเดือนว่า ขอเงินเพิ่มอีกหน่อย หนี้ทั้งหลายที่มีจากการกู้ยืมก็ทยอยคืนเขาไป ลูกก็เป็นอภิชาติบุตรมีรายได้ก็ตอบแทนพ่อ-แม่ คนหนึ่งซื้อรถให้พ่อ อีกคนซื้อให้แม่ ถ้าการมีลูก เลี้ยงลูกของผมเหมือนการซื้อหวย ที่จ่ายๆ ไปแบบมีความหวังว่าสักวันจะถูกรางวัลกับเขาบ้าง ผมก็ถูกรางวัลแล้วล่ะ ถึงจะไม่ใช่รางวัลที่ ๑ แต่ก็น่าจะเป็นรางวัลที่ ๒ ได้อยู่ ขอบใจมากลูก

ลูกชายทำงานที่สายการบินเอมิเรตส์ เลยใช้ศิษย์นำพ่อ-แม่-พี่สาวไปเที่ยวนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
"หนี้" ใครก่อ คนนั้นต้องเป็นคนแก้ด้วยตนเอง ให้คนอื่นมาแก้หนี้ พวกท่านก็แอบไปก่อหนี้ใหม่อีก เพราะยังตัดกิเลสในใจไม่ได้ อย่าหวังพึ่งใครเลย
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เชื่อเหอะ!
ครูมนตรี โคตรคันทา
บันทึกไว้เมื่อ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙














